ผู้เขียน หัวข้อ: ความทรงจำนอกมิติ : เอดส์ มะเร็ง คือโรคไหม? ในแง่กรรมร่วม?  (อ่าน 577 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6597
  • กิจกรรม:
    1.2%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1414
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0
    • ดูรายละเอียด
    • Awards




บทความของวันนี้จะพูดถึงหมอกับโรค เช่น เอดส์ มะเร็ง ที่พบมากเหลือเกินในปัจจุบัน - โดยเฉพาะประเด็นหลัง - เกินกว่าอัตราของกาารเพิ่มของประชากรโลกมากๆ ที่หมอแผนปัจจุบันทุกคนคิดว่าคือโรคร้ายที่ต้องรักษาด้วยการทำสงครามกับมันอย่างถึงลูกถึงคน แต่มีน้อยคนนักที่จะคิดถึงกรรมร่วมโดยรวม (collective karma) ในแง่ของศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ดังนั้นในบทความนี้จึงหมายถึงหมอ “สมัยใหม่” ที่รักษาและป้องกันโรคในคนหรือแพทย์ที่เรียนจบจากหลักสูตวิชาแพทยศาสตร์แผนปัจจุบันที่ส่วนมากมักจะนิยมวัตถุ (materialism) ผู้เขียนก็เป็นหมอ แน่นอนย่อมได้รับเรื่องราวทั้งหมดนั้นมาจากประสบการณ์ของตัวเองที่เรียนจากโรงเรียน และจากการเป็นครูสอนนักเรียนแพทย์ในวิชาพยาธิวิทยาและศัลย-พยาธิวิทยามาร่วม 20 ปี ในช่วงร่วม 20 ปีนั้นจำต้องขอบอกอีกครั้งว่า วิชาพยาธิวิทยานั้นไมเกี่ยวกับ “หนอนพยาธิ” เพียงแต่ในภาษไทยเขียนเหมือนกันกับใช้กันมานานแล้ว พยาธิวิทยา  (Pathology) แปลว่าการศึกษาการกำเนิดของโรคกับการวินิจฉัยโรค เฉพาะอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  เพราะการวินิจฉัยโรคนั้น แพทย์รักษาสิ่งมีชีวิตที่ยังมีเวทนาความรู้สึก และการรับรู้ของผู้รักษานั้น ยิ่งเป็นการรักษาคน ยิ่งต้องมีความระแวดระวังกันเป็นพิเศษ การเป็นแพทย์ที่ดีนั้นจึงต้องใช้ความเข้าใจหรือศิลปะในการรักษาด้วย ไม่ใช่ใช้แต่วิทยาศาสตร์เท่านั้น

ในฐานะที่เป็นแพทย์แผนปัจจุบันคนหนึ่ง ผู้เขียนมองว่าเราที่หมายถึงการเรียนเพื่อเป็นแพทย์ของเราในสมัยที่ผู้เขียนเรียนอยู่นั้นเราเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งในสมัยนั้นมีอยู่เพียง 2 มหาวิทยาลัยเท่านั้น คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองก็เพิ่งจะตั้งมาเท่านั้น และไม่มีการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์กัน จึงมีสอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวสำหรับคนที่ไม่ต้องการเป็นทหารที่สอนวิทยาศาสตร์ ดังนั้นคนที่เรียนแพทย์ในสมัยนั้นจึงเข้าใจว่าตนเป็นนักวิทยาศาสตร์จริงๆ เพราะว่าวิทยาศาสตร์ประยุกต์ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ไม่จำเพาะแต่แพทย์เท่านั้นที่เข้าใจว่าตนเป็นนักวิทยาศาสตร์ แม้แต่สาธารณชนคนทั่วไปในประเทศเล็ก เช่น ประเทศไทย (ประชากรราว 12 ล้านคน) และประชาชนค่อนข้างไม่มีการศึกษา ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ 1960 ถึงจะเรียกว่าประเทศด้อยพัฒนา - ฉะนั้นเมื่อ 70-80 ปีก่อน โดยเฉพาะนักเขียนนวนิยาย หรือนักประพันธ์ หรือนักหนังสือพิมพ์ที่มักมีคำว่า“ไส้แห้ง” ต่อท้ายพ่วงมาด้วย เพราะไม่ค่อยมีกิน กินแต่อุดมการณ์ คนเหล่านี้มักประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปที่ชอบอ่านหนังสือเข้าใจว่าแพทย์แผนปัจจุบันเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วย และเพราะเหตุนี้ด้วยกระมัง? แพทย์ในสมัยก่อน - ที่สังคมคิดว่าใหญ่อยู่แล้ว เพราะเหตุผล 2 ประการ คือเชื่อว่าแพทย์คือผู้เสียสละ คือผู้ช่วยชีวิตและยืดชีวิต คือเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ จึงมีน้อยคนที่จะพูดเท็จกับแพทย์จึงเป็นเสมือนพระหรือครู สองอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์  ชุมชน - สังคมของมนุษย์ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาจะถือว่ามีความสำคัญ (anthropocentric) ซึ่งก็คือ “ตัวกูของกู” (self) โดยรวม การได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่บวกเพิ่มขึ้นย่อมสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่แพทย์มากยิ่งขึ้น ข้อเสียก็คือวิทยาศาสตร์สายหลักทั้ง 3 แขนง คือ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยานั้นเก่าแสนที่จะเก่าและเป็นวิทยาศาสตร์กายภาพวัตถุนิยม ทำให้แพทย์แผนปัจจุบันกลายเป็นแม็ตที่เรียลลิสต์ (materialist)  เกือบทั้งหมดเลย เพราะแพทย์มักไม่ค่อยจะรู้ควอนตัมฟิสิกส์ที่แท้จริง

ผู้เขียนที่เคยมีความสงสัยในคำว่า “มายา” ในพุทธศาสนามาตั้งแต่แม่บอกมาตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็กเล็กๆ มาก อายุราวๆ 7 ขวบ เพราะถูกสอนมาให้ใช้เหตุผลในการดำรงชีวิต แต่เป็นคนที่ขี้เกรงใจและขี้กลัวจึงไม่ถาม รากคำในภาษาสันสกฤต ที่เดวิด โบห์ม บอกว่ามาจากคำวา “มาตรวัด” (measure) คืออะไรที่ซ่อนอยู่หลังผ้าคลุมหน้า หรือความจริงที่แท้จริง ซึ่งก็คือจิตไร้สำนึกปฐมภูมิ หรือตอนหลังเมื่อมีจักรวาลแล้ว คาร์ล จุง เรียกว่าจิตจักรวาล - อันเดียวกับจิตของพระเจ้า (Mind of God) ที่สตีเฟน ฮอวกิ้ง  สงสัยว่าจะมีมาก่อนซิงกูริตี้หรือก่อนที่จักรวาลมีบิ๊กแบง พุทธศาสนาบอกว่าจิตวิญญาณปฐมภูมิ  (primordial consciousness) นั้นจะแยกออกจากพลังงานปฐมภูมิไม่ได้ (primordial energy) คือมันต้องอยู่ด้วยกันเสมอ โดยทั้ง 2 แยกออกมาจากที่ว่างอันสมบูรณ์ (ultimate space) หรือสุญตา (ก่อนจะมีมายา) ก่อนเพื่อนก่อนสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น
คำอีกคำหนึ่งที่แม่บอก และได้ยินแม่ใช้บ่อยๆ คือบอกว่าคำว่ามายามากๆๆ นั่นคือมากกว่าคำว่ามายายิ่งนัก พูดง่ายๆ ก็คือได้ยินแทบทุกวัน และวันหนึ่งๆ อาจจะหลายๆ หน โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของแม่ ซึ่งหากไม่ใช่ “กรรม” ก็คำว่า “เวร” หรือไม่ก็ทั้ง 2 คำควบกันเลย ซึ่งคนที่ถือพุทธทุกคนหรือคนอินเดียแต่ก่อนนี้จะคุ้นกับคำนี้ แต่ในปัจจุบันคนตะวันตกก็ใช้คำนี้กันเกร่อ แม้ในพจนานุกรมอังกฤษก็มี

คำว่ากรรมหรือกฎแห่งกรรมในพุทธศาสนานั้นมีความสำคัญมากจริงๆ ก่อนนี้เคยรู้สึกเฉยๆ เพราะได้ยินบ่อยๆ แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะรู้ว่ามันเป็นขบวนการของ “การกระทำ”  เป็นธรรมชาติที่ไหลเลื่อนเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง จริงๆ แล้กรรมคือการกระทำใดๆ โดยเจตนา (intention)  ไม่ว่าทางกาย วาจา หรือจิตใจ (จิตรู้-จิตสำนึก) ก็ต้องมีผลตอบสนองทั้งนั้น นั่นคือธรรมชาติของ “แรง”  ที่กระทำจะต้องเท่ากับแรงตอบสนองเสมอ (action= reaction) ตามกฎของฟิสิกส์ของนิวตัน แต่ที่ผิดไปจากกฎฟิสิกส์เก่าๆ เดิมๆ ผิดจากนิวตันก็เพราะเหตุผล 3 ประการ คือ 1.กรรมนั้นไม่เคยหยุดอยู่กับที่  มันจะต้องมีกรรมที่หนึ่ง กรรมที่สอง และกรรมต่อๆ ไปอยู่เรื่อยๆ 2.กรรมนั้นไม่มีทางหนี ไม่มีทางซ่อน ไม่มีทางตัดนั้น จะต้องชดใช้เสมอไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็นของปัจเจกบุคคล (individual) หรือจะเป็นกรรมร่วมโดยรวม (collective) 3.ในพุทธศาสนานั้นไม่มีการจบสิ้นหลังที่ได้ตายไปจากโลกแล้ว จะต้องมีการเกิดใหม่เสมอ - ไม่ว่าภพภูมิไหน - ภายในสังสารวัฏนี้ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกันกับจักรวาลนี้  ฉะนั้นตามพุทธศาสนาส่วนหนึ่ง กับผู้เขียนคิดเอาเองส่วนหนึ่ง การตายของคนเรานั้นไม่ได้จบสิ้นไปทั้งหมด จิตไร้สำนึกยังอยู่และไม่ตายไปด้วย ทั้งไม่มีทางที่จะตายไปได้ เว้นแต่จะหลุดพ้นนิพพาน ดังนั้นการเกิดใหม่ จึงจำเป็นไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิไหนเพื่อใช้กรรมอย่างหนึ่ง และเพราะกรรมที่ยังชดใช้ไม่หมดสิ้นอีกอย่างหนึ่ง ทำให้มีกรรมกับการเกิดใหม่มีลักษณะเป็นวัวพันหลัก หรืองูกินหางไปอย่างไม่รู้จบ และอย่างที่ผู้เขียนพูดมาบ่อยๆ ว่าจักรวาลนี่มีหน้าที่หลักแค่อย่างเดียว นั่นคือวิวัฒนาการคือจัดให้ทุกสิ่งทุกปรากฏการณ์ที่อยู่ในจักรวาลนี้มีวิวัฒนาการ การเกิดใหม่ก็เพื่อจะใช้กรรมนั้น และเพราะกรรมจึงทำให้มีการเกิดใหม่ (ในสังสารวัฏนี้) มีขึ้นมาได้โดยเวียนว่ายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบนิพพาน   

อนึ่ง จิตไร้สำนึกนั้น คาร์ล ซี จุง บอกว่าเป็นจิตรู้ (unconsciousness cognition) ทั้งๆ ที่ไม่มีสมองบริหารก็ได้ (เพราะคนได้ตายไปแล้ว) คนที่ตายไปแล้ว แต่จิตไร้สำนึกยังไม่ตายไปนี้ - นอกจากเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้หรือดาวเคราะห์ดวงไหนในจักรวาลนี้ - ไม่ว่าจะเกิดมาในอบายภพภูมิใด หรือสวรรค์ชั้นไหนๆ ก็ตาม ยกเว้นชั้นอรูปพรหมอันห่อหุ้มด้วยแสงอันกระจ่างใส - มากหรือน้อยไปตามชั้นระดับนั้นๆ - เป็นเรื่องทางจิตทั้งนั้น (psychological) เพราะเหตุผล 2 ประการ 1.เพราะจิตไร้สำนึกที่ยังคงอยู่เมื่อคนตายไป 2.นอกจากเกิดเป็นคนในโลกนี้ หรือดาวเคราะห์ดวงไหนๆ ในจักรวาลนี้แล้วผู้ที่เกิดใหม่จะเอาธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาจากที่ใด? อย่าลืมว่ามิติ (dimensional hyperspace) นั้น ทั้งไบรอัน  กรีน นักจักรวาลวิทยาใหม่แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (2004) กับมิชิโอะ กากุ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซิตี (2005) ที่คำนวณด้วยทฤษฎีซูเปอร์สตริงต่างก็บอกว่ามิติไฮเปอร์สเปซอื่นๆ ล้วนม้วนตัวเองซ่อนตัวเองและเล็กเกินไปที่จะเอามาคิด

เรื่องของธรรมชาตินั้นสำคัญที่สุดสำหรับผู้เขียน ซึ่งก็เป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ขอย้ำอีกครั้งในทั้ง  2 ประเด็นคือผู้เขียนมองเห็นว่า ธรรมชาติที่มี 2 ระดับนั้นสำคัญที่สุด และผู้เขียนก็เป็นคนธรรมดาเท่านั้น ที่ผู้เขียนพูดว่าธรรมชาติมี 2 ระดับนั้น พูดอีกทีก็ได้คือธรรมชาติที่มองไม่เห็นและไม่มีทางที่จะเห็นกับธรรมชาติที่เห็น ซึ่งเป็นการแสดงออก (manifest) ของสิ่งที่มองไม่เห็น (จิต) นั้นๆ ให้เป็นรูปเป็นกาย  เป็นวัตถุ ความบังเอิญ (คำที่ไม่มีจริงและที่เอามาใช้ก็เพราะผู้เขียนเป็นคนธรรมดานั่นแหละ) ที่ผู้เขียนบังเอิญมาเป็นแพทย์ มาสนใจในศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา สนใจในควอนตัมแม็คคานิกส์ และฟิสิกส์ใหม่ เป็นนักเขียนที่มีสิทธิ์เขียนเต็มที่ และกระตุ้นให้หมอประเวศ วะสี กับคนไทยทั่วๆ ไปเห็นความสำคัญของจิต ซึ่งคือหัวใจกับสมอง - ทั้ง 2 อวัยวะในพุทธศาสนา (Evan-wentz’s Bardo Thodol , 1927) ของธรรมชาติหรือของความจริงแท้หรือธรรมะ ตั้งชมรมจิตวิวัฒน์ขึ้นนั้น อาจจะมองว่าเป็นความบังเอิญก็ได้ หรืออาจจะเป็นโอกาสเลือก (choice) ของจิตจักรวาลผ่านกลไกควอนตัมเม็คคานิกส์ก็ได้ (Henry Stapp’s Mind, Matter and Quantum Mechanics, 2004) ที่เอ่ยชื่อหมอประเวศ เพราะจำเป็นและมีชื่อเสียง ทั้งเป็นคนที่รักสังคมจริงๆ แต่คนไทยที่คลั่งสีแตกแยกบางคนมองไม่เห็น

กลับมาที่บทความนี้ ผู้เขียนมีความคิดว่าเพราะเข้าใจในธรรมชาติระดับบน เข้าใจในธรรมะ เข้าใจในนิพพานหรือความจริงแท้ ซึ่งมีหนึ่งเท่านั้น (Supreme Reality or Absolute Mind) นั่นคือศีรษะของพระเจ้า (Godhead) นั่นคือพรหมมัญ (Brahman) นั่นคือพรหมพุทธะ (Brahma Buddha) อันสูงสุดที่ไม่มีในโลก ไม่มีในจักรวาล (non-dual) ไม่สามารถอธิบายได้ นอกจากปฏิเสธทั้งหมดเลย ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงปฏิเสธพระเจ้าที่มีตัวตน (personal God) พระเจ้าผู้สร้างผู้ควบคุมหรือคุณ “พ่อ” ที่สากล แต่จะมองว่าวิวัฒนาการของชีวิตอย่างน้อยสัตว์โลก (รวมมนุษย์) ถูกควบคุมด้วยกฎแห่งกรรมที่เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ใช่พระเจ้าเทวดาที่ไหน ซึ่งก็คือการกระทำ (รวมวาจาและจิตใจ) ที่เจตนาของเราเอง เรารับกรรมของอดัมและการกระทำในปัจจุบันคืออนาคตของเรา ทำไม? เราถึงไม่คิดว่าทั้งหมดเป็นผลของกรรมร่วมโดยรวมของสังคมของมนุษยชาติที่กดขี่ข่มเหงธรรมชาติอย่างไม่ปรานีปราศรัยมานานแสนนาน แถมยังคิดระบบต่างๆ ไม่ว่าระบบสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ ที่ผิดธรรมชาติอย่างรุนแรง  เพราะฉะนั้นเอดส์และมะเร็งจึงอาจจะไม่ใช่โรคร้ายอย่างที่แพทย์คิด อาจจะเป็นความผิดของมนุษย์เอง  นั่นคือ เอดส์และมะเร็งอาจจะเป็นกรรมร่วมโดยรวมของมนุษยชาติ (collective karma) มนุษยชาติจึงต้องรับกรรมนั้น
 เอดส์กับมะเร็งอาจจะไม่ใช่โรคดังที่ตำราแพทย์แผนปัจจุบันไม่ว่าเล่มไหนๆ บอก ไม่ใช่แม้แต่เป็นโรคที่มีปฐมเหตุอยู่ที่รูปกายปรากฏการณ์ เอชไอวีที่เป็นจากเชื้อไวรัสและติดต่อทางการสืบพันธุ์นั้นจึงไม่ใช่เอดส์ มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เป็นเอดส์ชัดเจน แต่ไม่ติดเชื้อไวรัสตัวนั้น ดร.ริชาร์ด เอลลิส ที่วิจัยเด็กที่เป็นเอดส์ที่เชียงรายถึงพูดว่าเอดส์ไม่ใช่โรค เช่นเดียวกับหมอแอนเดรีย มอริทซ์ ที่เขียนว่ามะเร็งก็ไม่ใช่โรค.


http://www.thaipost.net/sunday/121210/31387


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

ออฟไลน์ แก้วจ๋าหน้าร้อน

  • สิ่งใดคือธรรมะ สิ่งนั้นย่อมดีแล้วสูงสุด
  • ทีมงานกวาดลานดิน
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • กระทู้: 6501
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: th
  • พลังกัลยาณมิตร 1724
  • ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครอง
    • kaewjanaron
    • facehot
  • Awards ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • Firefox 3.6.13 Firefox 3.6.13
    • ดูรายละเอียด
    • ใต้ร่มธรรม
    • Awards
 :45: ขอบคุณครับพี่มด
การโพสภาพโดยใช้เว็บฝากไฟล์ภาพ imageshack.us/ (เว็บกบ)
การปรับแต่งห้องสมาชิกไร้ขีดจำกัด Ultimate Profile + ห้องเพลงส่วนตัว
การตั้งกระทู้และการโพสกระทู้ในเว็บใต้ร่มธรรมครับ
การแก้ไข้ข้อมูล ชื่อ ระหัส ส่วนตัวของสมาชิกใต้ร่มธรรมครับ
การใส่รูปประจำตัวเรา Avatar รวมทั้งลายเซ็นต์ ในกระทู้หรือโพสของเราครับ
เพิ่มไอคอน ทวิสเตอร์ เฟชบุ๊ค ยูทูบ ในโปรโปรไฟล์ของเรา
การสร้างอัลบั้มภาพส่วนตัวในห้องสมาชิก Profile Pictures
การเพิ่มเพื่อน กัลยาณมิตรใต้ร่มธรรม ในห้องสมาชิกส่วนตัว
การดูกระทู้ทั้งหมดที่เรายังไม่ได้อ่านครับ
โค้ดสี bb color code ไว้สำหรับโพสกระทู้ครับ
*วิธีเคลียร์แคชในทุกเว็บเบราว์เซอร์ครับ เมื่อคอมอืด*

ห้องประชุมของทีมงาน
~ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครองครับ~

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham