ผู้เขียน หัวข้อ: ประตูสู่การภาวนา : ก่อกำเนิดโพธิจิต  (อ่าน 1101 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6698
  • กิจกรรม:
    5.4%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1493
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0
    • ดูรายละเอียด
    • Awards



ก่อกำเนิดโพธิจิต
 

การที่จะมุ่งไปบนหนทางธรรมได้ เราจำเป็นต้องมีจุดมุ่งหมายดุจดังลูกศร ที่พุ่งเข้าหาเป้า โดยผ่านโพธิจิตนี้เอง คือประตูลำดับถัดไปที่จะเปิดไปสู่ การปฏิบัติในสายมหายานและวัชรยาน เรายังคงเล็งไปที่เป้าแห่งการตรัสรู้ เพื่อยังประโยชน์แก่ผู้อื่นในทุก ๆ ขณะแห่งการปฏิบัติ นี่คือจุดมุ่งหมายอัน ประเสริฐสุดเท่าที่มีอยู่
 
 
โพธิจิตคือรากฐานของทุกสิ่งที่เราทำ ดุจดังรากของพืชสมุนไพรซึ่งทุกสัด ส่วนไม่ว่าจะเป็นกิ่ง ใบ หรือดอก ล้วนมีสรรพคุณทางยาสิ้นความบริสุทธิ์ เพียบเพร้อมในการปฏิบัติของเราขึ้นอยู่กับการใช้ทุกอุบายวิธีอย่างเต็มเปี่ยม ด้วยโพธิจิต นี่เองทุกสิ่งย่อมดำเนินไปด้วยดี ทว่าหากปราศจากโพธิจิตเป็น รากฐานแล้ว ก็หามีสิ่งใดอาจสำเร็จผลไม่


ด้วยเหตุนี้เองตั้งแต่แรกที่เราได้สดับธรรม เราจึงถูกกำชับให้ถือเอาการช่วย ปลดปล่อยสรรพสัตว์ออกจากห้วงทุกข์เป็นจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติ เรา กระทำตนให้เป็นผู้สมควรแก่การปฏิบัติธรรม โดยการหันเหออกจากความ เห็นแก่ตนไปสู่ความเอื้อเฟื้อแผ่กว้าง


โพธิจิตนั้นมีองค์สามด้วยกัน คือการแผ่ความกรุณาออกสู่มวลหมู่สัตว์ผู้ได้ รับทุกข์ ตั้งปณิธานที่จะบรรลุธรรมเพื่อที่จะบรรลุถึงภูมิธรรมอันสามารถที่ จะช่วยเหลือสัตว์โลก ซึ่งเรียกว่า ฉันทะโพธิจิต กับความพากเพียรในหน ทางธรรมเพื่อจะได้บรรลุถึงพระนิพพาน ซึ่งเรียกว่า วิริยะโพธิจิต

คำภาษาทิเบตซึ่งใช้เรียกโพธิจิตคือ จังชุบเซม จัง หมายถึง การไถ่ถอนความ มืดมัว ชุบ คือ การเผยถึงคุณลักษณ์อันบริบูรณ์ภายใน และ เซม คือ จิต โดย การปฏิบัติโพธิจิต เราได้ขจัดความมืดมัวและเสริมกุศลนิสัย ซึ่งจะเผยถึงจิต แห่งพุทธะ


ความมืดมัวแห่งดวงจิตอาจเปรียบได้กับตะกอนดินที่เคลือบแก้วผลึกซึ่งจม อยู่ในพื้นปฐพี ถ้าเราหยิบดวงแก้วนั้นขึ้นมา มันก็ดูเหมือนลูกดินธรรมดา ทว่าธาตุลักษณ์ดั้งเดิมของมันก็หาได้ลดทอนลงไม่ มันเพียงแต่มืดมัวเคลือบ คลุมไปเท่านั้น ถ้าหากเราชำระล้างตะกอนดินออก แก้วผลึกก็จะกลับใส กระจ่าง ธาตุลักษณ์ของมันก็ย่อมเผยปรากฏ ในทำนองเดียวกัน โดยการ ชำระล้างความมืดมัวในดวงจิต เราก็ได้เผยธรรมชาติเดิมแท้อันกระจ่างใส ให้ปรากฏ


เรามักจะมองหาแก่นแท้นี้จากภายนอก แม้ว่ามันจะดำรงอยู่ภายใน เหมือน กับการเที่ยวตามหาอาชาที่หายไป แกะรอยตามไปในป่า ที่สุดก็พบว่าม้านั้น อยู่ในคอกมาโดยตลอด


ความกรุณาอันเป็นองค์แรกของโพธิจิตนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่ภายในตัวเรา แล้วและถึงแม้ว่าเราจะเป็นผู้มีน้ำใจดีงาม ทว่าคุณสมบัติดังว่าก็ยังมีขอบ เขตจำกัดอยู่ อาศัยการปฏิบัติ เราก็อาจแผ่ความกรุณาอันไพศาลออกมา


จังชุบเซม เป็นทั้งอุบายวิธีและมรรคผลของการปฏิบัติธรรมโดยอาศัย แรงโน้มเหนี่ยวจากโพธิจิต พลังแห่งปณิธานมุ่งหวังที่จะปลอดปล่อย สัตว์โลกให้พ้นทุกข์ แก่นแท้ของดวงจิตอันเจิดจรัสดุจดวงอาทิตย์ย่อม เผยออกอย่างหมดจด และการุณยกิจเพื่อผู้อื่นย่อมอุบัติขึ้นอย่างเป็นธรรม ชาติ ดุจดังแสงสุริยาฉายที่อาบไล้อยู่บนผิวน้ำและบนนาวาทุกลำ


เราเริ่มปฏิบัติ จัง อันได้แก่การไถ่ถอนความมืดมัวออกจากดวงจิต ด้วย การลดทอนการให้ค่าแก่ตัวเองลง และหันไปใส่ใจต่อผู้อื่น นิสัยที่จดจ่อ สนใจอยู่แต่ตัวเองนั้นได้สั่งสมมาแล้วในอดีตชาติสุดประมาณนับ อันส่ง ผลให้เราติดกับอยู่ในวัฏสงสาร พระพุทธองค์ได้ทรงขจัดเสียสิ้นซึ่งความ เห็นแก่ตัวและความคิดอย่างสามัญ ได้สั่งสมกรุณาบารมีอันบรรลุถึงพระ นิพพาน


การจะบรรลุถึงโพธิจิตปณิธานได้ จำต้องอาศัยคุณธรรมสี่ประการซึ่งเรียก ว่า พรหมวิหารสี่ แรกสุดคือ อุเบกขา อันได้แก่การถือว่าสัตว์ทั้งหลาย เสมอกัน ถ้าหากเรามีชีวิตอยู่อย่างปาศจากอคติโดยไม่แบ่งแยกในดวงจิต ระหว่างมิตรและศัตรู เมื่อนั้นเราก็ได้เข้าถึงแก่นแท้แห่งภาวะการดำรง อยู่ และเท่ากับไดปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งอิสรภาพ และความสุขทั้งของ ตนเองและผู้อื่น


ความรัก ความกรุณาของเราในบัดนี้แผ่ไปถึงคนบางคนในบางสภาพการณ์ เท่านั้น คือคนในครอบครัว มิตรสหายและคนที่เรารัก แต่มิได้เลยไปถึงผู้ ที่เราถือว่าเป็นศัตรู เราอาจมิได้มุ่งร้ายหมายขวัญต่อคนพาลหรือคนไม่น่ารัก แต่ก็คงยิดีอยู่ลึก ๆ หากมีเรื่องร้าย ๆ อุบัติขึ้นกับเขา ความกรุณาที่เรามีต่อ เด็กที่เจ็บไข้ได้ป่วยอาจเกิดขึ้นจากความรักความผูกพัน ทว่าโดยการฝึกฝน อุเบกขา เราย่อมบ่มเพาะการุณยกิจอันสูงส่งต่อสัตว์ทั้งมวลโดยไม่แบ่งแยก จากส่วนลึกของดวงใจ จนกว่าดวงใจของเราจะบริสุทธิ์เยี่ยงนี้ หาไม่การ ปฏิบัติของเราก็ยังคงเป็นแค่สิ่งผิวเผิน เรายังหาได้เข้าใจถึงจุดประสงค์แห่ง หลักธรรมอย่างแท้จริงไม่

 
เราอาจบ่มเพาะอุเบกขาขึ้นได้ แรกสุดก็โดยการตระหนักว่าสัตว์ทั้งมวล ล้วนต้องการจะมีสุข ไม่มีผู้ใดปรารถาทุกข์ ประการต่อมาคือ เราต้องคิด พิจารณาให้เห็นว่าสัตว์ทั้งมวลในชาติภพอันสุดประมาณนั้น ย่อมมีครั้งใด ครั้งหนึ่งที่เคยเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดเรามาก่อน องค์ศากมุนีพุทธรวมทั้ง เหล่าพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์องค์อื่น ๆ ผู้สามารถชำระล้างมลทิน ออกจากธรรมชาติอันแจ่มกระจ่างแห่งดวงจิตจนบรรลุถึงสัพพัญญุตาญาณ ได้สอนไว้ว่าไม่มีแม้แต่ดวงชีวิตเดียวที่มิได้เคยเป็นบิดามารดาของเรามา ก่อน นี้ก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่เราอาจตระหนักรู้ได้ หากสามารถชำระล้างจิต จนผ่องแผ้ว ทุก ๆ ชีวิตแม้จะเป็นอริกับเราเพียงใดก็ตามในบัดนี้ ล้วน เคยรักเมตตาเรามาก่อนดุจดังบิดามารดาในชาตินี้ ผู้ที่บัดนี้ดูเหมือนจะ คอยเบียดเบียนกลั่นแกล้งในละครแห่งชีวิตของเรา ล้วนแต่เคยรักและ ช่วยเหลือเกื้อกูลมาก่อน


การจะปลูกฝังความรู้สึกซาบซึ้งในความเมตตานี้ได้ เราจำต้องระลึกถึง พระคุณอันใหญ่หลวงของบิดามารดา ประการแรกสำคัญที่สุดคือท่านได้ มอบกายมนุษย์ให้แก่เรา ตอนที่เราสิ้นชีวิตลงในชาติที่แล้วดวงจิตของเรา ดิ่งเข้าสู่แดนบาร์โด อันเป็นภพเนื่องต่อระหว่างความตายกับการเกิดใหม่ ซึ่งน่าหวาดหวั่นและปั่นป่วนสับสนยิ่ง เราจะถูกพัดพาไปดุจขนนกในสาย ลม โดยปราศจากสิ่งยึดเหนี่ยว ได้ยินเสียงและแลเห็นภาพอันน่าหวาด หวั่น จนที่สุดเราก็ได้พบที่พำนักพักพิงอันอบอุ่นปลอดภัยในครรภ์มารดา ในช่วงกาลปฏิสนธิ นับแต่นั้นมาที่แม่ของเราต้องอุ้มท้องอยู่เป็นเวลานาน เก้าถึงสิบเดือน ต้องลำบากยากเข็ญหรือแม้กระทั่งป่วยไข้เพื่อที่จะให้กำ เนิดเรามาเป็นมนุษย์


ยามที่เรานอนอยู่ในเปลและไม่อาจช่วยตัวเองได้นั้น มารดาของเราถนอม กล่อมเลี้ยงเพื่อที่เราจะได้เติบแข็งแรง หากท่านมิได้เลี้ยงดูเรามา หรือขอ ให้ผู้อื่นช่วยดูแลแทน เราก็คงไม่อาจรอดชีวิตเป็นแม่นมั่น


ท่านช่วยเหลือค้ำจุนชีวิตน้อย ๆ ของเรามาโดยตลอด ประคองเรามิให้ล้ม ห้ามมิให้กินสิ่งที่จะทำให้ป่วยไข้ กันมิให้เข้าใกล้ไฟ น้ำหรือยวดยาน หา อาหารและเสื้อผ้าให้ ช่วยอาบน้ำ และปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ลอง คิดดูว่าเราต้องจ่ายเงินมากเพียงใดเพื่อที่จะจ้างคนให้มาคอยดูแลทำความ สะอาดและหุงหาอาหารให้มาคอยดูแลทำความสะอาดและหุงหาอาหารให้ ในทุกวันนี้ หากมีใครรินชามาให้ดื่มหรือช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยมิ หวังสิ่งตอบแทน เราย่อมรู้สึกว่าคนผู้นั้นมน้ำใจอย่างยิ่ง ทว่าความมีน้ำใจ เยี่ยงนั้นย่อมซีดจางไปเมื่อเปรียบกับความเมตตาเอื้อเฟื้อของผู้เป็นมารดา

 
ความสามารถที่จะพูด ที่จะวางตัวในสังคม ที่จะคบหาสัมพันธ์กับผู้คน ล้วนเป็นของขวัญจากบิดามารดา แทนที่จะทะนงในความชาญฉลาดของ ตน เราพึงระลึกไว้ว่าครั้งหนึ่งเราไม่รู้แม้แต่จะเปล่งถ้อยคำ ไม่รู้แม้แต่จะ เชิดล้าง ใส่เสื้อผ้า กินอาหาร หรือแม้แต่จะอาบน้ำ พ่อแม่สอนเราให้พูด ทีละคำ สอนให้เดิน กิน แต่งตัว ท่านเป็นครูคนแรกของเรา

 
ในชาตินี้และในชาติภพที่ผ่านมาสุดประมาณนับ สัตว์ทั้งหลายได้แสดงความ เมตตาเอื้อเฟื้อในทางโลกเยี่ยงนี้ต่อเรา สรรพสัตว์จึงเป็นแก่นหลักแห่งความ รุดหน้าทางธรรมของเรา ด้วยการถือเอาการช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์เป็นจุด มุ่งหมายแห่งการปฏิบัติ เป็นรากฐานแห่งปณิธานอันบริสุทธิ์ ซึ่งหากปราศจาก ปณิธานเยี่ยงนี้แล้วเราย่อมไม่อาจเข้าถึงการตรัสรู้ได้ เมื่อพิจารณาใคร่ควรญ ดูสิ่งเหล่านี้ เราย่อมก่อเกิดความสำนึกตื้นตันและตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าเรา เป็นหนี้ใหญ่หลวง

 
ดังนั้นในการบ่มเพาะอุเบกขา เราพึงระลึกว่าสัตว์ทั้งมวลล้วนเคยเป็นมารดา ของเรามาก่อนในชาติภพหนึ่ง ดังนั้นเราจึงรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของ ท่านและปรารถนาที่จะตอบแทน ด้วยอาการเยี่ยงนี้เองเราจึงก่อเกิดปณิธาน อันสูงส่งที่จะเกื้อกูลสรรพสัตว์ มิใช่ด้วยอาการอันผิวเผิน ทว่าอย่างสูงส่ง ลุ่มลึก นั่นคือการบรรลุพระนิพพานเพื่อที่จะช่วยผู้อื่นให้สามารถกระทำเช่น เดียวกัน


มีศิษย์ชาวตะวันตกผู้หนึ่งถามลามะว่า " ผมมีปัญหาเรื่องการกำหนดจิตว่า สัตว์ทั้งมวลล้วนเคยเป็นมารดาของเรามาก่อน แม่ของผมไม่ค่อยจะดีสัก เท่าไร ความสัมพันธ์ของเราไม่ค่อยจะดีนัก ดังนั้นทุกครั้งที่นั่งลงภาวนา กำหนดอารมณ์ในโพธิจิต ก็จะหวนคิดถึงแม่และรู้สึกโกรธ ผมจะขอหยุด คิดถึงแม่ในตอนนี้ก่อนจะได้ไหม "

ลามะก็ตอบคนผู้นี้ว่าหลักการที่มีอยู่ก็คือการบ่มเพาะความกรุณาต่อทุกชีวิต รวมถึงมารดาของตนด้วย ดังนั้นจะเรียงลำดับใครก่อนใครหลังก็มิใช่ปัญหา ท่านกล่าวอีกว่าในทิเบตและอินเดียนั้นจะถือว่าแม่เป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยเมตตา เป็นบุคคลอันวิเศษสุดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้น เมื่อผู้เริ่มปฏิบัติต้องการอุบายเข้าสู่ การภาวนา คุรุก็มักจะใช้ความรู้สึกรักผูกพันต่อมารดาเป็นพื้นฐานเพื่อบ่ม เพาะความอบอุ่นการุณย์ต่อผู้อื่น


ท่านยังกล่าวต่อไปอีกว่า " ถ้าหากเธอเห็นว่าวิธีการที่เหมาะสมกว่าสำหรับ ตัวเธอ คือการบ่มเพาะความกรุณาต่อผู้อื่นก่อน แล้วค่อยแผ่มาถึงแม่ของ ตน นั่นก็ใช้การได้ ประเด็นก็คือการมีความเมตตาการุณย์ต่อทุกผู้คน รวม ทั้งมารดาของเธอด้วย "

 
ในที่สุดเราก็ประจักษ์แจ้งถึงความเท่าเทียมกันของสรรพสัตว์ในธรรมชาติ เดิมแท้ของแต่ละดวงชีวิต ตั้งแต่แมลงที่เล็กที่สุดเรื่อยไปจนถึงพระอริย บุคคล ว่าธรรมชาตินนั้นบริสุทธิ์มาตั้งแต่แรก
 
 
เมื่อเข้าใจความเท่าเทียมกัน ที่ว่าสัตว์ทั้งมวลล้วนปรารถนาความสุข ล้วน มีทุกข์ ล้วนเคยเมตตาเอื้อเฟื้อต่อเราในฐานะบิดามารดาและล้วนมี ธรรมชาติ แห่งพุทธะ ดังนี้แล้ว เราย่อมก่อเกิดความกรุณาต่อทุกดวงชีวิต เมื่อตระหนัก ได้ถึงโศกนาฏกรรมของเขาเหล่านั้น ว่าถึงแม้เขาจะปรารถนาความสุข แต่ ด้วยเหตุแห่งอวิชชา จึงสร้างเหตุปัจจัยที่หนุนส่งให้ความทุกข์นั้นสืบไป
 
 
ความกรุณา คือความปรารถนาที่จะให้ทุกข์ของผู้อื่นสิ้นสุดลง นี้คือพรหม วิหารประการที่สอง ความกรุณาเป็นโอสถถอนพิษร้ายของความสำคัญตน ผิดและความเห็นแก่ตัว ในเบื้องแรกมันจะช่วยให้เราไถ่ถอนความยึดติดใน ตนเองและหมกมุ่นอยู่แต่ปัญหาของตน ทั้งยังมีคุณในเบื้องปลาย ด้วยเหตุ ที่ความเกื้อการุณย์ในหัวใจแม้เพียงชั่วขณะหนึ่งก็อาจช่วยชำระล้างผลกรรม ได้ทบทวี


เราจะก่อเกิดความกรุณาได้อย่างไร เริ่มด้วยการคิดพิจารณาความทุกข์ยาก ของผู้อื่น ครั้นแล้วก็ลองเปรียบให้เห็นความทุกข์ของเรา โดยเริ่มจากความ ทุกข์ในมนุษยภูมิ เพราะคงเป็นการยากที่จะเริ่มด้วยการพิจารณาความทุกข์ ของสัตว์ในภพภูมิอื่น



" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6698
  • กิจกรรม:
    5.4%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1493
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0
    • ดูรายละเอียด
    • Awards
Re: ประตูสู่การภาวนา : ก่อกำเนิดโพธิจิต
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มกราคม 06, 2011, 10:28:43 PM »

เราลองพิจารณาดูความทุกข์ของคนที่เรารู้จักสักหนึ่งหรือสองคนแล้วค่อย ๆ แผ่กว้างออกโดยอาศัยการปฏิบัติ จนกระทั่งความทุกข์ของทุกผู้คนล้วนมี ความหมายต่อเรา เรารู้สึกได้อย่างแจ่มชัดถึงความทุกข์เหล่านี้จนสามารถ แลเห็นได้เบื้องหน้าสายตา


ดังเช่น ลองจินตนาการดูว่า มีคนไกล้ชิดกำลังจะสิ้นใจอยู่ในโรงพยาบาล แวดล้อมด้วยครอบครัว มิตรสหาย ครั้นเมื่อทุกนั้นยิ่งหน่วงหนักเป็นจริง เป็นจังยิ่งขึ้น ก็ลองสมมติว่ตนเองตกอยู่ในสภาพนั้น ทั้งครอบครัวมิตร สหายต่างพากันร้องไห้คร่ำครวญขออย่าให้ด่วนจากไป แพทย์บอกกับคุณ ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงชั่วครู่ คุณยิ่งหายใจขัดยากลำบากและรู้สึกหวาด หวั่นยิ่ง ไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรรออยู่ ทุกสิ่งที่คุ้นเคย แม้แต่ร่างกายนี้จะถูกละ ไว้เบื้องหลัง ไม่มีเงินแม้สักแดงเดียวที่อาจนำติดตัวไปได้ ไม่มีญาติมิตร แม้สักคนอาจติดตามไปแม้ว่าจะสนิทสนมรักใคร่เพียงใดก็ตาม


หรือแทนที่จะพิจารณาดูความทุกข์ของคนที่คุณรู้จักมักคุ้น อาจลองจินตนา การถึงผู้ที่อยู่ในบ้านเมืองที่ประสบภัยแล้ง ซึ่งทั้งครอบครัวหรือทั้งหมู่บ้าน กำลังจะตายลงด้วยความอดอยาก ลองนึกว่าตนเองกำลังตกอยู่ใสภาพเยี่ยง นั้น เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวเพียงไม่กี่คนซึ่งยังรอดชีวิตอยู่ ทว่าชีวิต เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย คุณรู้ตัวดีว่าตนก็จะต้องตายลงในไม่ช้าเช่นกัน ไม่มีอาหารเหลือพอให้ประทังชีพ คุณรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนเกินกว่าจะ ช่วยเหลือญาติมิตรที่ยังคงรอดชีวิตอยู่ และพวกเขาก็เช่นกัน ทุกคนกำลัง เผชิญหน้าอยู่กับมรณภัย

 
คุณอาจลองคิดถึงผู้คนที่บาดเจ็บล้มตายในสงคราม และลองนึกว่าตนตก อยู่ในสภาพเยี่ยงนั้น เพื่อนรักของคุณนอนอยู่ข้าง ๆ และสิ้นชีวิตลงแล้ว ส่วนตัวคุณก็บาดเจ็บสาหัส โลหิตหลั่งไหล ไม่อาจขยับร่างได้ ผู้คนที่แวด ล้อมอยู่ถ้าไม่บาดเจ็บสาหัสก็ยุ่งเกิกว่าที่จะมาใส่ใจคุณ คุณรู้สึกโดดเดี่ยว และประหวั่นพรั่นพรึ่งยิ่ง
 
 
หรืออาจนึกจินตนาการถึงสถานะของผู้สูงอายุ คิดถึงตอนที่ลูก ๆ ซึ่งตน ถนอมกล่อมเลี้ยงมานานนับปี ทว่าบัดนี้กลับไม่ช่วยเหลือสิ่งใดเลย ทั้งไม่ ยอมรับฟังคำตักเตือนสั่งสอน หรือแม้กระทั่งอาจคาดหวังให้คุณตายไป เสียเร็ว ๆ คุณไม่อาจดูแลตนเองได้ ทั้งลูก ๆ ก็มิได้เอาใจใส่ อาจต้องอยู่ ในบ้านพักคนชรา ซึ่งลูกหลานจะมาเยี่ยมเพียงปีละครั้งสองครั้งเท่านั้น เพื่อน ๆ ก็ไม่เคารพับถือคุณอีกต่อไป ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็น คุณอยาก จะไปโน่นไปนี่ กระทำการงานพูดจาดุจดังที่เคยทำเมื่อวัยหนุ่ม ทว่าบัดนี้ กลับไม่สามารถ


ยามเมื่อพิจารณาถึงสภาพการณ์เหล่านี้ คุณจะรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึ่งยิ่ง ตรง จุดนี้ จงถามตนเองว่า " เพียงแค่คิดถึงความทุกข์เหล่านั้น ฉันก็ยังรู้สึกหวาด กลัวถึงเพียงนี้ และผู้ที่ต้องเผชิญกับมันเล่าจะยิ่งทุกขเวทนาเพียงใด "

 
ครั้นแล้วลองคิดถึงข้อเท็จจริงที่ว่ามีผู้คนเป็นอันมากในโลกที่พากันทำร้าย ผู้อื่น ต่างสร้างสมบาปกรรมซึ่งรังแต่จะก่อให้เกิดผลร้ายต่อตนเอง ทว่า กลับมิได้ตระหนัก หากคิดว่าตนได้กระทำสิ่งที่ถูกต้องนั้นเท่ากับเป็นการ ทำลายตนเองลง


เมื่อครุ่นคิดพิจารณาดังนี้ ย่อมก่อเกิดความเมตตาและปณิธานอันแรงกล้า ขึ้นในใจที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทนทุกข์อยู่ในปัจจุบัน และผู้ที่เพาะหว่านเมล็ด พันธุ์แห่งความทุกข์ไว้ภายภาคหน้า จงตระหนักถึงความมีโชคของตนและ ตั้งใจแน่วแน่ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น คุณได้มีโอกาสสดับธรรม ได้ล่วง รู้ถึงอุบายวิธีที่จะขจัดเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดทุกข์ ทว่าสรรพสัตว์เหล่านี้ ผู้ ซึ่งได้เคยเมตตาเอื้อเฟื้อต่อคุณในฐานะมารดา กลับมิได้ล่วงรู้สิ่งใดเลย ช่าง น่าเศร้ายิ่ง


ในพุทธศาสนานิกายมหายาน ความกรุณาอันยิ่งใหญ่อย่างเท่าเทียมกันต่อ สัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่ามิตรหือศัตรู นับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง จากรากฐานอันมั่น คงแห่งมหากรุณานี้เอง แม้คุณมิได้พยายามที่จะเข้าถึงการตรัสรู้ ทว่าโมก- ษธรรมนั้นก็อยู่ในอุ้งหัตถ์ของคุณแล้ว แต่หากคุณมิได้บ่มเพาะความกรุณา ขึ้น ทว่ากลับมุ่งหวังเพียงจะหลีกหนีจากความทุกข์เพียงลำพังตนแล้ว คุณ ย่อมไม่มีทางบรรลุถึงอริยผลได้


ความกรุณาจะได้รับการหนุนเสริมด้วยพรหมวิหารประการที่สาม คือ ความ เมตตา ที่แผ่ไปถึงทุกชีวิตโดยถ้วนหน้า ความเมตตาคือ ความปรารถนาอัน แท้จริงของทุกชีวิตที่จะก่อให้เกิดสุขทั้งในทางโลกและทางธรรม เราย่อม ตั้งจิตแน่วแน่ที่จะพยายามทุกวิถีทางทั้งโดย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่จะน้อมนำความเมตตาไปสู่ทุกชีวิต
 
 
ยามที่เรามุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น เราจะต้องกระทำด้วย ความจริงใจ เพราะหากมีความเห็นแก่ตัวแฝงเร้นอยู่ในการกระทำดังกล่าว แล้วไซร้ ความล้มเหลวย่อมทำให้เราผิดหวังเสียใจและความทุกข์เยี่ยงนี้จะ ทำให้พรหมวิหารของเรามัวหมอง


เพื่อที่จะช่วยให้เราบ่มเพาะความเมตตาอันบริสุทธิ์ต่อทุกชีวิตขึ้น มีอุบาย การปฏิบัติอย่างหนึ่งที่เรียกว่าการภาวนาแบบ ทองเลน เริ่มด้วยการแผ่ เมตตาสู่สัตว์ผู้ได้รับทุกข์ ครั้นแล้วขณะที่เราหายใจเข้าก็ให้จินตนาการว่า เรากำลังสูดเอาความทุกข์และเคราะห์กรรมของสัตว์ทั้งมวลในกามภพ ในรูปของแสงสีดำเข้าไปภายในกาย และขณะที่หายใจออกก็ให้เพ่งเห็น ความเมตตา ความสุข และสิ่งดี ๆ แผ่กำจายออกสู่ผู้อื่นในรูปของลำแสง สีขาว


ในตอนแรกเราอาจลังเลที่จะปฏิบัติภาวนาเยี่ยงนี้ ด้วยกลัวว่ามันอาจมี ผลร้ายต่อตนเอง แต่หากเรามีความจริงใจอันบริสุทธิ์ที่จะอนุเคราะห์ผู้อื่น ความลังเลสงสัยของเราจะสิ้สุดลง และการปฏิบัติของเราจะยิ่งช่วยเพิ่ม พูนกุศลจิต มีเพียงความกลัวของเราเท่านั้นที่อาจทำร้ายตัวเอง เพราะ มันเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดสิ่งร้าย ๆ เข้ามา


หลังจากฝึกฝนการภาวนาเยี่ยงนี้ด้วยดวงใจอันบริสุทธิ์ เราจะเริ่มพบว่า ตนเองเป็นเสมือนสื่อแห่งความสุขของผู้อื่น ไม่เพียงแต่ความรักความ กรุณาของเราจะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น ทว่าแม้แต่อกุศลจิตและอกุศลกรรม ก็จะลดน้อยถอยลง ความยึดมั่นนถือมั่นในตนเองจะจางคลาย และผล กรรมจะได้รับการชำระล้าง หากจะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว เราย่อมบ่ม เพาะฉันทะในโพธิจิต จนถึงขั้นที่เราอาจยอมสละหรือพร้อมจะกระทำ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่หวั่นเกรงหรือลังเล เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น


ในหลายภพหลายชาติบนหนทางแห่งพระโพธิสัตว์นี้ องค์ศากยมุนีพุทธ ได้สละแม้ร่างกายนี้เพื่อประโยชน์แก่เหล่าสัตว์ มีอยู่ครั้งหนึ่งพระองค์เสวย พระชาติเป็นโอรสองค์กลางของราชาผู้ปกครองแว่นแคว้น ขณะที่โอรส ทั้งสามหลงอยู่ในป่า พระองค์ได้ประสบพบแม่เสือหิวโซที่เลี้ยงลูกน้อยห้า ตัว เสือนั้นไม่อาจขยับเขยื้อนกายและน้ำนมที่จะเลี้ยงลูกน้อยก็เหือดแห้ง โอรสจึงดำริอยู่ในใจว่า " กี่ครั้งกี่หนมาแล้วในอดีตชาติ ที่เราคิดถึงแต่ตน เอง และได้สิ้นชีวิตลงครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่เคยยังประโยชน์สุขให้แก่ผู้ใด กายของเราเป็นเพียงสิ่งไม่จีรัง มันมิได้คงทนอยู่นาน หากมันจะพอยังคุณ แก่แม่เสือแและลูกน้อยนี้ได้บ้างก็ขอจงสำเร็จตามประสงค์ "


พระองค์ให้ภราดรออกไปเสาะหาลูกไม้ป่า ส่วนตนเองลงนอนทอดร่างอยู่ ข้างกายแม่เสือ ทว่าเสือนั้นอ่อนแอไร้เรี่ยงแรงแม้แต่จะกัดกิน พระองค์จึง หักกิ่งไผ่มาแทนมีด กรีดข้อมือให้โลหิตหยดลงสู่ปากเสือ แล้วก็เฉือนเนื้อ ออกเลี้ยงนางเสือ ครั้นเมื่อเสือเริ่มฟื้นเรี่ยงแรง พระองค์ยิ่งสูญเสียเลือดเนื้อ มากขึ้นทุกที ทว่ากลับมิได้สำนึกเสียใจกระทั่งสิ้นชีพชนม์ พระองค์อุทิศ ชีวิตมิใช่เพียงเพื่อแม่เสือกับลูกน้อยเท่านั้น แต่เพื่อสรรพสัตว์ทั้งมวล


ขณะนั้นเอง พระมารดาของพระองค์ก็เกิดสุบินนิมิตเห็นอาทิตย์สามดวง ปรากฏอยู่ในนภากาศ ดวงกลางนั้นจับคราสมืดมัว พระนางตื่นขึ้นเกิดลาง สังหรณ์ว่าคงจะเกิดเหตุร้ายแก่โอรสองค์กลาง พลางเกิดนิมิตประหลาด พื้นพสุธาสะเทือนเลื่อนลั่น มีบุปผาทิพย์โปรยปรายและดนตรีสวรรค์กัง วานแว่ว


เกศาและอัฐิของพระองค์ถุกนำไปบรรจุไว้ในสถูป อันเป็นอุสรณ์สถาน แห่งธรรมชาติดวงจิต ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันมีนามว่า นโมพุทธา ใน ประเทศเนปาล ผู้คนเป็นอันมากยังคงได้รับผลบุญอันไพศาล ได้รับการ ชำระล้างกรรมโดยการกระทำประทักษิณรอบสถูปนั้น

ธรรมข้อสุดท้ายในพรหมวิหารสี่ ก็คือ มุทิตาจิต คือความยินดีเมื่อผู้อื่นมี สุข เรายินดีในความสุขทางโลกของผู้อื่น พลานามัย ความมีทรัพย์ ความ สัมพันธ์อันงดงามกับผู้อื่น และโอกาสในทางธรรม เราจะไม่ยอมให้ความ ริษยามาเป็นเจ้าเรือน หรือครุ่นคิดน้อยใจว่า " เหตุใดเขาจึงได้รับสิ่งนี้สิ่ง นั้น มิใช่ฉัน " หากแต่ให้เราตั้งจิตปรารถนาหวังให้ความสุขของเขาเหล่า นั้นยั่งยืนนาน และพยายามกระทำทุกวิถีทางเพื่อยังให้เป็นไป


ด้วยความเบิกบานยินดีในสุขของผู้อื่น เราย่อมได้รับสุขเทียบเทียมกัน แต่ หากเรายินดีในทุกข์ของผู้อื่น เราก็ย่อมได้รับวิบากดุจเดียวกับผู้ที่ก่อกรรม ทำเข็ญให้ผู้อื่นได้รับทุกข์


ในสมัยพุทธกาล มีเด็กสองคนมาขอบริจาคอาหารอยู่นอกพระราชวัง พระ ราชานิมนต์พระพุทธเจ้าและเหล่าสงฆ์สาวกมาฉันเพล และได้เตรียมเครื่อง คาวหวานเลิศรส เด็กคนหนึ่งเริ่มร้องขออาหารก่อนที่พระพุทธองค์จะได้ รับถวาย จึงไม่มีผู้ใดยอมให้ เด็กคนนั้นโกรธมาก คิดอยู่ในใจว่า " หากข้า เป็นกษัตริย์จะตัดหัวพระพุทธเจ้ากับพระราชาองค์นี้และเหล่าข้าราชบริพาร เสียให้สิ้น "


ส่วนเด็กอีกคนทนรอจนกระทั่งพระพุทธองค์และพระสงฆ์สาวกได้รับภัต ตาหาร ครั้นแล้วจึงขออาหารที่เหลือ และก็ได้รับมากมายจนบริโภคไม่สิ้น จึงคิดอยู่ในใจว่า " ช่างเป็นพระราชาที่ประเสริฐยิ่ง พระองค์ได้สร้างบุญ กุศลอันไพศาลโดยการนิมนต์พระพุทธองค์มาฉันภัตตาหารและได้ให้ทาน แก่พวกเราเหล่าผู้ยากไร้ หากข้าได้เป็นกษัตริย์ ทุกสิ่งที่ข้ามีจะขอถวายเป็น พุทธบูชา และแจกจ่ายให้แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก "


หลังจากกินเสร็จ เด็กทั้งสองก็แยกย้ายกันไป เด็กผู้มีความคิดดีงามก็สัญจร ไปสู่เขตแดนของอาณาจักรใกล้เคียง ไปนอนหลับหลบร้อนอยู่ใต้ร่มไม้ โดย หารู้ไม่ว่าราชาแห่งอาณาจักรนั้นได้สิ้นชีพลงและเหล่าเสนามาตย์กำลังเสาะ หาผู้มีคุณความดีขึ้นเป็นราชาองค์ใหม่ชาวบ้านในละแวกนั้นสังเกตเห็นว่า แม้ดวงอาทิตย์จะโคจรเคลื่อนคล้อย แต่ร่มไม้ที่เด็กนอนอยู่นั้นกลับหาได้ เปลี่ยนตำแหน่งไม่ ต่างพากันคิดว่านี่เป็นการณ์อันมหัศจรรย์ จึงไปรายงาน ให้เสนาบดีได้รับรู้


ครั้นเมื่อได้ทราบ เสนาบดีจึงสั่งให้นำตัวเด็กผู้นั้นมารวมอยู่ในหมู่ผู้ที่จะ ได้รับการเลือกสรร ท่ามกลางชุมนุมของเหล่าพสกนิกร กษัตริย์องค์ใหม่ จะได้รับเลือกโดยช้างเผือกคู่บ้านคู่เมือง พอถึงวันพิธีช้างนั้นก็เดินตรงไป หาเด็กที่มอมแมมรุ่งริ่ง ซึ่งยืนอยู่หลังสุดของหมู่ผู้รอรับเลือก เจิมหน้าผาก ด้วยน้ำมนต์จากเต้าน้ำ และใช้งวงยกเด็กนั้นขึ้นวางไว้บนบัลลังก


ขณะที่เด็กผู้มีใจอกุศลไปนอนหลับอยู่ในราชอุทาน มีรถม้าคันหนึ่งวิ่ง เตลิดมาทับร่างและบั่นคอเด็กสิ้นชีพลงตรงนั้น


ในเบื้องแรกนั้น การฝึกฝนพรหมวิหารนับเป็นเรื่องยาก เราจะค่อย ๆ คลายปมที่ผูกมัดเราอยู่ทีละเปลาะ อันได้แก่ความหลง และพิษร้ายทั้ง มวลในดวงจิต อุเบกขาจะช่วยลดทอนทิฏฐิมานะ มุฑิตาช่วยลดทอน ริษยา กรุณาช่วยลดทอนโลภะ และเมตตาช่วยลดทอนโทสะและความ โกรธ เมื่อโทสะหมดสิ้นลง ปรีชาญาณดุจกระจกเงาย่อมฉายเรืองรอง เมื่อความโลภหมดสิ้นลง ปรีชาญาณแยกแยะย่อมอุบัติเรืองโรจน์ เป็น ไปโดยลำดับดังนี้ เมื่อการปฏิบัติของเราแก่กล้าขึ้น และปรีชาญาณได้ เผยออก พรหมวิหารสี่ย่อมอุบัติขึ้นโดยธรรมชาติ โดยมิต้องใช้ความ พยายาม ดุจดังรัศมีและความอบอุ่นที่แผ่กำจายออกจากดวงอาทิตย์


แม้จะมีคนเป็นอันมากคิดว่าตนอาจเข้าถึงปัญญาญาณได้โดยตรง ทว่า มันกลับมิได้ง่ายดายปานนั้น จนกว่าปมเงื่อนต่าง ๆ จะได้คลายออกแล้ว เท่านั้น หาไม่การกำหนดรู้ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ และโดยผ่านทวารทั้งสี่ แห่งเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เราจึงอาจเข้าสู่มณฑลแห่งธรรม ชาติอันสูงสุดของดวงจิต
 
 
 
* จาก ประตูสู่การภาวนา *
-ธรรมเทศนาของ ท่านชักดุด ตุลกู หนึ่งในธรรมาจารย์ รุ่นสุดท้าย -
- แห่งวัชรนิกายของทิเบต-
" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

ออฟไลน์ แก้วจ๋าหน้าร้อน

  • สิ่งใดคือธรรมะ สิ่งนั้นย่อมดีแล้วสูงสุด
  • ทีมงานกวาดลานดิน
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • กระทู้: 6499
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: th
  • พลังกัลยาณมิตร 1737
  • ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครอง
    • kaewjanaron
    • facehot
  • Awards ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • Firefox 3.6.13 Firefox 3.6.13
    • ดูรายละเอียด
    • ใต้ร่มธรรม
    • Awards
Re: ประตูสู่การภาวนา : ก่อกำเนิดโพธิจิต
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มกราคม 06, 2011, 11:49:50 PM »
 :13: อนุโมทนาครับพี่มด ขอบคุณครับผม
การโพสภาพโดยใช้เว็บฝากไฟล์ภาพ imageshack.us/ (เว็บกบ)
การปรับแต่งห้องสมาชิกไร้ขีดจำกัด Ultimate Profile + ห้องเพลงส่วนตัว
การตั้งกระทู้และการโพสกระทู้ในเว็บใต้ร่มธรรมครับ
การแก้ไข้ข้อมูล ชื่อ ระหัส ส่วนตัวของสมาชิกใต้ร่มธรรมครับ
การใส่รูปประจำตัวเรา Avatar รวมทั้งลายเซ็นต์ ในกระทู้หรือโพสของเราครับ
เพิ่มไอคอน ทวิสเตอร์ เฟชบุ๊ค ยูทูบ ในโปรโปรไฟล์ของเรา
การสร้างอัลบั้มภาพส่วนตัวในห้องสมาชิก Profile Pictures
การเพิ่มเพื่อน กัลยาณมิตรใต้ร่มธรรม ในห้องสมาชิกส่วนตัว
การดูกระทู้ทั้งหมดที่เรายังไม่ได้อ่านครับ
โค้ดสี bb color code ไว้สำหรับโพสกระทู้ครับ
*วิธีเคลียร์แคชในทุกเว็บเบราว์เซอร์ครับ เมื่อคอมอืด*

ห้องประชุมของทีมงาน
~ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครองครับ~

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham