ผู้เขียน หัวข้อ: ความทรงจำนอกมิติ : มองอีกแง่-เป็นมนุษย์ต่างดาวก็เป็นสุคติ  (อ่าน 650 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6652
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1472
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0
    • ดูรายละเอียด
    • Awards


 มนุษย์เราเกิดมากับความทุกข์จริงๆ ตามที่พุทธศาสนาบอก แต่ศาสนาม่ได้บอกเรื่องมนุษย์ต่างดาว ซึ่งกล่าวถึงพรหมวิมาน แต่แอริช วอนดานิเกนส์ ได้พิมพ์หนังสือขายรวมทั้งหมดถึงกว่า 30 ครั้ง จำนวนมากกว่า 3,500,000 เล่ม ชื่อว่า "วิมานของเทวดา" (Erich Von Dinkies : Chariots of the Gods?, 1973) ว่าเทวดามาเยี่ยมเยียนโลกเราโดยวิมาน (UFO) มาตั้งแต่ก่อนที่เราจะมีโฮโม ซาเปียนส์เสียอีก แต่เท่าที่ผู้เขียนรู้ ทุกข์ของแต่ละคนก็ไม่ได้เหมือนกันเปี๊ยบ จริงๆ แล้วอาจพูดได้ว่าไม่เหมือนกันเลยก็ได้ นอกจากนี้ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนจะบอกว่าแม้แต่วัยและวันเวลาก็ไม่เหมือนกัน สำหรับตัวเองที่พูดมานั้นขึ้นกับหน้าที่ โดยเฉพาะความรับผิดชอบของเราในเวลานั้นๆ ดังนั้นในช่วงที่เป็นเด็กและยิ่งเล็กเท่าไหร่? เรายิ่งไม่ค่อยมีทุกข์มากนัก เรียกว่าพอจะมีสุขบ้าง ที่พูดนั้นพูดไปตามประสบการณ์ความรู้สึกเท่านั้น ทั้งนี้และทั้งนั้นการดำเนินชีวิตของคนเรานั้นเต็มไปด้วยความทุกข์จริงๆ มากหรือน้อยเป็นไปตามความรู้สึกของผู้ที่กำลังได้รับความทุกข์อยู่ในขณะนั้นๆ แต่คนเราจะมีน้อยคนนักที่จะนั่งฟังความทุกข์ของคนอื่นด้วยความตั้งใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าตนเองก็มีทุกข์เหมือนกัน บทความของวันนี้จะมองในอีกแง่หนึ่งคือ มองว่าคนที่มีรูปกายคล้ายกับมนุษย์ หรือมนุษย์ต่างดาว ที่ผู้เขียนเชื่อว่ามีอย่างแน่นอนนั้น เมื่อตายไปแล้วก็ย่อมจะไปสู่สุคติได้เหมือนกันเช่นเดียวกับมนุษย์เราในโลกนี้ สุดแต่กรรมที่กระทำนั้น

     แต่ถ้าให้พูดอย่างหมดเปลือกจริงๆ เกิดมาเป็นมนุษย์ที่พุทธศาสนาถือว่าเป็นการเกิดใหม่ที่เป็น "สุคติ" หรือมีวิถีชีวิตที่จะรู้จักความสุขบ้าง แม้ว่าจะเป็นความสุขที่ส่วนใหญ่มากๆ มักจะไม่สมบูรณ์ เพราะส่วนมากเป็นความสุขทางกายภาพนำที่ตัวเองก็ไม่รู้และคิดว่าคือความสุขที่แท้จริง มีน้อยคนนักที่รู้ความสุข 2 ด้าน นั่นคือความสุขทางกายภาพและทางจิตภาพ แทบจะรู้สึกว่ามาพร้อมๆ กัน แต่จริงๆ แล้วโดยมีที่จิตมีก่อนและมีจิตนำ นั่นคือความสุขที่สมบูรณ์ และที่มีปีติหรือความซาบซ่านเป็นหัวหอก (blissful happiness) ซึ่งผู้ปฏิบัติสมาธิแทบทุกคนรู้จักดี แต่มีบางคนที่ไม่มีปีติเลยก็ได้ นอกจากนี้สุคติซึ่งเป็นการเกิดมาบนโลกนี้ของมนุษย์นั้นจะมีทางเลือกวิถีชีวิตของตัวเอง คือสามารถจะเลือกเส้นทางของจิตที่ดีงามอันเป็นเส้นทางแห่งจิตวิญญาณที่จะนำไปสู่สวรรค์หรือนิพพานได้ หรือเส้นทางแห่งความเลวร้ายที่จะนำไปสู่อบายหรือนรกได้ ซึ่งภพภูมิอื่นๆ ไม่มีทางเลือกเช่นนี้ การมีทางเลือกเช่นว่านี้ทำให้ นอกจากมนุษย์ภูมิซึ่งทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นภพภูมิแห่งกามเฉกเช่นสวรรค์ระดับล่างสุดๆ หรือชั้นระดับกามาวจรภูมิที่ถือว่าเป็นสุคติภูมิแล้วยังทำให้ผู้เขียนมีความสงสัยว่ากามาวจรภูมิจะเป็นภูมิที่มีภพเช่นโลกเราหรือดาวเคราะห์ในกาแล็กซีทางช้างเผือกเราหรือไม่? หรืออีกนัยหนึ่งเป็นมนุษย์ต่างดาวประเภทหนึ่งหรือไม่? ความสงสัยที่น่าเชื่อว่าอาจเป็นเช่นนั้นก็ได้ คือมีรูปกายอยู่ภายนอกและมีจิตอยู่ภายในหรือไม่? ทั้งนี้ น่าจะยกเว้นโดยเฉพาะภูมิหรือสวรรค์ที่ไม่มีรูป (อรูปพรหม) ทั้งหลาย ซึ่งท่องเที่ยวไปด้วยจิต (psychological) ที่ผู้เขียนเคยเขียนลงในไทยโพสต์เมื่อเร็วๆ นี้ ในเรื่อง "ประสบการณ์ใกล้ตายที่เป็นลบ" (FNDEs ซึ่งเป็นลบหรือ negative) ที่เป็นเสมือนนรกและพุทธศาสนาสายทิเบตก็บอกว่าน่าจะเป็นเหมือนๆ กับสวรรค์ชั้นพรหม คือเป็นการท่องเที่ยวไปด้วยจิตหรือเป็นความรู้สึกด้วยจิตที่ว่ามาข้างบนนั้น 

     ในสมัยโบราณเราจะเห็นว่าวิวัฒนาการของจิต - ที่จริงๆ แล้วผู้เขียนคิดอย่างแน่ใจคือการบริหารจิตไร้สำนึกของจักรวาลหรือจิตจักรวาลของคาร์ล กุสต๊าฟ จุง (universal unconscious continuum) เป็นจิตรู้หรือจิตสำนึกของคนแต่ละคนโดยสมอง ดังที่ผู้เขียนได้บอกไปแล้วหลายครั้งและจะย้ำอีก เพราะมันสำคัญมากๆ สมองนั้นสำคัญเหลือเกิน แต่สมองก็ไม่ใช่จิต และจิตรู้หรือจิตสำนึกนั่นเองที่มีวิวัฒนาการที่ทางศาสนาพุทธเรียกว่าวิญญาณขันท์ที่ 5 ที่รวมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการ "รู้" (cognition) ซึ่งนอกจากจะเป็นจิตสำนึกที่รู้แล้ว (ยามปกติ) แต่จิตไร้สำนึก (ยามไม่ปกติ เช่น อภิญญา (ESP) หรือในปรภพ) ก็รู้ได้โดยไม่ใช้สมอง ซึ่งคาร์ล จุง ก็เชื่ออย่างนั้น (unconsciousness cognition) ฉะนั้น วิวัฒนาการของจิตตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ามาแล้ว คนโบราณจึงมักจะเทียบกับสีต่างๆ ของสายรุ้ง ซึ่งมี 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง นั้น นับจากบนหรือสูงสุดลงมา แต่จะบวกสีสุดท้ายหรือสุดยอดเหนือสีม่วงเป็นสีขาวนวลหรือสีเหลืองที่กระจ่างใสที่เป็นสีของพระเจ้า หรือ (Buddha hood) อันแสดงถึงความจริงที่แท้จริง (Supreme Reality) แต่ผู้เขียนคิดว่าเราอย่าไปหลงสีต่างๆ จะดีกว่า เพราะเราอาจจะสับสน อย่าลืมว่าสีต่างๆ ที่แคลร์ เกรฟ (ตายแล้ว) และดอน เบ็ค ใช้ในสไปรัลไดนามิกส์ (spiral dynamics) นั้นได้สีต่างๆ มาจากการถ่ายรูปออร่า (aura)

     มนุษย์นั้นนอกจากคุณสมบัติที่กล่าวมาแล้วยังมีคุณสมบัติที่ทางวิชาการถือว่ามีศักยภาพที่แทบจะไม่มีขอบเขต ดูได้จากความคิดคำนึงจินตนาการดังที่ไอน์สไตน์ว่าไว้ว่า ความรู้กับสติปัญญาความฉลาดนั้นไม่สำคัญหากเทียบกับจินตนาการ เพราะว่าจินตนาการสามารถเดินทางไปรอบโลกได้ในทันทีทันใด จนมีผู้กล่าวว่าไม่มีอะไรที่มนุษย์จะทำไม่ได้ และนั่น - ทำให้มนุษย์ในอดีต เช่น ฟรานซิส เบคอน นักปราชญ์ผู้ทรงอิทธิพลยิ่งเมื่อ 500 ปีก่อน และมนุษย์ทั้งยุโรปในเวลานั้นได้พากันหลงตัวเอง (narcissism) น่าเกลียด (anthropocentric) จนกระทั่งมีบางคนที่มีจำนวนไม่น้อยในทุกวันนี้ (ราวๆ 5-15%) โดยเฉพาะคนในประเทศด้อยพัฒนาที่ด้อยการศึกษา - ไม่สามารถจะมีวิวัฒนาการตามธรรมชาติได้ตามปกติเหมือนเพื่อนเขา ซึ่งมีวิวัฒนาการสูงถึงขั้นระดับตัวตนและเหตุผล (self - rational) อันเป็นระดับชั้นที่คนส่วนใหญ่มีอยู่ในปัจจุบัน คนจำพวกนี้จะยังคงอยู่ระดับหรือชั้นแห่งการเจริญเติบโตวิวัฒนาการอยู่ในที่ขั้นต่ำที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ (mythic) นั่นคือยังอยู่ที่นิยายจักรๆ วงศ์ๆ คนจำพวกนี้คือพวกผู้คลั่งชาติ คลั่งศาสนา (fundamentalist) บ้าสี บ้าเข็มขัด หรือเครื่องหมายที่ตนอยู่ (membership) ซึ่งเหตุผลเป็นเรื่องรองๆ ทำไม? มนุษย์ถึงต้องเป็นเช่นนั้น? เพราะอะไรหรือ? เราถึงต้องเจริญเติบโตวิวัฒนาการเป็นขั้นเป็นตอน นั่นชี้บ่งว่าเป็นจิตที่คุมกายและพฤติกรรมทั้งหมด จริงๆ แล้วเกิดมาเป็นสัตว์โลกที่รวมทั้งมนุษย์แล้วไม่ว่าอะไรจะต้องขึ้นอยู่กับจิตทั้งหมดเลย ว่าเพราะมีจิตสัตว์โลกทั้งหลายโดยเฉพาะมนุษย์จึงต้องเรียนรู้ไปตามลำดับ? เราไม่รู้คำตอบเหล่านี้ ซึ่งไม่ง่ายเลย แต่น่าจะอยู่ที่จิตไร้สำนึกหรือจิตจักรวาล (self) รูปแบบต่างๆ เช่น ความคิด อารมณ์ที่ต้องรอคอยช่วงเวลาในการวิวัฒนาการไปตามช่วงหนึ่งๆ เปลี่ยนแปลง คือรอให้จิตไร้สำนึกของจักรวาลที่ว่านั้นให้เป็นจิตสำนึกหรือจิตรู้เสียก่อน? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ รูปและช่วงเวลาหรือวัยและอายุก็มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งกับมนุษย์และจักรวาลที่มีรูปมีกายทั้ง 2 เลย และวิวัฒนาการก็คือ วัยหรือช่วงเวลาโดยธรรมชาติของจิตไร้ของจักรวาลที่เข้ามาอยู่ในกายหรือสมองของมนุษย์ (self) จะเปลี่ยนแปลงเป็นจิตสำนึกหรือจิตรู้เท่านั้น มนุษย์จึงมีความสำคัญที่สุดในประเด็นของการเรียนรู้เฉพาะด้านวิวัฒนาการสำคัญกว่าภพภูมิใดๆ ทั้งสิ้นในประเด็นนี้ ส่วนประเด็นของความทุกข์หรือความสุขที่แท้จริงเป็นคนละประเด็น สุคติคือภพภูมิของการเรียนรู้และวิวัฒนาการที่สุดท้ายแล้วจะต้องเป็นบูรณาการ และนั่นคือสิ่งที่ผู้เขียนคิดมาตลอดถึงเหตุผลที่ต้องเกิดมาเป็นมนุษย์เท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางแห่งสภาวะจิตวิญญาณอันเป็นบูรณาการ ซึ่งก็คือนิพพานนั่นเอง   

     "สุคติ" นั้นคือวิถีชีวิตที่ดี ซึ่งเป็นตรงกันข้ามกับทุคติอันเป็นวิถีชีวิต อันได้แก่ อบายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม มนุษย์และเทวดาระดับล่างหรือกามาวจรภูมิที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นภพภูมิ ก็คือมนุษต่างดาวที่อยู่ในสวรรค์ชั้นล่างที่สุดที่ 6 ขั้น เพราะว่ายังเกี่ยวข้องกับกามและคิดว่าตนมีหนทางที่จะเลือกทางเดินของตน มีทางเลือกของตนนั้น ผู้เขียนคิดเอาเองว่า มนุษย์และเทวดาหรือมนุษย์ต่างดาวคิดว่าตนเป็นผู้เลือกนั้น สุคติจึงน่าจะเป็นดาวเคราะห์ดวงไหนก็ได้ เพราะเป็นกามาวจรภูมิเหมือนๆ กัน จริงๆ แล้วล้วนแล้วแต่กำหนดด้วยการกระทำหรือกรรมสัตว์โลกหรือมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่ว่ามนุษย์นั้นๆ จะเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือไม่? เพราะทั้งมนุษย์และเทวดาระดับล่างนั้นๆ ต่างก็มีทั้งจิตที่เป็นกุศลและจิตที่เป็นอกุศลเท่าๆ กัน ต่างก็มีกรรมที่เป็นของตนเองและกรรมร่วมโดยรวม โดยเฉพาะในชั้นล่างๆ เช่น ชั้นหรือระดับที่มี 4 กษัตริย์ปกครอง ชั้นหรือระดับที่มีเป็นเทพอสูร แต่ชั้นหรือระดับที่อยู่สูงกว่าจะมีจิตที่เป็นกุศล (กุศลจิต) เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ (อภิธรรมมัตสังคาหะ)

     มนุษย์ในโลกนั้นหรือมนุษย์ต่างดาวเกิดอยู่ในสุคติก็จริง แต่ "มีที่มา" ไม่เหมือนกัน ที่มนุษย์จึงมีหลายๆ ที่มา บางคนจึงสงสัยและมักถามว่าประชากรในโลกมาจากไหนถึงได้มีมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ และหมูเห็ดเป็ดไก่มาจากไหนคนจึงกินไม่หมดสักที ทั้งที่ประชากรของโลกก็เพิ่มทวีมากขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ก็ขอตอบรวมกันเสียเลยว่า จักรวาลนี้จักรวาลเดียวมีคลื่นอนุภาคถึง 10 ยกกำลัง 80 ซึ่งเมื่อสภาพคลื่นได้สลายตัว (wave-function collapse) ก็จะเหลืออนุภาคหรือสสารที่ประกอบเป็นวัตถุเนื้อเยื่อเต็มจำนวนนั้น - ทีนี้พุทธศาสนาบอกว่าทุกๆ สิ่งทุกๆ ปรากฏการณ์มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตล้วนประกอบด้วยรูปกับนามเท่านั้น และรูปกายของชีวิตทั้งหลายทั้งปวงวิวัฒนาการมาจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต โดยมาจากจิตปฐมภูมิที่แยกออกจากพลังงานปฐมภูมิไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดนั้น - โดยควอนตัมเม็คคานิกส์และพุทธศาสนาที่กล่าวเหมือนกันว่าได้มาจากความว่างเปล่าทางควอนตัม (quantum vacuum) หรือสุญตา เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตตั้งแต่เม็ดกรวด เม็ดทราย พืชพันธุ์ต้นไม้ มด ปลวก หรือแมลง จนกระทั่งกุ้ง ปลา ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ล้วนมีสิทธิ์ที่จะมีวิวัฒนาการได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ผู้ใดที่หลุดจากกรรมหรือใช้กรรมหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นสวรรค์หรือนรกชั้นไหนก็ย่อมจะเกิดมาเป็นมนุษย์เพื่อการเรียนรู้ และเพื่อแสวงหาจิตวิญญาณนิพพาน (spirituality-nirvana) กันทั้งนั้น อย่าลืมว่าทางพุทธศาสนานั้นการเกิดใหม่ไม่ว่าในภพภูมิไหน? หรือภพไหน? หรือภูมิอะไร? ล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ดังนั้นวิวัฒนาการไม่มีขาดตอน เพียงแต่การเจริญเติบโตวิวัฒนาการนั้นเป็นเรื่องของกายอย่างเดียวก็ได้ เป็นเรื่องของจิตอย่างเดียวก็ได้ หรือทั้งกายและจิตก็ได้ ดั่งสวรรค์ชั้นล่าง ชั้นกามาวจรภูมิ หรือมนุษย์ต่างดาวอย่างในบทความของวันนี้ ทั้งนี้ ย่อมเป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำนั้นๆ.


http://www.thaipost.net/sunday/261210/32048


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

ออฟไลน์ แก้วจ๋าหน้าร้อน

  • สิ่งใดคือธรรมะ สิ่งนั้นย่อมดีแล้วสูงสุด
  • ทีมงานกวาดลานดิน
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • กระทู้: 6500
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: th
  • พลังกัลยาณมิตร 1736
  • ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครอง
    • kaewjanaron
    • facehot
  • Awards ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • Firefox 3.6.13 Firefox 3.6.13
    • ดูรายละเอียด
    • ใต้ร่มธรรม
    • Awards
 :45: ขอบคุณครับพี่มด
การโพสภาพโดยใช้เว็บฝากไฟล์ภาพ imageshack.us/ (เว็บกบ)
การปรับแต่งห้องสมาชิกไร้ขีดจำกัด Ultimate Profile + ห้องเพลงส่วนตัว
การตั้งกระทู้และการโพสกระทู้ในเว็บใต้ร่มธรรมครับ
การแก้ไข้ข้อมูล ชื่อ ระหัส ส่วนตัวของสมาชิกใต้ร่มธรรมครับ
การใส่รูปประจำตัวเรา Avatar รวมทั้งลายเซ็นต์ ในกระทู้หรือโพสของเราครับ
เพิ่มไอคอน ทวิสเตอร์ เฟชบุ๊ค ยูทูบ ในโปรโปรไฟล์ของเรา
การสร้างอัลบั้มภาพส่วนตัวในห้องสมาชิก Profile Pictures
การเพิ่มเพื่อน กัลยาณมิตรใต้ร่มธรรม ในห้องสมาชิกส่วนตัว
การดูกระทู้ทั้งหมดที่เรายังไม่ได้อ่านครับ
โค้ดสี bb color code ไว้สำหรับโพสกระทู้ครับ
*วิธีเคลียร์แคชในทุกเว็บเบราว์เซอร์ครับ เมื่อคอมอืด*

ห้องประชุมของทีมงาน
~ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครองครับ~

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham