ผู้เขียน หัวข้อ: หยุดโลก บทเรียนจากดอนฮวน : ๑๕. การไม่กระทำ  (อ่าน 1042 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6717
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1510
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0
    • ดูรายละเอียด
    • Awards


             
         ๑๕. การไม่กระทำ


พุธที่ ๑๑ เมษายน ๑๙๖๒
             
                            เมื่อกลับมาถึงบ้าน ดอนฮวนแนะให้ผมจดบันทึกเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่ให้พูดถึงหรือใส่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม

            หลังจากที่ได้พักผ่อนเป็นเวลาหนึ่งวัน ดอนฮวนก็ประกาศออกมาว่า เราต้องออกจากบริเวณนี้ไปซักสองสามวันเพราะน่าจะเป็นการดีที่เราจะอยู่ห่างจาก "วิญญาณ" เหล่านั้นเสียบ้าง แกบอกว่าพวกวิญญาณทำให้ผมกระทบกระเทือนมาก แม้ว่าผมจะไม่รู้สึกในเรื่องนี้เพราะร่างกายของผมยังไม่ไวพอ ในไม่ช้า ผมอาจจะป่วยหนักถ้าไม่เดินทางไปยัง "สถานที่ที่ผมเลือกสรรแล้ว" เพื่อชำระล้างตัวเองและทำให้ฟื้นตัวขึ้นมา

             เราออกเดินทางก่อนเวลาย่ำรุ่ง ขับรถมุ่งไปทางทิศเหนือหลังจากที่เดินทางโดยรถยนต์อันน่าเหน็ดเหนื่อยและเดินอย่างเร็ว เราก็มาถึงยอดเขาแห่งนั้น
             เหมือนกับที่เคยทำ ดอนฮวนเอากิ่งไม้มาปูในบริเวณที่ผมเคยนอนแล้วแกเอาใบไม้มายื่นให้ผมกำมือหนึ่งเพื่อสอดเข้าไปที่ท้องน้อย และแกบอกให้ผมนอนพัก แกหาที่สำหรับตัวเองห่างออกไปทางซ้ายมือของผมประมาณห้าฟุตแล้วนอนลงไปเช่นเดียวกัน
             ภายในเวลาสองสามนาทีเท่านั้นผมก็รู้สึกอบอุ่นและสบายขึ้นมา มันเป็นความสุขทางกาย รู้สึกเหมือนกับว่าลอยอยู่กลางอากาศ

             ผมเห็นด้วยกับดอนฮวนอย่างเต็มที่ที่บอกว่า "เตียงเชือก" จะทำให้ผมลอยขึ้นไป ผมให้ข้อสังเกตถึงความรู้สึกอันไม่น่าเชื่อนี้ ดอนฮวนกล่าวออกมาตรง ๆ ว่า "เตียง" ชนิดนี้ทำขึ้นเพื่อให้ลอยอยู่กลางอากาศนั่นเอง
             "ผมไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้!" ผมอุทานออกมา
             ดอนฮวนถือเอาความหมายตรง ๆ ของคำพูดดังกล่าว แกตำหนิผมขึ้นมา แกติเตียนผมว่าแกเบื่อหน่ายที่ผมทำตัวราวกับว่าเป็นคนสำคัญเสียเหลือเกินจนต้องมาพิสูจน์กันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าโลกนี้ลึกลับและมหัศจรรย์อย่างยิ่ง

             ผมพยายามอธิบายว่า คำอุทานเล่นสำนวนอย่างนั้นไม่มีความหมายอะไรจริง ๆ จัง ๆ หรอก แกแย้มว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงผมคงจะเลือกพูดอย่างอื่นแล้ว ดูเหมือนว่าแกรู้สึกหงุดหงิดในตัวของผมมาก ผมยกลำตัวขึ้นมากึ่งนั่งแล้วกล่าวคำขอโทษ แกหัวเราะแล้วเลียนการใช้ถ้อยคำของผมโดยเสนอการใช้สำนวนของคำพูดที่ตื่นเต้นน่าขบขันมากมาย ที่ผมน่าจะนำมาใช้แทน ผมต้องหัวเราะออกมาในที่สุดเมื่อได้ฟังข้อความบ้า ๆ บอ ๆ ที่แกคาดว่าผมจะนำมาพูด
             ดอนฮวนหัวเราะคั่ก ๆ และด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแกเตือนความจำของผมว่าผมควรปล่อยวางตัวเองให้กับความรู้สึกที่ตัวเองกำลังลอยอยู่นั้น

             ความรู้สึกสงบอันอบอุ่นและความเต็มเปี่ยมที่เกิดขึ้นในสภาพอันลึกลับนี้เร้าอารมณ์ที่ฝังอยู่ลึก ๆ ผมพร่ำพูดถึงชีวิตของตนและสารภาพออกมาว่า ผมไม่เคยเคารพนับถือหรือชอบใครเลยแม้แต่ตัวเอง และนั่นทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเป็นคนเลวร้ายอยู่ตลอดไป ด้วยเหตุนี้เองทัศนะที่ผมมองผู้อื่นจึงครอบคลุมด้วยความก้าวร้าวและรุนแรง
             "จริง" ดอนฮวนพูด "คุณไม่ชอบตัวเองเลย"
             แกหัวเราะห้าว ๆ แล้วบอกผมว่า "แกเห็น" ในขณะที่ผมพูด แกให้คำแนะนำว่าผมไม่ควรสลดใจกับสิ่งใดที่ผมทำไปแล้ว เพราะการแยกการกระทำของตนว่าเลวทราม น่าเกลียด หรือเลวร้ายนั้นเป็นการให้ความสำคัญกับอัตตาตัวตนโดยไม่จำเป็น ผมพลิกไปพลิกมาด้วยความหงุดหงิดทำให้ที่นอนที่ปูด้วยใบไม้เกิดเสียงดังกรอบแกรบ
             ดอนฮวนบอกว่าถ้าผมต้องการพักผ่อนก็ไม่ควรทำให้ใบไม้ไหวไปมา และผมควรจะเลียนการกระทำของแกคือนอนอยู่นิ่ง ๆ แกพูดต่อไปว่า "ในการเห็น" ของแกนั้นแกพบอารมณ์ชนิดหนึ่งของผม แกคิดอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกับว่าแกกำลังสรรหาคำพูดที่เหมาะสมอยู่ แล้วพูดออกมาว่า อารมณ์ที่ว่านี้เป็นกรอบของจิตที่ผมถลำเข้าไปบ่อย แกบรรยายภาพของมันว่าเหมือนกับประตูกลที่เปิดออกอย่างไม่คาดฝันแล้วดูดกลืนผมเข้าไป

             ผมขอให้แกอธิบายให้ชัดขึ้น แกบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะอธิบายให้ชัดลงไปเกี่ยวกับ "การเห็น"
             ก่อนที่ผมจะมีโอกาสพูดถึงสิ่งอื่น ๆ อีก ดอนฮวนบอกว่าผมควรทำตัวให้ผ่อนคลาย แต่อย่านอนหลับ และให้อยู่ในสภาวะที่ตื่นตัวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แกบอกว่า "เตียงเชือก" นั้นทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อให้นักรบเข้าสู่สภาวะของความสงบและสบาย ด้วยน้ำเสียงที่แกล้งทำแกพูดออกมาว่า สภาวะแห่งความสุขนั้นต้องตกแต่งมันขึ้นมา เป็นสิ่งที่ต้องคุ้นเคยเพื่อที่จะแสวงหามันมาได้

             "คุณไม่ทราบหรอกว่าความสุขเป็นอย่างไร เพราะคุณไม่เคยพบสิ่งนี้เลย" แกพูด
             ผมไม่เห็นด้วย แต่ดอนฮวนพูดต่อไปว่าความสุขเป็นการได้รับสิ่งหนึ่งซึ่งเราแสวงหามาได้โดยเจตนา แกพูดว่ามีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมรู้ที่จะแสวงหามันมาคือ ความรู้สึกซ้ำซาก ความทุกข์ และความสับสน แกหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยันและยืนยันว่า เพื่อที่จะทำให้ตัวเองน่าเวทนาสงสาร ผมต้องทำอะไรลงไปในลักษณะที่รุนแรงจริงจังอย่างที่สุด และมันน่าหัวเราะที่ผมไม่ทราบเลยว่า ผมอาจทำอย่างเดียวกันนั่นเองเพื่อให้ตัวเองสมบูรณ์แบบและเข้มแข็ง
             "อุบายในเรื่องนี้อยู่ที่เราจะเน้นในเรื่องไหน" แกพูด "เราจะทำให้ตัวเองน่าเวทนาหรือจะทำให้ตัวเองเข้มแข็ง ความพยายามที่จะทำลงไปนั้นเท่าเทียมกัน"

             ผมหลับตาแล้วทำตัวให้ผ่อนคลาย ต่อมาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองล่องลอย ช่วงหนึ่งผมรู้สึกว่าลอยไปตามที่เวิ้งว้างเหมือนกับใบไม้ แม้จะมีความสุขอย่างที่สุด มันก็เตือนให้ผมคิดถึงบางคราวที่ผมป่วย วิงเวียนศีรษะและรู้สึกว่าตัวเองหมุนเคว้งคว้าง ผมคิดว่าบางทีจะเป็นเพราะกินอาหารพิษก็ได้
             ผมได้ยินเสียงที่ดอนฮวนพูดกับผม แต่ผมก็ไม่พยายามจะฟัง ผมพยายามคิดประดิษฐ์เรื่องราวว่าผมกินอะไรเข้าไปบ้างจึงเกิดอาการเช่นนี้ แต่นี่ก็ไม่สำคัญอีกนั่นแหละ มันไม่มีความหมายอะไร

             "จงดูแสงแดดที่เปลี่ยนไป" ดอนฮวนพูด คำพูดของแกชัดถ้อยชัดคำ ผมคิดว่าเสียงนั้นเหมือนกับน้ำที่ไหลไปเรื่อย ๆ และอบอุ่น
             ท้องฟ้าทางด้านทิศตะวันตกไร้เมฆ และแสงแดดงามน่าชมมาก บางทีข้อที่ดอนฮวนแนะให้ดูนั้นทำให้แสงแดดสีเหลืองเรื่อเรืองในยามบ่ายสวยงามเป็นพิเศษจริง ๆ
              "ให้แสงเรื่อเรืองนั้นลามเลียตัวของคุณ" ดอนฮวนบอก "ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลับโลกไปในวันนี้ คุณต้องสงบลงและฟื้นตัวขึ้นมาอย่างเต็มที่ เพราะในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้คุณจะเรียนรู้เรื่องการ ไม่-กระทำ"
              "เรียนรู้การไม่กระทำอะไรอีกล่ะ" ผมถาม
             "ตอนนี้อย่าพึ่งสนใจเลยคอยให้เราไปถึงภูเขาหินลาวาเสียก่อน" แกชี้ไปยังยอดเขามากมายที่แหลมพุ่งขึ้นไปในอากาศ สีดำทะมึนและน่าหวาดกลัวที่อยู่ไกลออกไปทางทิศเหนือ


พฤหัสบดี ๑๒ เมษายน ๑๙๖๒

              เรามาถึงที่ราบสูงแห้งแล้งเป็นทะเลทรายรอบ ๆ เทือกเขาหินลาวาเมื่อเวลาบ่ายมากแล้ว ไกลออกไปเป็นภูเขาหินสีน้ำตาลแก่ดูแล้วน่าเกลียดน่ากลัว ดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำเกือบจรดขอบฟ้าและสาดแสงลงมากระทบไหล่เขาหินทางด้านทิศเหนือ ระบายหินสีน้ำตาลแก่นั้นด้วยลำแสงสะท้อนสีเหลืองจ้า
             ผมไม่อาจละสายตาออกจากภาพที่เห็น ยอดเขาเหล่านั้นน่าตื่นตะลึงจริง ๆ

             ใกล้จะค่ำ เรามองเห็นเนินเขาที่ต่ำที่สุดของเทือกเขาดังกล่าว ในทะเลทรายตามแถบที่ราบสูงเช่นนี้มีพืชขึ้นอยู่เพียงเล็กน้อย มีต้นตะบองเพชรและหญ้าสูงที่ขึ้นอยู่เป็นหย่อม ๆ เท่านั้น
             ดอนฮวนหยุดพัก แกนั่งลงแล้วเอาน้ำเต้าใส่อาหารพิงไว้กับก้อนหินระมัดระวัง แกบอกว่าเราจะพักแรมกันที่นี่ในคืนนี้ แกเลือกเอาที่ที่ค่อนข้างสูง จากจุดที่ผมยืนอยู่ ผมจะมองเห็นทัศนียภาพไกลออกไปได้รอบตัว

             วันนั้นท้องฟ้ามีเมฆมาก และยามสนธยาโอบล้อมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผมเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเมฆสีแดงเรื่อจางสีลงเป็นน้ำตาลทางด้านทิศตะวันตก
             ดอนฮวนลุกขึ้นแล้วเดินไปยังพุ่มไม้ เมื่อแกกลับมาเงามืดของภูเขาเป็นสีดำคล้ำ แกนั่งลงข้างตัวของผมและชี้ให้ผมดูสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นที่ภูเขาทางด้านเหนือ มันเป็นจุดที่มีสีจางกว่าบริเวณที่อยู่โดยรอบ ในขณะที่เทือกเขาทั้งหมดมองดูเป็นสีน้ำตาลแก่ แต่จุดที่ดอนฮวนชี้ให้ดูนั้นมีสีเหลืองหรือเกือบจะเป็นน้ำตาล ผมดูไม่ออกว่ามันเป็นอะไรแน่ ผมจ้องดูมันอยู่นานและดูเหมือนมันกำลังเคลื่อนไปมาได้ด้วย ผมคิดฝันไปว่ามันคงมีชีวิต และเมื่อผมกระพริบตา มันไหวตัวน้อย ๆ เหมือนกับว่าลมที่พัดมานั้นทำให้มันสั่น

             "เพ่งดูที่จุดนั้น!" ดอนฮวนสั่ง
             ผมจ้องดูอยู่ครู่หนึ่ง ขณะนั้นเองผมเห็นเทือกเขาทั้งเทือกเคลื่อนเข้ามาหาตัวของผม ในช่วงที่ผมรู้สึกเช่นนี้ ผมรู้สึกปั่นป่วนที่ช่องท้องด้วย ผมไม่สบายมากจนผมต้องยืนขึ้น
             "นั่งลง!" ดอนฮวนตะโกนออกมา แต่ผมยืนขึ้นสุดตัวแล้วจากระดับที่ผมมองเห็น จุดสีเหลืองนั้นลดต่ำลงมาตามไหล่เขา ผมนั่งลงโดยไม่ละสายตาออกไปจากจุดนั้น และมันเลื่อนสูงขึ้นไป ผมจ้องดูอยู่อีกครู่หนึ่งและทันใดนั้นผมปรับสายตาได้ตามปกติ ผมจึงรู้ว่าสิ่งที่ผมจ้องดูนั้นไม่ได้อยู่ที่ภูเขา มันคือเศษผ้าสีเขียวอ่อนที่ห้อยอยู่บนยอดต้นตะบองเพชรสูงต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่เบื้องหน้า

             ผมหัวเราะออกมาอย่างดังแล้วอธิบายให้ดอนฮวนทราบว่าตะวันยอแสงทำให้ผมมองเห็นภาพลวงตา ดอนฮวนเดินไปยังต้นตะบองเพชรแล้วดึงเอาเศษผ้าลงมา แกพับแล้วสอดมันเข้าไปในย่าม
             "คุณเก็บมันไว้ทำไมดอนฮวน" ผมถาม
             "เพราะเศษผ้าชิ้นนี้มีพลังน่ะสิ" แกพูดขึ้นมาลอย ๆ "คุณทำได้ดีมากครู่หนึ่ง และไม่มีทางจะทราบได้เลยว่าจะเกิดขึ้นถ้าคุณนั่งอยู่กับที่" ศุกร์ที่


๑๓ เมษายน ๑๙๖๒

             เมื่อฟ้าสาง เรามุ่งหน้าเดินไปยังเทือกเขา มันอยู่ไกลมากจริง ๆ ในราวเที่ยงวันเรามาถึงโตรกผาแห่งหนึ่ง มีน้ำขังอยู่บ้างในแอ่งตื้น ๆ เรานั่งลงพักภายใต้เงาของผาหิน
             ภูเขาเหล่านี้เกิดจากหินละลายไหลออกจากปล่องภูเขาไฟเป็นหย่อมใหญ่โตมโหฬาร หินละลายที่แข็งตัวและตากแดดตากลมนับล้านปีกลายเป็นหินดานสีน้ำตาลแก่ มีเพียงหญ้าที่แสนจะอดทนเหล่านั้นที่ขึ้นอยู่ในระหว่างก้อนหินและรอยแยก
             เมื่อมองขึ้นไปตามกำแพงหินที่ตั้งฉากขึ้นไป ผมเกิดความรู้สึกน่าขนลุกขนพองตรงช่องท้อง กำแพงหินเหล่านี้สูงนับร้อย ๆ ฟุต มันทำให้ผมรู้สึกว่ามันกำลังเคลื่อนเข้ามาปิดกั้นผมไว้ ดวงอาทิตย์ลอยอยู่เกือบจะตรงศีรษะ คล้อยไปทางทิศใต้เล็กน้อย

             "ลุกขึ้น" ดอนฮวนพูด แล้วหันร่างของผมให้มองไปที่ดวงอาทิตย์
             แกบอกให้ผมเพ่งดูผาหินที่อยู่เหนือขึ้นไป
             ภาพที่เห็นใหญ่โตมโหฬาร คามสูงเยี่ยมฟ้าของหินละลายที่ไหลลงมาทำให้จินตนาการของผมเพี้ยนไป ผมสงสัยว่าการระเบิดของภูเขาไฟจะเป็นอย่างไรหนอ ผมกวาดสายตาขึ้น ๆ ลง ๆ ตามหน้าผาของโตรกนั้นหลายครั้งและใส่ใจจดจ่ออยู่กับสีสันอลังการของกำแพงหินนั้น มีหย่อมของสีทุกสีและมีตะไคร่น้ำหรือราขึ้นอยู่เป็นหย่อม ๆ ที่หินทุกก้อน ผมมองสูงขึ้นไปเหนือศีรษะเห็นแสงแดดทำให้เกิดแสงสะท้อนสวยงามมหัศจรรย์ขณะที่มันสาดลงมากระทบหย่อมสีอันน่าดูยิ่งของหินลาวาที่แข็งตัวแล้วนั้น

             ผมจ้องตรงไปยังบริเวณที่แสงแดดสะท้อนออกมาบนภูเขาเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนไป ความจ้าของแสงก็จางลงไปด้วยแล้ววูบดับในที่สุด
             ผมมองข้ามโตรกผาออกไปและมองเห็นบริเวณแห่งใหม่ที่สะท้อนแสงจ้าออกมา ผมบอกกับดอนฮวนว่ามองเห็นอะไร ต่อมาผมเห็นแสงตกลงมากระทบอีกจุดหนึ่ง และจุดอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งบริเวณโตรกผาทั้งหมดถูกแต้มด้วยแสงแดดที่สะท้อนมากระทบ
             ผมรู้สึกเวียนศีรษะ แม้ว่าจะหลับตาลงไปก็ยังมองเห็นแสงแดดจ้านั้น ผมเอามือกุมหัวไว้แล้วพยายามที่จะคลานเข้าไปใต้ผาหินที่ยื่นง้ำออกมา แต่ดอนฮวนยึดแขนผมไว้แน่นแล้วสั่งให้ผมมองไปยังหน้าผาเพื่อหาส่วนที่เป็นเงาที่มืดที่สุดท่ามกลางแสงจรัสจ้านั้น

             ผมไม่อยากจ้องดูเพราะประกายแสงจ้าแทงเข้าไปในตา ผมบอกว่า สิ่งที่ผมรู้สึกในขณะนี้เหมือนกับการจ้องดูท้องถนนยามแสงแดดส่องจ้าจากทางหน้าต่าง และต่อมาจะเห็นเงาดำของกรอบหน้าต่างเต็มไปหมด
             ดอนฮวนสั่นหัวไปข้างโน้นข้างนี้แล้วหัวเราะออกมาอย่างดัง แกปล่อยแขนของผมแล้วเราขยับเข้าไปนั่งใต้ผาหินที่เงื้อมออกมานั่น
             ผมบันทึกภาพอันน่าประทับใจของสิ่งแวดล้อมที่เห็น เมื่อดอนฮวน (หลังจากที่เงียบไปนาน) พูดโพล่งออกมาด้วยเสียงที่ทำให้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

             "ผมพาคุณมายังที่แห่งนี้เพื่อจะสอนคุณถึงสิ่งหนึ่ง" แกพูด "คุณกำลังจะเรียนรู้ถึง การไม่-กระทำ เราคงต้องพูดกันในเรื่องนี้เพราะไม่มีทางอื่นเลยที่จะทำให้คุณเข้าใจ ผมคิดว่าคุณอาจจะเข้าใจ การไม่-กระทำ ได้โดยที่ผมไม่ต้องพูดอะไรออกมาเลย แต่ผมคาดผิดไป"
             "ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดอะไรอยู่ ดอนฮวน"
             "นั่นไม่สำคัญหรอก" แกบอก "ผมกำลังจะบอกกับคุณถึงสิ่งหนึ่งที่ง่ายมาก แต่ยากที่สุดที่จะกระทำ ผมจะบอกกับคุณเรื่อง การไม่-กระทำ แม้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มีอยู่ว่า ไม่มีทางที่จะพูดถึงมันได้ เพราะร่างกายเท่านั้นที่กระทำเรื่องนี้ลงไป"

             แกชำเลืองเขม็งมาทางผมแล้วบอกว่า ผมต้องตั้งใจฟังสิ่งที่แกจะพูดอย่างเต็มที่
             ผมปิดสมุดบันทึก แต่ผมก็ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากที่แกแนะให้ผมเขียนต่อไปได้
             "การไม่-กระทำ เป็นเรื่องที่ยากและทรงพลังมาก จนคุณไม่ควรที่จะเอ่ยถึงมันเลย" แกพูดต่อ "ไม่พูดถึงจนกว่าคุณ หยุดโลก ได้แล้ว นับแต่นั้นคุณจึงจะพูดถึงเรื่องนี้ได้อย่างมีอิสระหากว่าคุณอยากจะพูดในเรื่องนี้"

             ดอนฮวนมองไปรอบ ๆ แล้วชี้ไปยังหินใหญ่ก้อนหนึ่ง
             "หินก้อนนั้นเป็นก้อนหินเพราะ การกระทำ"
             เรามองตากัน และแกยิ้มออกมา ผมคอยฟังคำอธิบาย แต่ดอนฮวนคงเงียบ ในที่สุดผมต้องกล่าวออกมาว่าผมไม่เข้าใจสิ่งที่แกพูด
             "นั่นก็เป็น การกระทำ!" แกอุทานออกมา
              "ขอประทานโทษ"
             "นั่นก็เป็น การกระทำ อีกเหมือนกัน"
             "คุณกำลังพูดถึงอะไรอยู่ ดอนฮวน"

             "การกระทำ ทำให้หินเป็นหิน และทำพุ่มไม้ให้เป็นพุ่มไม้ การกระทำ ทำให้คุณเป็นคุณและผมเป็นผม"
             ผมบอกแกว่าคำอธิบายของแกไม่ได้อธิบายอะไรเลย ดอนฮวนหัวเราะแล้วยกมือขึ้นเกาหัว
             "นี่คือข้อบกพร่องของการพูด" แกบอก "การพูดทำให้หัวข้อที่ยกขึ้นมาพูดนั้นสับสนเสมอไป ถ้าคุณเริ่มพูดในหัวข้อ การกระทำมันก็จะจบลงเป็นเรื่องอื่น กระทำลงไปจริง ๆ ดีกว่าพูด....
             "ยกตัวอย่างของก้อนหิน การมองที่ก้อนหินนั้นเป็น การกระทำ แต่ การเห็น ก้อนหินเป็น การไม่-กระทำ"

             ผมต้องสารภาพออกมา คำพูดของแกไม่ได้ทำให้ผมเข้าใจอะไรเลย
             "เข้าใจสิ มันทำให้คุณเข้าใจมากทีเดียวแหละ" แกร้องออกมา
             "แต่คุณคิดเอาว่าคุณไม่เข้าใจเพราะนั่นเป็น การกระทำ ของคุณ และนั่นเป็นปฏิกิริยาโดยทั่วไปที่คุณกระทำต่อผมและโลก"
             แกชี้ไปยังหินก้อนนั้นอีก
             "หินก้อนนั้นเป็นก้อนหินเพราะทุกสิ่งทุกอย่างคุณทราบว่าจะทำกับมันอย่างไร" แกพูด "ผมเรียกสิ่งนี้ว่า การกระทำ ส่วนมนุษย์ผู้รู้แจ้งนั้นรู้ดีว่า ก้อนหินเป็นก้อนหินเพราะ การกระทำ ดังนั้นหากว่าเขาไม่ต้องการให้ก้อนหินเป็นก้อนหิน สิ่งที่จะต้องทำก็คือ การไม่-กระทำ เข้าใจสิ่งที่ผมพูดหรือยังล่ะ"

             ผมไม่เข้าใจสิ่งที่ดอนฮวนพูดเลย แกหัวเราะแล้วพยายามที่จะอธิบายอีกครั้ง
             "โลกนี้เป็นโลกเพราะว่าคุณทราบดีถึง การกระทำ ที่ทำให้เกิดมันขึ้นมา" แกพูด "ถ้าหากคุณไม่รู้ถึง การกระทำ ที่ทำให้เกิดมันขึ้น โลกนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ต่างออกไป"
             ดอนฮวนสำรวจดูผมด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมหยุดเขียน ผมอยากฟังแกพูดเท่านั้น แกอธิบายต่อไปว่า หากไม่มี "การกระทำ" ที่กล่าวมาแล้วนั้น จะไม่มีอะไรที่เรารู้จักได้เลยในบรรดาสิ่งที่มีอยู่รอบตัวของเราขณะนี้
             แกโน้มตัวลงไปหยิบเอาหินก้อนเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งขึ้นมาด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือข้างซ้ายแล้วยื่นมาข้างหน้าของผม
             "นี่เป็นก้อนกรวดเพราะคุณทราบถึง การกระทำ ที่เกี่ยวข้องอยู่กับการทำให้มันเป็นก้อนกรวด" แกพูด
             "คุณพูดเรื่องอะไร ดอนฮวน" ผมถามด้วยความสับสนอย่างแท้จริง
             ดอนฮวนยิ้ม ดูเหมือนแกจะซ่อนความพอใจแผลง ๆ ของแกไว้
             "ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคุณจึงสับสน" แกพูด "ถ้อยคำดูจะเป็นสิ่งที่คุณพิสมัยอย่างที่สุด คุณน่าจะอยู่บนสวรรค์ได้แล้วนี่"

             แกมองผมด้วยสายตาที่มีแววลึกลับ และเลิกคิ้วข้นสองสามครั้ง แกชี้ที่ก้อนกรวดที่ยื่นออกมาเบื้องหน้าของผม
             "ผมบอกว่า คุณกำลังทำสิ่งนี้ให้เป็นก้อนกรวดเพราะคุณรู้การกระทำที่เกี่ยวข้องอยู่กับมัน" แกพูด "และในการที่จะ หยุดโลก คุณต้องหยุด การกระทำ"
             แกคงทราบดีว่าผมไม่เข้าใจเอาเลย จึงยิ้มและสั่นหัวไปมา ต่อมาแกหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาแล้วชี้ที่รอยบุ๋มบนกรวดก้อนนั้น
             "ในกรณีของหินเล็ก ๆ ก้อนนี้" แกอธิบายต่อไป "สิ่งแรกที่ การกระทำ ทำกับมัน คือการทำให้มันหดเล็กลงมาจนมีขนาดเท่านี้ ดังนั้นการกระทำที่เหมาะสมซึ่งนักรบทำลงไปหากว่าเขาต้องการจะ หยุดโลก คือ ขยายหินก้อนเล็ก ๆ ก้อนนี้หรือสิ่งอื่นให้ใหญ่ขึ้นด้วย การไม่-กระทำ"

             แกยืนขึ้นแล้ววางก้อนกรวดลงบนหินก้อนโตแล้วบอกให้ผมเข้าไปตรวจดูใกล้ ๆ แกบอกให้ผมดูที่รู และรอยบุ๋มบนก้อนกรวดและหารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีอยู่ แกบอกว่าถ้าผมเห็นรายละเอียด ผมก็จะไม่เห็นรูและรอยบุ๋มและผมก็จะเข้าใจว่า "การไม่-กระทำ" หมายถึงอะไร
             "ก้อนกรวดบัดซบนี่จะทำให้คุณบ้าละวันนี้" แกบอก

             คงจะมีแววตื่นเต้นงงงวยปรากฏอยู่บนใบหน้าของผมอย่างแน่นอน ดอนฮวนมองดูผมแล้วหัวเราะดังก้องออกมา ต่อมาแกแกล้งทำเป็นโกรธก้อนกรวดก้อนนั้นจึงตบมันด้วยหมวกสองสามครั้ง
             ผมเร่งเร้าให้แกอธิบายสิ่งที่แกพูดให้ชัด ผมบอกว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่แกจะอธิบายอะไรก็ได้ถ้าแกพยายาม
             แกชำเลืองมาทางผมด้วยสายตาอมเล่ห์แล้วสั่นหัวราวกับว่าสิ่งที่ผมบอกแกนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
             "แน่นอน ผมอธิบายอะไรก็ได้" แกพูดแล้วหัวเราะ "แต่คุณจะเข้าใจคำอธิบายนั้นไหมล่ะ"

             ผมต้องผงะในถ้อยคำที่แกย้อนออกมา
             "การกระทำ ทำให้คุณแยกกรวดก้อนนี้ออกจากหินใหญ่นั่น" แกอธิบายต่อ "ถ้าคุณต้องการที่จะเรียนรู้ถึง การไม่-กระทำ ก็ขอบอกว่า คุณต้องเชื่อมมันเข้าด้วยกัน"
             ดอนฮวนชี้เงาเล็ก ๆ ของก้อนกรวดที่ทาบอยู่บนหินก้อนใหญ่แล้วบอกว่า นั่นไม่ใช่เงาแต่เป็นกาวที่มาเชื่อมหินทั้งสองก้อนให้ติดกัน แกหันไปอีกทางหนึ่งพลางบอกกับผมว่าจะกลับมาดูผมในภายหลังแล้วเดินจากไป

           


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6717
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1510
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0
    • ดูรายละเอียด
    • Awards
Re: หยุดโลก บทเรียนจากดอนฮวน : ๑๕. การไม่กระทำ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2010, 03:52:51 PM »



  ผมจ้องดูกรวดก้อนนั้นอยู่นาน ผมไม่สนใจรายละเอียดของแอ่งและรูที่มีในก้อนกรวด แต่เงาของมันที่ทาบอยู่บนหินก้อนใหญ่นั้นน่าสนใจที่สุด ดอนฮวนพูดถูกแล้ว เงานั้นเหมือนกับกาว มันเคลื่อนไหวย้ายตัวไป ๆ มา ๆ ผมรู้สึกขึ้นมาว่าเงานั้นถูกรีดให้ออกมาจากกรวดก้อนนั้น
             เมื่อดอนฮวนกลับมา ผมเล่าให้แกฟังว่าผมมองดูเงาของก้อนกรวดอย่างไร
             "นั่นเป็นการเริ่มต้นที่ดี" แกบอก "นักรบจะบอกอะไรก็ได้จากเงา"

             ต่อมาแกแนะว่า ผมควรเอากรวดก้อนนั้นไปฝังไว้ที่ใดที่หนึ่ง
              "ทำไมล่ะ" ผมถาม
             "คุณดูมันอยู่นาน" แกบอก "มันประจุบางสิ่งในตัวคุณเข้าไปแล้ว นักรบพยายามที่จะทำให้กระทบกระเทือนพลังของ การกระทำ ด้วยการเปลี่ยนพลังนั้นให้เป็น การไม่-กระทำ การกระทำ คือทิ้งกรวดก้อนนี้ที่ไหนก็ได้เพราะมันเป็นเพียงหินก้อนเล็ก ๆ แต่ การ-ไม่กระทำ คือทำกับกรวดก้อนนี้ต่อไปราวกับว่ามันไม่ใช่หินธรรมดา ๆ ในกรณีหลังนี้ ก้อนกรวดซึมซาบเข้าไปในตัวของคุณเป็นเวลานาน และขณะนี้มันคือคุณนั่นเอง และเมื่อเป็นดังนี้ คุณไม่ควรทิ้งมันให้อยู่แถวนี้ คุณต้องฝังมันไว้และถ้าหากคุณมีพลังส่วนตัว การไม่-กระทำ จะเปลี่ยนกรวดก้อนนี้ให้เป็นของขลังได้ด้วย"
             "ตอนนี้ผมเปลี่ยนมันได้ไหมล่ะดอนฮวน"
             "ชีวิตของคุณยังไม่กระชับพอที่จะทำเช่นนั้น ถ้าหากคุณเห็น คุณก็น่าจะรู้ว่าความใส่ใจของคุณได้เปลี่ยนกรวดก้อนนี้ให้เป็นสิ่งที่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ดังนั้นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดที่คุณทำได้คือขุดหลุมฝังมันเสีย ให้โลกดูดซับเอาความหนักหน่วงของมันลงไป"

             "สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจริงหรือเปล่าดอนฮวน"
             "การที่จะตอบว่า จริง หรือ ไม่จริง เป็น การกระทำ แต่ขณะที่คุณกำลังเรียนรู้ในเรื่อง การไม่-กระทำ อยู่ ผมเห็นจะต้องบอกกับคุณว่า ไม่สำคัญเลยที่จะมองว่าสิ่งเหล่านี้จริงหรือไม่จริง ตรงนี้เองที่นักรบมีข้อได้เปรียบคนสามัญ คนธรรมดาสนใจอยู่ว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่จริงก็เท็จ แต่นักรบไม่เป็นเช่นนั้น คนธรรมดากระทำต่อสิ่งต่าง ๆ เฉพาะลงไปหากเขารู้ว่ามันจริง และกระทำในลักษณะที่ต่างออกไปในสิ่งที่เขาทราบว่าไม่จริง ถ้าหากสิ่งนั้นได้รับการบอกกล่าวว่า จริง เขาจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปและเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาทำนั้นด้วย แต่ถ้าหากสิ่งนั้นได้รับการบอกกล่าวว่าไม่จริง เขาไม่สนใจที่จะทำอะไรกับมัน หรือไม่เขาก็ไม่เชื่อในสิ่งที่เขาได้ทำลงไป แต่ในทางตรงกันข้าม ที่นักรบจะกระทำต่อสิ่งที่เรียกว่าจริงและไม่จริง ถ้าสิ่งนั้นได้รับการบอกกล่าวว่า จริง นักรบก็จะทำสิ่งหนึ่งลงไปเพื่อ การกระทำ ถ้าสิ่งนั้นได้รับการบอกกล่าวว่า ไม่จริง เขาคงทำสิ่งหนึ่งลงไปอีกเช่นกันเพื่อจะทำ การไม่-กระทำ เข้าใจที่ผมพูดไหมล่ะ"
             "ไม่หรอก ผมไม่เข้าใจสิ่งที่คุณพูดเลยจริง ๆ " ผมตอบ

             คำพูดของดอนฮวนทำให้ผมเกิดอารมณ์อยากต่อล้อต่อเถียงขึ้นมา ผมไม่รู้เรื่องในสิ่งที่แกพูด ผมจงบอกกับแกว่านั่นไม่ใช่ภาษามนุษย์ ดอนฮวนจึงเยาะผมว่า แม้ในสิ่งที่ผมชอบทำอย่างที่สุดคือการพูดนั้น ผมก็ไม่มีความบริสุทธิ์สะอาดในจิตใจเอาเลย แกล้อเลียนการใช้ถ้อยคำของผม แกเห็นว่าผิดพลาดและไม่ให้ความหมายที่เหมาะสม
              "ถ้าคุณจะพูดทะลึ่งออกมาก็ให้ทะลึ่งอย่างนักรบ" แกพูดแล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง

             ผมรู้สึกสลดใจ มีเสียงดังหึ่ง ๆ อยู่ในรูหูของผม ผมรู้สึกร้อนอย่างอึดอัดที่ศีรษะ และผมรู้สึกอายขึ้นมาจริง ๆ หน้าของผมคงจะแดงมาก ผมลุกขึ้นแล้วเดินไปยังป่าละเมาะเพื่อฝังกรวดก้อนนั้น
              "ผมล้อคุณเล่นนิดหน่อย" ดอนฮวนพูดเมื่อผมกลับมาและนั่งลงเหมือนเดิม "แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะผมก็ทราบดีว่าถ้าคุณไม่พูดคุณก็ไม่เข้าใจ การพูดคือ การกระทำ สำหรับคุณ แต่การพูดอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ และถ้าหากคุณต้องการทราบถึงสิ่งที่ผมพูดคือ การไม่-กระทำ คุณต้องออกกำลังกายชนิดง่าย ๆ อย่างหนึ่ง ในเมื่อเราพูดกันถึงเรื่อง การไม่-กระทำ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องประหลาดที่คุณจะออกกำลังกายชนิดที่ว่านี้เดี๋ยวนี้หรือทำอีกสิบปีในอนาคต"

             แกบอกให้ผมนอนลงแล้วจับมือขวาของผมขึ้นมา งอตรงข้อศอก ต่อมาแกบิดมือของผมจนฝ่ามือหันกลับมาด้านหน้า แกงอนิ้วเข้ามาเหมือนกับว่าผมจับลูกบิดประตู แล้วแกหมุนแขนของผมไป ๆ มา ๆ เป็นวงกลมเหมือนกับว่ากำลังผลักและดึงคันโยกที่ติดอยู่กับล้อ
             ดอนฮวนบอกว่า นักรบจะทำอย่างนี้ในทุกคราวที่เขาจะผลักไสสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ออกจากตัว เช่นผลักเชื้อโรคหรือความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนาให้ออกไป แนวความคิดที่ให้ทำเช่นนี้ก็เพื่อจะผลักหรือดึงกำลังที่เป็นปฏิปักษ์ในจินตนาการจนเรารู้สึกขึ้นมาว่า มีของหนักและอาการตัวแข็งมาทำให้การเคลื่อนไหวของแขนหยุดลง ในการออกกำลังกายของ "การไม่-กระทำ" นี้ เราต้องทำซ้ำจนตัวแข็งชาอันเกิดจากการหมุนที่แขนแม้ว่าเราจะไม่เชื่อเลยว่าจะเกิดอาการดังกล่าวนี้

              ผมเริ่มหมุนที่แขน และไม่นานนักมือของผมก็เย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง ผมรู้สึกหนักหนืดรอบ ๆ มือราวกับว่าผมเอามือพายไปในของเหลวที่เหนียวเหนอะหนะ
             ดอนฮวนไหวตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน แกยึดที่แขนของผมให้หยุดหมุน ร่างของผมสั่นราวกับว่าผมถูกจับเขย่าด้วยพลังที่มองไม่เห็น แกตรวจดูผมขณะที่ผมลุกขึ้นนั่งแล้วเดินรอบตัวของผมก่อนที่แกจะนั่งลงที่เดิม
              "พอแล้ว" แกบอก "คุณอาจทำอีกในภายหลังเมื่อคุณมีพลังส่วนตัวมากกว่านี้"
             "ผมทำอะไรพลาดไปหรือ"
             "ไม่หรอก การไม่-กระทำ ใช้กับนักรบที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่คุณยังไม่มีพลังชนิดนั้นเพื่อจะมาควบคุมมันได้ ในตอนนี้คุณจะจับด้วยมือของคุณได้เพียงสิ่งที่น่าสยดสยองเท่านั้น ดังนั้นให้ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนมือของคุณไม่เย็น และเมื่อมือของคุณอุ่นอยู่เหมือนเดิม คุณจะรู้สึกถึงเส้นของโลกด้วยมือ"

             ดอนฮวนหยุดพูดเหมือนกับจะให้เวลาเพื่อผมจะได้ถามถึงเส้นที่แกพูดถึง แต่ก่อนที่ผมจะมีโอกาสถามแกก็อธิบายขึ้นมาเองก่อนว่า มีจำนวนเส้นใยนับไม่ถ้วนที่เชื่อมโยงเราไว้กับสิ่งต่าง ๆ แกบอกว่า การออกกำลังกายของ "การไม่-กระทำ" ที่แกบอกนั้นจะทำให้เรารู้สึกว่ามีเส้นใยออกมาจากมือที่หมุนอยู่ มันเป็นเส้นใยที่เราจะวางมันไว้หรือเหวี่ยงให้เกาะที่ไหนก็ได้ตามที่เราต้องการ ดอนฮวนบอกว่า นี่เป็นเพียงการออกกำลังชนิดทำเล่น ๆ เท่านั้น เพราะเส้นใยที่เกิดจากมือนั้นไม่คงทนถาวรที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงในสถานการณ์ที่คับขัน

             "มนุษย์ผู้รู้แจ้งใช้ส่วนอื่นของร่างกายเพื่อทำให้เกิดเส้นใยที่คงทน" แกบอก
             "ส่วนไหนของร่างกายล่ะดอนฮวน"
             "เส้นที่คงทนถาวรที่สุดที่มนุษย์ผู้รู้แจ้งทำขึ้นจะออกมาจากตรงกลางของลำตัว" แกบอก "แต่เขาอาจทำให้เกิดเส้นเหล่านั้นจากดวงตาทั้งสองข้างได้ด้วย"
             "มันเป็นเส้นที่มีอยู่จริงหรือเปล่าล่ะ"

             "พูดอย่างนี้ก็แล้วกันว่า คุณรู้สึกถึงมันได้ ส่วนที่ยากที่สุดในวิถีทางของนักรบ คือการรู้ชัดแจ้งขึ้นมาว่าโลกคือความรู้สึกเมื่อคุณ ไม่-กระทำ คุณก็กำลังรู้สึกโลกอยู่ และคุณรู้สึกถึงโลกจากเส้นใยของมัน"
             แกหยุดพูดแล้วตรวจดูผมด้วยแววตาใคร่รู้ แกเลิกคิ้ว เบิกนัยน์ตากว้างแล้วกระพริบเหมือนกับนกกระพริบตา ในทันใดนั้น ผมรู้สึกอึดอัดและอยากจะอาเจียนขึ้นมา ผมรู้สึกเหมือนกับมีอะไรมาบีบที่ท้องน้อย

              "รู้สึกในสิ่งที่ผมพูดหรือยัง" แกถามแล้วเลื่อนสายตาออกไป
             ผมบอกแกถึงความรู้สึกที่อยากจะอาเจียน ดอนฮวนตอบด้วยน้ำเสียงแสดงว่ารู้ว่า แกทราบดีอยู่แล้วและแกพยายามที่จะทำให้ผมรู้สึกถึงเส้นใยของโลกด้วยตาของแก ผมยอมรับว่าแกทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้นไม่ได้เลย ผมบอกข้อสงสัยที่ผมมี ผมไม่เชื่อเอาเลยว่าดอนฮวนทำให้ผมรู้สึกคลื่นเหียนขึ้นมาได้จริงในเมื่อในทางร่างกายนั้นแกไม่ได้ทำอะไรกับผมเลย

             "การไม่-กระทำ เป็นเรื่องง่ายแต่ก็ยากมาก" แกบอก "มันไม่ใช่เรื่องของการทำความเข้าใจ แต่เป็นเรื่องของการทำให้ชำนาญ แน่นอน สำหรับมนุษย์ผู้รู้แจ้งนั้น การเห็น เป็นการเข้าถึงในลำดับสุดท้ายและ การเห็น เข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อคุณ หยุดโลก ได้แล้วเท่านั้นโดยเทคนิคของ การไม่-กระทำ"

              ผมยิ้มออกมาอย่างไม่ตั้งใจ ผมไม่เข้าใจสิ่งที่ดอนฮวนพูดเลยแม้แต่นิดเดียว
             "เมื่อคุณทำสิ่งหนึ่งให้กับผู้อื่น" แกพูด "ภาระของคุณมีเพียงจะเสนอสิ่งหนึ่งให้กับร่างกายของคนผู้นั้น นี่คือสิ่งที่ผมกระทำกับคุณมาจนถึงบัดนี้ คือทำให้ร่างกายของคุณรู้ ไม่มีใครสนใจเลยว่าคุณจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ"
             "แต่นั่นไม่ยุติธรรมเลยดอนฮวน ผมต้องการที่จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เช่นนั้นแล้วการมาที่นี่ก็เป็นการเสียเวลาของผมเปล่า ๆ ปลี้ ๆ "
             "เสียเวลาของคุณ!" แกอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่ล้อเลียนคำพูดของผม "คุณนี่หยิ่งผยองจริง ๆ "

             แกลุกขึ้นแล้วบอกกับผมว่าเราจะปีนขึ้นไปสู่ยอดเขาที่อยู่ทางขวามือ
             การปีนขึ้นไปนั้นทรมานมาก มันเป็นการปีนภูเขาจริง ๆ นอกจากจะไม่มีเชือกมาช่วยเท่านั้น ดอนฮวนบอกผมซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าอย่ามองลงไปข้างล่าง และแกดึงผมขึ้นไปถึงสองครั้งเมื่อผมลื่นไถลลงมาจากก้อนหิน ผมอายแกมากที่ชายแก่อย่างดอนฮวนต้องมาช่วยผม ผมบอกกับแกว่าผมมีร่างกายที่อ่อนแอเพราะขี้เกียจออกกำลังกาย ดอนฮวนบอกว่า เมื่อใดเมื่อเราถึงเข้าจุดหนึ่งในการมีพลังส่วนตัวแล้ว การออกกำลังกายหรือการฝึกฝนใด ๆ จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปในเมื่อทั้งหมดที่เราต้องการที่จะมีร่างกายที่สมบูรณ์แบบนั้นอยู่ที่เราปฏิบัติ "การไม่-กระทำ"

             เมื่อเรามาถึงยอดเขาผมถึงกับต้องนอนลงไปและทำท่าว่าจะไม่สบาย ดอนฮวนเอาเท้ามาเขี่ยให้ตัวของผมกลิ้งไปมาเหมือนกับที่เคยทำอย่างนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง การทำเช่นนั้นทำให้ผมฟื้นตัวขึ้นมาทีละเล็กละน้อย แต่ผมยังมีความวิตกกังวลราวกับว่ากำลังคอยการปรากฏตัวโดยฉับพลันของสิ่งหนึ่งอยู่ ผมมองไปยังทิศทางต่าง ๆ สองสามครั้งโดยไม่ตั้งใจ ดอนฮวนไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวแต่แกก็มองไปยังทิศที่ผมจ้องดูอยู่
             "เงาเป็นอุบัติการณ์ที่แปลกมาก" แกพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน "คุณคงรู้สึกแล้วว่าเงาหนึ่งกำลังตามเรามา"
             "ผมไม่เห็นอะไรที่คุณว่ามานั้นเลย" ผมค้านด้วยเสียงอันดัง
             ดอนฮวนบอกว่า ร่างกายของผมรู้สึกถึงสิ่งที่ตามเรามาดีไม่ว่าผมจะค้านอย่างหัวชนฝา และแกให้ความมั่นใจกับผมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า เงาที่ตามเรามานั้นไม่มีพิษสงอะไร

             "มันเป็นเพียงพลังอย่างหนึ่ง" แกบอก "ในภูเขาเหล่านี้เต็มไปด้วยพลัง มันเหมือนกับตัวหนึ่งที่หลอกคุณเมื่อคืนหนึ่งก่อนหน้านี้"
             ผมอยากทราบว่าผมสามารถสัมผัสกับมันได้ด้วยตัวเองจริงหรือ ดอนฮวนยืนยันว่าในเวลากลางวันผมรู้สึกถึงการปรากฏตัวของมันอยู่แล้ว
             ผมต้องการคำอธิบายว่าทำไมแกจึงเรียกมันว่าเงา ในเมื่อเห็นอยู่อย่างชัดแจ้งว่ามันไม่เหมือนเงาของก้อนหินเลย ดอนฮวนตอบว่า เงาทั้งสองชนิดนั้นมีเส้นใยชนิดเดียวกัน ดังนั้นมันจึงเป็นเงาเหมือนกัน

             แกชี้ไปยังหินก้อนใหญ่ยาวที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า
              "จงดูที่เงาของหินก้อนนั้น" แกบอก "เงาก็คือหินก้อนนั้น การดูที่ก้อนหินเพื่อจะรู้ว่าก้อนหินคืออะไรเป็น การกระทำ แต่การดูที่เงาของมันเป็น การไม่-กระทำ....
             "เงาก็เหมือนกับประตู เป็นประตูเข้าสู่ การไม่-กระทำ มนุษย์ผู้รู้แจ้งทราบได้ถึงความรู้สึกลึก ๆ ของคนอื่นได้จากการดูที่เงาของเขา นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง"
             "มีการเคลื่อนไหวในเงาเหล่านั้นอย่างนั้นหรือ" ผมถาม
              "คุณพูดได้เหมือนกันว่ามีการเคลื่อนไหว หรืออาจจะบอกได้อีกว่า มีเส้นใยของโลกปรากฏอยู่ในเงาหรือมีความรู้สึกออกมาจากเงาอย่างนี้ก็ได้"
              "ความรู้สึกจะออกมาจากเงาได้อย่างไร ดอนฮวน"
             "ความเชื่อที่ว่า เงาเป็นเพียงเงาเท่านั้นเป็น การกระทำ" แกอธิบาย "อย่างน้อย ความเชื่อดังกล่าวเป็นเรื่องโง่เขลา คิดในลักษณะนี้ก็แล้วกัน ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีอะไรมากกว่าที่มันปรากฏให้เห็น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องชัดทีเดียวที่จะต้องมีอะไรบางสิ่งในเงาด้วยเหมือนกัน และเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด สิ่งที่ทำให้มันเป็นเงาเป็นเพียง การกระทำ ของเราเอง"

             เราเงียบไปนาน ผมไม่ทราบจะพูดอะไรออกมาอีก
             "ที่สุดแห่งทิวากาลกำลังเคลื่อนเข้ามา" ดอนฮวนพูดพร้อมกับชี้ไปที่ท้องฟ้า "คุณต้องใช้แสงแดดอันสว่างไสวนี้กระทำสิ่งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย"
             แกนำผมไปยังที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีก้อนหินยอดแหลมโตขนาดตัวของมนุษย์ สองก้อน ตั้งขนานห่างกันประมาณ ๕-๖ ดอนฮวนหยุดยืนห่างออกไปราว ๑๐ ฟุตหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แกกาที่ที่ผมต้องยืนแล้วบอกให้มองดูเงาของหินทั้งสองก้อน แกบอกให้ผมเพ่งดู และให้หรี่ตาอย่างเดียวกับที่ต้องทำเมื่อจะหาที่สำหรับพัก แกขยายความให้ชัดขึ้นว่า ในการหาที่นั้นจะต้องมองดูโดยไม่เพ่งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเฉพาะลงไป แต่การมองดูเงาในครั้งนี้จะต้องหรี่ตาและเพ่งดูที่เงาให้เห็นชัดด้วย จุดมุ่งหมายที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้เงาหนึ่งมาเหลื่อมกับอีกเงาหนึ่งด้วยการไขว้สายตา ดอนฮวนบอกว่า ในการทำเช่นนี้เรามั่นใจว่าความรู้สึกชนิดหนึ่งจะปรากฏขึ้นที่เงา ผมให้ความเห็นว่าแกพูดคลุมเครือมาก แต่แกบอกว่าไม่มีทางอื่นเลยที่จะมาอธิบายเรื่องนี้

             ความพยายามของผมปราศจากผล ผมเพ่งดูจนปวดหัว แต่ดอนฮวนไม่สนใจถึงความล้มเหลวของผม แกปีนขึ้นไปบนหินที่มียอดเหมือนโดมแล้วตะโกนให้ผมหาหินแบนยาวแต่ไม่กว้างนักมาสองก้อน แกบอกลักษณะของก้อนหินด้วยมือ
             ผมพบหินสองแผ่นและนำมายื่นให้กับดอนฮวน แกตั้งหินแต่ละก้อนที่รอยแยกห่างจากกันประมาณ ๑ ฟุต แล้วให้ผมยืนเหนือหินทั้งสองแผ่นนั้น แกบอกให้ผมมองดูเงาของหินทั้งสองแผ่นเหมือนกับที่ทำมาก่อนหน้านี้
             คราวนี้การเห็นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เกือบจะในทันใดนั้นเอง ผมอาจไขว้สายตาแล้วเห็นเงาแต่ละเงากลืนเข้ามาเป็นเงาเดียว ผมสังเกตเห็นว่า การมองดูโดยไม่พยายามให้สิ่งที่เห็นมารวมกันนั้นทำให้เกิดเงาเป็นเงาเดียว และมองเห็นได้ชัดแจ้ง มีความใสกระจ่างชนิดหนึ่งบอกไม่ถูก ผมจ้องดูเงานั้นด้วยความตื่นตะลึงเห็นรูทุกรูในก้อนหินที่อยู่บริเวณนั้นชัดแจ้ง และเงาที่รวมกันเข้ามานั้นทาบอยู่กับก้อนหินเหล่านั้นมีลักษณะเหมือนกับม่านโปร่งใสไม่อาจบรรยายให้เห็นภาพได้เลย

             ผมไม่อยากระพริบตาเพราะกลัวว่าภาพที่ผมประคองไว้อย่างล่อแหลมนั้นจะหายวับไป ในที่สุดผมรู้สึกเคืองตาขึ้นมาจนต้องกระพริบ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียรายละเอียดที่มองเห็น การกระพริบให้ลูกตาชุ่มขึ้นมานั้นยิ่งทำให้ภาพที่เห็นชัดเจนขึ้น ในตอนนี้ผมรู้สึกว่า คล้ายกับผมมองมายังโลกที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนจากที่สูงซึ่งไม่อาจวัดได้ ผมรู้สึกด้วยว่าผมอาจกวาดสายตาดูสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณของเงานั้นโดยไม่ทำให้สูญเสียรายละเอียดของภาพที่เพ่งดู ชั่วแวบหนึ่งในขณะต่อมาความคิดที่ว่าผมกำลังมองดูก้อนหินหายไป ผู้รู้สึกว่าได้ก้าวลงมาสู่โลกอันใหญ่โตมโหฬารเกินกว่าที่จะคาดคะเนได้ สภาพรับรู้ที่พิเศษอย่างยิ่งนี้เป็นไปราวหนึ่งวินาที แล้วขณะต่อมาทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป ผมมองขึ้นไปโดยอัตโนมัติและเห็นดอนฮวนยืนอยู่เหนือหินทั้งสองก้อนหันหน้ามาทางผม ร่างของแกบังแสงแดดไว้

             ผมเล่าถึงความรับรู้วิสามัญที่เกิดขึ้น และดอนฮวนบอกว่าแกจำต้องขัดขวางไม่เกิดภาพที่เห็นนั้นเพราะแก "เห็น" ว่าผมหลงอยู่กับมัน แกกล่าวเพิ่มเติมว่า นั่นเป็นแนวโน้มธรรมดาสำหรับพวกเราทุกคนคือหลงใหลไปตามความพอใจเมื่อความรับรู้เช่นนั้นเกิดขึ้น และในการลืมตัวไปนี้เกือบจะทำให้ผมเปลี่ยน "การไม่-กระทำ" เป็น "การกระทำ" ที่ผมคุ้นเคยอยู่แล้วเป็นอย่างดีต่อไป แกบอกว่า สิ่งที่ผมควรจะทำก็คือมองดูภาพนั้นโดยไม่ตกอยู่ในอำนาจของมัน เพราะในลักษณะหนึ่งนั้น "การกระทำ" เป็นการตกอยู่ภายใต้อำนาจนั่นเอง
             ผมบ่นว่า แกน่าจะบอกผมล่วงหน้าในสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และสิ่งที่ควรจะกระทำ ดอนฮวนชี้ให้เห็นว่าตัวแกเองก็ไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าผมจะรวมเงาทั้งสองเข้าด้วยกันได้
             ผมต้องสารภาพว่าผมยิ่งงงหนักขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับ "การไม่-กระทำ" ดอนฮวนให้ความเห็นว่าผมควรจะพอใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว เพราะครั้งหนึ่งละที่ผมทำได้อย่างถูกต้องนั่นก็คือ ในการย่อโลกให้เล็กลงมาได้นั้นผมกลับทำให้มันขยายใหญ่ขึ้น และแม้ว่าผมจะยังอยู่ห่างจากความรู้สึกสงสัยในเส้นใยของโลกมากนัก แต่ผมก็ได้ใช้เงาของก้อนหินมาเป็นประตูเข้าสู่ "การไม่-กระทำ" ได้อย่างถูกต้อง

             คำกล่าวที่ว่า ผมขยายโลกให้ใหญ่ขึ้นด้วยการลดขนาดของมันลงมานั้นทำให้ผมสงสัยอยู่ไม่หาย รายละเอียดปลีกย่อยของก้อนหินที่เต็มไปด้วยรูขรุขระในบริเวณเล็ก ๆ ที่ผมเพ่งดูนั้นเห็นได้ชัดเจนและบอกได้ว่าเป็นอย่างไรจนยอดกลม ๆ ของก้อนหินกลายเป็นโลกลูกมหึมา แต่นั่นก็เป็นเพียงการลดขนาดของก้อนหินนั้นให้เล็กลงนั่นเอง และเมื่อดอนฮวนมายืนบังแสงไว้ ผมก็รู้ว่าตัวเองมองเห็นภาพอย่างธรรมดาและรายละเอียดต่าง ๆ ก็หายไป รูเล็ก ๆ ในก้อนหินกลับโตขึ้น หินลาวาสีน้ำตาลกลับเป็นสีมัว ๆ และทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่โปร่งใสเรื่อเรืองชนิดที่จะทำให้หินก้อนนั้นเป็นโลกขึ้นมาได้
             ต่อมาดอนฮวนเอาหินสองก้อนนั้นไปวางลงที่รอยแตกอย่างระมัดระวัง แล้วกลับมานั่งขัดสมาธิตรงจุดที่หินทั้งสองเคยวางอยู่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก แกเอามือตบที่พื้นดินข้างตัวทางด้านซ้ายแล้วบอกให้ผมนั่งลง

             เราไม่พูดกันอยู่นาน ต่อมาเรารับประทานอาหารโดยไม่พูดคุยอีกเช่นกัน จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแกจึงหันมาที่ผมแล้วถามถึงความก้าวหน้าใน "การฝัน" ของผม
             ผมบอกกับแกว่า เมื่อเริ่มต้นใหม่ ๆ เรื่องนี้ทำได้ง่าย แต่ในตอนนี้ผมมองไม่เห็นมือในความฝันอีกเลย
             "เมื่อคุณเริ่มมีการฝันใหม่ ๆ นั้นคุณใช้พลังส่วนตัวของผม" แกบอก "ดังนั้นมันจึงทำได้ง่าย ๆ แต่ตอนนี้คุณไม่มีอะไรเลย แต่คุณต้องพยายามต่อไปจนกว่าคุณจะมีพลังของคุณเอง คุณเห็นหรือยังว่า การฝัน ก็คือ การไม่-กระทำ ในความฝันนั่นเอง และเมื่อคุณมีความก้าวหน้าใน การไม่-กระทำ คุณก็จะทำได้ดีใน การฝัน ด้วยวิธีการในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องหยุดดูที่มือ แม้ว่าคุณจะไม่เชื่อว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นจะมีความหมาย ความจริงนั้นก็อย่างที่ผมเคยบอกกับคุณแล้วว่า นักรบไม่จำเป็นต้องเชื่อ เพราะตราบใดที่เขายังคงทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยโดยไม่มีความเชื่อ เขากำลังทำ การไม่-กระทำ อยู่"

             เรามองดูตากันอยู่ครู่หนึ่ง
             "เกี่ยวกับ การฝัน นั้นผมไม่มีอะไรจะบอกกับคุณอีก" แกพูดต่อ "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดออกไปก็จะเป็น การกระทำ เท่านั้นเอง แต่ถ้าหากคุณจัดการกับ การไม่-กระทำ โดยตรงแล้ว คุณก็จะรู้ได้เองว่าควรทำอย่างไรบ้างใน การฝัน การหามือของคุณยังมีความสำคัญมากแม้ในตอนนี้ และผมเองก็มั่นใจว่าคุณจะทำในเรื่องนี้"
             "ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ผมไม่ศรัทธาในตัวเองเอาเลยดอนฮวน"
             "มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องศรัทธาใครต่อใคร เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเรื่องความพยายามของนักรบ และคุณเองก็ต้องดิ้นรนต่อไปด้วย หากไม่ได้ดิ้นรนต่อสู้ด้วยพลังส่วนตัวของคุณ ก็ดิ้นรนเนื่องจากมีคู่ปรปักษ์ที่สมควรกับคุณหรือเนื่องจากพันธมิตรบางตัว เหมือนกับตัวหนึ่งที่ตามคุณมาในขณะนี้"

             แขนขวาของผมกระตุกขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ ดอนฮวนบอกว่าร่างกายของผมทราบถึงสิ่งต่าง ๆ ดียิ่งกว่าที่ผมจะคาดเอาเสียอีก เพราะพลังที่ตามเรามานั้นอยู่ทางขวามือของผม แกบอกถึงความลับด้วยเสียงต่ำ ๆ ว่า วันนี้พันธมิตรตัวนี้เข้ามาใกล้ตัวของผมถึงสองครั้งและแกต้องก้าวเข้ามาขวางมันเอาไว้
             "ในตอนกลางวัน เงาเป็นประตูของ การไม่-กระทำ" แกบอก "แต่ในเวลากลางคืน เนื่องจากว่า การกระทำ มีอยู่น้อย ทุกสิ่งจึงเป็นเงารวมทั้งพันธมิตรทั้งหลายด้วย ผมเคยบอกเรื่องนี้กับคุณแล้วขณะที่ผมสอนคุณเกี่ยวกับ ท่าของพลัง"
             ผมหัวเราะออกมาดัง ๆ และเสียงหัวเราะนั้นทำให้ผมรู้สึกกลัวขึ้นมา

             "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมสอนคุณคือ การไม่-กระทำ ในแง่มุมต่าง ๆ " ดอนฮวนอธิบายต่อ "นักรบใช้ การไม่-กระทำ กับทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามผมก็ไม่สามารถบอกคุณได้มากกว่าสิ่งที่พูดมาแล้วในวันนี้ คุณต้องให้ร่างกายของคุณค้นพบความรู้สึกของ การไม่-กระทำ เอง"
             ผมหัวเราะแหบ ๆ ด้วยความกลัว
            "นับเป็นเรื่องโง่เขลาเป็นอย่างยิ่งที่จะดูหมิ่นดูแคลนความลึกลับทั้งหลายในโลกเพียงเพราะว่าคุณทราบถึง การกระทำ ของการดูหมิ่นนั้น" ดอนฮวนพูดด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม ผมยืนยันกับแกว่าผมไม่ได้ดูหมิ่นสิ่งใดหรือบุคคลใด แต่ผมรู้สึกว่าประสาทเสียและหวาดกลัวมากยิ่งกว่าที่แกจะคิดเสียอีก
             "ผมรู้สึกอย่างนี้บ่อย ๆ " ผมบอก "กระนั้นผมก็ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ผมเป็นคนบกพร่องจริง ๆ "
             "ผมรู้แล้วว่าคุณคิดว่าคุณแย่ที่สุด" แกพูด "นั่นเป็น การกระทำ ของคุณ เอาละเพื่อให้กระทบกับ การกระทำ ดังกล่าว ผมขอแนะให้คุณเรียนรู้ถึง การกระทำ อีกชนิดหนึ่ง นับจากวันนี้ไปอีกแปดวันข้างหน้าผมอยากให้คุณโกหกกับตัวเอง แทนที่จะบอกความจริงกับตัวเองว่าน่าเกลียด แย่ที่สุดหรือบกพร่อง ให้คุณบอกกับตัวเองแทนว่าคุณมีคุณสมบัติตรงกันข้ามชนิดหน้ามือเป็นหลังมือทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่านั่นเป็นการโกหกและคุณเป็นคนแย่หมดหวังเอาจริง ๆ ด้วย"
              "แต่การโกหกอย่างนั้นมันจะมีประโยชน์อะไร"
             "การโกหกอาจมัดคุณไว้กับ การกระทำ อีกชนิดหนึ่ง และต่อจากนั้นคุณจะทราบขึ้นมาอย่างชัดแจ้งว่า การกระทำ ทั้งสองอย่างเป็นเรื่องโกหก ไม่มีความจริง และการผูกตัวเองไว้กับการกระทำชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า เพราะว่ามีสิ่งเดียวที่จริงคือความเป็นในตัวของคุณที่กำลังจะตาย และการเข้าถึงความเป็นชนิดนี้เป็น การไม่-กระทำ ของอัตตาตัวตน"



--------------------------------------------------------------------------------

http://olddreamz.com/bookshelf/ixtlan/lesson15-17.html
" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

ออฟไลน์ แก้วจ๋าหน้าร้อน

  • สิ่งใดคือธรรมะ สิ่งนั้นย่อมดีแล้วสูงสุด
  • ทีมงานกวาดลานดิน
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • กระทู้: 6499
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: th
  • พลังกัลยาณมิตร 1738
  • ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครอง
    • kaewjanaron
    • facehot
  • Awards ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก
  • OS:
  • Mac OS X 10.6.3 Mac OS X 10.6.3
  • Browser:
  • Safari 4.0.4 Safari 4.0.4
    • ดูรายละเอียด
    • ใต้ร่มธรรม
    • Awards
Re: หยุดโลก บทเรียนจากดอนฮวน : ๑๕. การไม่กระทำ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2010, 10:00:38 PM »
:13:  ขอบคุณครับพี่มด อนุโมทนาครับผม
การโพสภาพโดยใช้เว็บฝากไฟล์ภาพ imageshack.us/ (เว็บกบ)
การปรับแต่งห้องสมาชิกไร้ขีดจำกัด Ultimate Profile + ห้องเพลงส่วนตัว
การตั้งกระทู้และการโพสกระทู้ในเว็บใต้ร่มธรรมครับ
การแก้ไข้ข้อมูล ชื่อ ระหัส ส่วนตัวของสมาชิกใต้ร่มธรรมครับ
การใส่รูปประจำตัวเรา Avatar รวมทั้งลายเซ็นต์ ในกระทู้หรือโพสของเราครับ
เพิ่มไอคอน ทวิสเตอร์ เฟชบุ๊ค ยูทูบ ในโปรโปรไฟล์ของเรา
การสร้างอัลบั้มภาพส่วนตัวในห้องสมาชิก Profile Pictures
การเพิ่มเพื่อน กัลยาณมิตรใต้ร่มธรรม ในห้องสมาชิกส่วนตัว
การดูกระทู้ทั้งหมดที่เรายังไม่ได้อ่านครับ
โค้ดสี bb color code ไว้สำหรับโพสกระทู้ครับ
*วิธีเคลียร์แคชในทุกเว็บเบราว์เซอร์ครับ เมื่อคอมอืด*

ห้องประชุมของทีมงาน
~ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครองครับ~

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham