ผู้เขียน หัวข้อ: ความทรงจำนอกมิติ : ปรจิตวิทยา-อภิญญาคือวิทยาศาสตร์จริงๆ  (อ่าน 922 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6656
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1478
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0
    • ดูรายละเอียด
    • Awards

 
 

ปรจิตวิทยา (parapsychology) เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย-ที่เป็นกายวัตถุนิยม-ไม่ชอบเอามากๆ เพราะในด้านหนึ่งของปรจิตวิทยาไปทับซ้อนกับความเชื่อในทางจิตหรือศาสนาของพวกนิวเอเจอร์ (newage movement) แต่ความจริงการวิจัยในทางปรจิตวิทยา เท่าที่ผู้เขียนรู้จะเป็นไปในเรื่องของความรู้หรือประสบการณ์เหนือธรรมชาติ (paranormal) ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ (methods) หรือบริบท (context) เป็นไปอย่างมีระบบและเป็นวิทยาศาสตร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อหลายสิบปีก่อน-หลังจากเอียน สตีเวนสัน ศาสตราจารย์ทางจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียมาเมืองไทยครั้งแรก (เพื่องานวิจัยเรื่องการระลึกชาติ)-และเรามีสมาคมวิจัยทางจิตแห่งประเทศไทย (Society of Psychical Research of Thailand) ที่หวือหวาขึ้นมาในตอนแรกๆ แล้วก็ค่อยๆ หดหายลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งห้าหกปีหลังๆ มานี้ ผู้เขียนที่ได้เคยไปพูดให้สมาคมนี้หลายหนอยู่ๆ ก็ไม่ได้ข่าวคราวอะไรอีกเลย
 
อะไรๆ ในโลกในจักรวาลนี้ ผู้เขียนแน่ใจว่าสิ่งที่เป็นการจัดหาให้ หรือสรรค์สร้างให้ที่เรียกว่าธรรมชาตินั้น หรือจะพูดกันให้จำเพาะเจาะจงลงไปว่าเป็นนิยามของคำว่า "ธรรมชาติ" ได้เลยทีเดียว สิ่งนั้นก็คือ "มัชฌิมาปฏิปทา" ในความหมายหนึ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนเรามาตั้งแต่เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว หรือว่าคือความสมดุลพอดีหรือซิมเมตรีของสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงของจักรวาล ซึ่งในระยะหลังๆ มานี้เท่านั้นที่ทางวิทยาศาสตร์เพิ่งมาพบเช่นนั้น ดังที่ผู้เขียนยกมาอ้างไว้ในบทความของผู้เขียนที่ว่าด้วยจักรวาลวิทยาใหม่และวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ ขอพูดด้วยความสัตย์จริงว่าจนถึงอายุมากถึงวัยในตอนนี้เท่านั้น ที่ผู้เขียนพบว่าสิ่งที่ผู้เขียนต้องการมากที่สุดในชีวิต-ซึ่งอาจเป็นสิ่งเดียวกันกับที่มนุษย์ทุกคนต้องการเมื่อสถานการณ์พร้อม เมื่อมีความสงสัยลังเลใจต่อความจริงทางโลกที่ประสบกับความรู้สึกรับรู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ว่าในวัยใดก็วัยหนึ่งโดยไม่มีใครยกเว้น ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นอัจฉริยะ หรือเป็นอีเดียตมอรอลที่เกิดในวัฏสงสาร หรือจักรวาลแห่งกายและปรากฏการณ์ที่มีสามมิติ (บวกหนึ่ง) แห่งนี้ แสวงหาหรือเดินทางเพื่อแสวงหาที่หลายๆ คนอาจจะ ไม่รู้ว่าตนแสวงหาอะไร? เหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ แต่ไม่รู้ว่าน้ำคืออะไรและอยู่ที่ไหน? หรือยิ่งกว่านั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกเขาอยู่เพื่ออะไรกัน?? คนเหล่านี้หลายคนจึงมีชีวิตด้วยการแสวงหาแต่สิ่งโดยเฉพาะวัตถุที่อยู่ภายนอก จากการกระตุ้นเร่งเร้าด้วยเวทนา สัญญาและอารมณ์ที่ภายใน ด้วยการซื้อหาด้วย "เงิน" (ซึ่งได้ยินมาว่าชาวยิวเป็นผู้คิดขึ้นมา) วัตถุที่เราส่วนใหญ่มากๆ เหล่านั้นคิดว่า มันจะให้ความสุขสนุก สะดวกสบายและความปลอดภัยแก่ตัว แต่บางคนมีชีวิตเหมือนกับไม่มีชีวิต คิดว่าคนที่ฆ่าตัวตายคงจะคิดว่าตัวเองไม่มีความหมายอะไรต่อไปอีกแล้ว ตายหรือไม่ตายก็เหมือนกันคงคิดแบบนั้น ซึ่งไม่จริงเลย คนทั้งหมดนี้ได้เอาตัวไปผูกติดอยู่กับอุปาทานอันเป็นประหนึ่งเป็นโซ่ตรวนที่มัดตัวเอง หรือมัดให้ตาตัวเองมองเห็นแต่ตัวเองอยู่ในถ้ำเหมือนที่พลาโตบอก-สิ่งที่ผู้เขียนต้องการได้มากที่สุดสำหรับตนเองก็คือ มหาปัญญาเพื่อหวังจะหาความจริงแท้นั้นได้พบ และเพิ่งมารู้ก็ค่อนข้างแก่ชรามากไปแล้ว สายเกินไปเสียแล้ว เพราะไปใช้เวลาหาอยู่ข้างนอกเสียนาน ด้วยการเรียนรู้ด้วยวิธีฝึกฝนต่างๆ เช่นสาธารณชนคนทั่วไปทั้งหลายเขาทำกัน เช่น จากโรงเรียน จากครู จากการอ่านมากๆ หรือฟังมากๆ หรือแม้คนในสมัยนี้ที่ดูโทรทัศน์ดูหนังมากๆ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดโดยไม่มียกเว้น ที่ได้มาก็คือสติปัญญา (คนละอย่างและคนละระดับกับมหาปัญญา) ความฉลาดเฉลียวเพื่อเอาตัวรอด (intelligence) หรืองานกับเงินที่ยังไกลแสนไกลจากมหาปัญญาและความจริงแท้ (wisdom) ที่กล่าวไว้แล้วว่าเป็นสิ่งที่ผู้เขียนต้องการอย่างที่สุดอีกมากนัก
 
กลับมาที่บทความของวันนี้ ผู้เขียนคิดว่าคนในโลกส่วนมากส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะนักวิชาการปัญญาชน หรือชนในชาติที่ด้อยพัฒนาอุตสาหกรรม หรือเรียนมาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเก่าเดิม คนพวกนี้มักจะคิดว่าเรื่องราวอะไรที่เกี่ยวกับจิตกับวิญญาณหรือกับศาสนา นอกจากไม่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว ยังเชื่อว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเดียวกับเทคโนโลยี เพราะว่ามนุษย์สามารถนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์เพื่อผลิตประดิษฐ์เทคโนโลยี ทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์สามารถมีคุณภาพเหนือธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงโดยเฉพาะสัตว์ทั้งหลาย และยังคิดว่ามนุษย์ทั้งๆ ที่รูปกายเหมือนสัตว์หากว่าลอกหนังที่หุ้มร่างกายออก แต่มนุษย์ก็ไม่ใช่สัตว์ เนื่องจากมนุษย์สามารถคิดค้นและสามารถใช้เทคโนโลยีเป็น เรื่องของจิต ของวิญญาณ ของศาสนานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและตรวจจับวัดชั่งไม่ได้ ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ชนิดไหนหรืออย่างไร? หลายๆ คนที่เรียนมาทางวิทยาศาสตร์ ถามผู้เขียนว่าที่ผู้เขียนพูดเสมอๆ ว่าทุกวันนี้มีวิชาวิทยาศาสตร์ทางจิตนั้น "จิตเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร? เพราะครูสอนวิทยาศาสตร์ทุกคนบอกเหมือนๆ กันว่า มันไม่มีวิทยาศาสตร์ทางจิตจริงๆ หรอก มีก็แต่วิทยาศาสตร์จอมปลอม (pseudoscience หรือ scientism) เพราะว่าไม่มีใครทำซ้ำๆ ในเรื่องของจิตได้ อันเป็นข้อพิสูจน์ความเป็นวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุด เมื่อไม่มีข้อพิสูจน์ จิตก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์-จบ" ก็ใคร่ตอบครูสอนวิทยาศาสตร์ที่พูดด้วยความมั่นใจเช่นนั้นว่า หนึ่ง-ผู้ที่คิดหลักการว่าความเป็นวิทยาศาสตร์จะต้องมีคุณสมบัติเช่นนั้น คือนักวิทยาศาสตร์ที่คิดและเชื่อมั่นเช่นนั้นนั่นเองที่ห่วงว่า "วิทยาศาสตร์ที่เป็นของพวกข้า ใครอย่าแตะ" จึงพยายามทำให้ศักดิ์สิทธิ์และอนุรักษ์ความศักดิ์สิทธิ์นั้นไว้อย่างหวงแหนจนเกินไป ทั้งที่การค้นพบสูตรใหม่ๆ สมการใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์นั้น เป็นการค้นพบของนักวิจัยที่ใจกว้าง กล้าทำกล้าแตะนั่นแหละ-โดยคิดเอาเองจินตนาการเอาเองหลายครั้งอย่างไม่มีเหตุผลในตอนแรกเสียกว่าครึ่งค่อน-สอง อีกอย่างหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าปัญญาชนคนอีลิตในยุโรปสมัยก่อน ต้องการแยกวิทยาศาสตร์ออกจากคริสต์ศาสนากับพระเจ้า ดังที่นีตเชได้กล่าวว่า พระเจ้าได้ตายไปแล้ว (God is Dead) ซึ่งหากชมรมนักวิทยาศาสตร์ในเวลานั้นต่างคิดว่า จิตหรือวิญญาณกับพระเจ้าอันเป็นเรื่องของ "ความเชื่อความศรัทธา" ไม่ใช่องค์ความรู้หรือความจริง ในขณะที่วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง หรือไม่ก็ถือว่าพระเจ้ามีหน้าที่ในการสร้างโลกและสรรพสิ่งรวมทั้งมนุษย์เท่านั้น เมื่อสร้างแล้วก็หมดหน้าที่ ส่วนในตอนหลังก็เป็นเรื่องของโลกกับมนุษย์ที่จะพัฒนาต่อไปด้วยตัวเอง ศาสนาจึงเป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล ถ้ามีเหตุผลหรือคิดเป็นเช่นนักวิชาการ (intellectual) ถึงจะเป็นผู้ที่มีความรู้เพราะได้รู้ความจริงแล้ว สาม-ตั้งแต่ปี 1969 เป็นต้นมา สมาคมนักวิทยาศาสตร์ชมรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก (AAAS) ในโลกนะครับไม่จำเพาะที่อเมริกา ได้ประกาศรับรองฐานะของปรจิตวิทยา (parapsychology) ให้เป็นสาขาหนึ่งของวิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของจิตเหนือธรรมชาติ (paranormal ability) ที่ตรงกับ "อภิญญา" ในพุทธศาสนา (paranormal knowledge) เช่น การเห็นภาพล่วงหน้าหรือในอดีต หรือการมีตาทิพย์หูทิพย์ หรือการติดต่อกันรวมทั้งการเคลื่อนย้ายวัตถุในระยะไกลมากๆ ด้วยพลังจิต (PK) ในขณะที่สถาบันหรือองค์กรที่ต่อต้านหรือคัดค้านปรจิตวิทยา ต่อต้านหรือคัดค้านความสามารถเหนือธรรมชาติ (skeptics) รวมทั้งสถาบันที่อ้างว่าเป็นสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง รวมทั้งองค์กรที่ชื่อว่า "ไซคอป" (CSICOP) และวารสารที่ออกปีละสี่ครั้ง (Skeptic Inquiry) กลับไม่มีแม้แต่แห่งเดียวที่ได้รับการรับรองโดยสมาคมหรือชมรมวิทยาศาสตร์ใดๆ ในโลก
 
แต่คนที่ต่อต้านวิทยาศาสตร์เก่าๆ เดิมๆ คนที่ต่อต้านประสบการณ์เหนือธรรมชาติเหล่านี้ ก็ยังไม่ท้อถอยยังคงขับเคี่ยวต่อไป วารสารสเกปติกอินไควรี (Skeptic inquiry) ผู้ที่ต่อต้านเขียนได้ก็เขียนไป เพราะเป็นสิทธิ์ที่จะเขียน แต่ผลลัพธ์กลับเป็นตรงกันข้าม ประชาชนคนทั่วไป ทั้งที่สหรัฐและยุโรปกลับหันไปเชื่อปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ (paranormal ability or anomalous cognition) เชื่อในความรู้เร้นลับและเรื่องทางจิตทางศาสนาและพระเจ้ามากขึ้นและมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลของการสำรวจประชาชนที่เป็นผู้ใหญ่ที่สหรัฐอเมริกาแสดงผลที่เป็นตรงกันข้าม เช่นการสำรวจ (AP-ISOS) เมื่อตุลาคม 2007 พบว่าคนอเมริกันเชื่อว่ายูเอฟโอมีจริงๆ ถึง 56% เชื่อในความสามารถเหนือธรรมชาติหรืออภิญญา 48% เชื่อว่ามีผีจริงๆ 34% ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากเมื่อราวสามสิบปีก่อน ประชาชนส่วนมากหันไปเชื่อในเรื่องของศาสนา การสวดมนต์และการเปลี่ยนแปลงจิตสู่จิตวิญญาณ (spirituality) มากกว่าเดิมมาก
 
ทุกวันนี้ ที่สหรัฐอเมริกาและในสังคมที่มีการพัฒนาไปเป็นอย่างมากแล้วนั้น คนส่วนหนึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเองไปมากทีเดียวตั้งแต่ทศวรรษที่แล้วเป็นต้นมา-ที่เพิ่มทวีจำนวนอย่างรวดเร็วในทศวรรษต่อมา-ประชาชนในประเทศพัฒนาแล้วได้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตน จากการตกเป็นทาสของวัตถุนิยมและการ "บริโภคโยนทิ้ง" รวมทั้งการแสวงหาความสุขสนุกสะดวกสบาย และหันไปหาความสุขทางจิตกับชีวิตที่สมดุลพอเพียงพอดี ทำให้นึกถึงจอร์จ บุช, จอห์น แม็กเคน แห่งพรรครีพับลิกัน กับนายบารัก โอบามา แห่งพรรคเดโมแครต ว่าคนอเมริกันและอาจพูดได้ว่าคนในประเทศที่พัฒนามากๆ แล้ว เริ่มจะรู้ตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเองจากภายนอกสู่ภายใน จากกายสู่จิต เริ่มมองเห็นว่าความสุขทางกายและกระแสวัตถุนิยม-ซึ่งแน่นอนเป็นผลของระบบทุกๆ ระบบและโครงสร้างของสังคมผิดๆ ที่ตั้งบนวิทยาศาสตร์กายภาพเก่าๆ กับเทคโนโลยี - ที่อเมริกาพังจึงไม่ใช่การส่งทหารไปทำสงครามที่อัฟกานิสถานกับอิรักง่ายๆ ตามที่คิดกัน แต่เป็นด้วยสาเหตุที่กล่าวมานั้น สะสมตกทอดมาตั้งแต่กว่า 400 ปีด้วย แล้วเราในประเทศไทยยังมะงุมมะงาหราทำตามตัวอย่างผิดๆ เช่นนั้นไปทำไม? ไม่เห็นหรือว่านักลงทุนฝรั่งที่ "ไม่เคยพอ" ได้หันไปหาประเทศด้อยพัฒนากำลังพัฒนาเพื่อหาทางลงทุนกันจ้าละหวั่น ยังกับว่าโลกมันสามารถพองตัวของมัน ขยายตัวได้ให้ลงทุนกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดกระนั้น

 
เอียน สตีเวนสัน (เพิ่งตาย) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ผู้ค้นคว้าวิจัยเรื่องการระลึกชาติมาตลอดชีวิตที่กล่าวมาข้างต้น เชื่อว่าการระลึกชาติเป็นความจริงและได้รวบรวมไว้เป็นพันๆ ราย แต่ได้เลือกเฉพาะ 20 รายที่น่าเชื่อที่สุดมารายงานอย่างละเอียด (Ian Stevenson: Twenty Cases Suggestive of Reincarnation, 1974) กล่าวไว้ว่า นักวิชาการแทบทั้งหมดที่ต่อต้านงานวิจัยของตนนั้น แทบจะทุกคนไม่ได้อ่านรายงานของตนเลยก็ตัดสินกันแล้ว ทุกวันนี้เรื่องของประสบการณ์ใกล้ตาย (Near Death Experiences) มีรายงานในวารสารต่างๆ นับเป็นหมื่นๆ ราย ทำให้สาธารณชนส่วนหนึ่งเชื่อมั่นและไม่กลัวตาย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่โลกทัศน์ใหม่และวิถีชีวิตใหม่ในทางบวก

 
แท้จริงแล้ว เรื่องของอภิญญาที่เป็นส่วนหนึ่งของปรจิตวิทยาซึ่งเป็นความรู้เหนือธรรมชาติหรือเกินจากธรรมชาติ (paranormal knowledge) นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เหลวไหลหรืองมงายไสยศาสตร์แม้แต่น้อย หากแต่เป็นวิทยาศาสตร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ดังที่ผู้เขียนเล่ามาในบทความก่อนๆ นี้ (entangled and nonlocal universe) และบทความนี้ ทางพุทธศาสนานั้นถือว่าเป็นองค์ความรู้ที่สูงกว่าความรู้ที่ได้มาจากเส้นทางปกติหรือสติปัญญา (intelligence) เพราะได้มาจากการปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิ (ฌานสี่) ทำให้มองเห็นอดีต ปัจจุบัน และทำนายอนาคตได้ หากรวมทั้งที่เห็นและล่วงรู้จากเส้นทางอื่น ทั้งหมดคืออภิญญาหก (ฉลภิญญา) ซึ่งมีกล่าวไว้ในทีฆนิกายและนิเทส.


http://www.thaipost.net/sunday/140209/262


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham