ผู้เขียน หัวข้อ: ความทรงจำนอกมิติ : จิตวิทยาศาสตร์ว่าด้วยเด็กก่อนคลอด  (อ่าน 1048 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6656
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1478
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0
    • ดูรายละเอียด
    • Awards




เช่นเคย คือต้องขยายความของหัวข้อเรื่องของบทความที่จะเขียนของวันนี้ จริงๆ แล้วบางส่วนของบทความนี้ ผู้เขียนกะว่าจะเอาไปรวมกับบทความคราวที่แล้ว แต่เนื่องจากนึกขึ้นได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญกับผู้เขียนในตอนนี้ และอาจสำคัญมากๆ หรือไม่สำคัญเลยสำหรับสาธารณชนคนทั่วไป  โดยเฉพาะสตรีในวัยมีลูกในตอนหลัง เนื่องจากมันจะยาวเกินไปจึงเลิกคิดจะรวมและนำมาเขียนในวันนี้แทน ที่จะขยายเรื่องแรกก็คือคำว่าจิตวิทยาศาสตร์ที่ผู้เขียนในที่นี้นั้นผู้เขียนใช้เพราะเชื่อว่าเป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ อย่างน้อยส่วนหนึ่งโดยเฉพาะจิตวิทยา “สายแข็ง” เช่น จิตเวชศาสตร์ จิตวิทยาว่าด้วยการทดลอง จิตควอนตัมจิตวิทยา จิตวิทยาว่าด้วยการเจริญเติบโต เป็นต้น ที่พูดไม่ใช่เพราะว่าปัจจุบันนี้เรามีวิทยาศาสตร์ทางจิตแล้ว แต่แม้ว่าเราจะยังไม่มีโดยพิจารณาแต่วิทยาศาสตร์กายภาพ (physical  science) เพียงอย่างเดียวก็จะเห็นได้ว่าจิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ การที่ฝรั่งเอาไปรวมกับอักษรศาสตร์ที่เป็นศิลปะความงามมากกว่าความจริง - ผู้เขียนถึงคิดว่าน่าจะไม่ถูก ก็เป็นเช่นปรัชญาซึ่งในความเห็นส่วนตัวคิดว่าใช้เหตุผลกับสติปัญญา (intelligence) มากที่สุดใกล้ๆ กับอภิปัญญา (wisdom) จึงเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าเป็นศิลปะ - หรือรวมกับคุรุศาสตร์ที่ค่อยยังชั่วหน่อย

ธรรมชาติทั้ง 2 ระดับ - ทั้งที่มองเห็นและไม่มีทางที่จะมองเห็น - ไม่เคยมั่วซั่ว ไม่เคยชุ่ย เรียกว่ามีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน (purposefulness) ก็ได้ที่ไหลเลื่อนเคลื่อนที่และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (dynamic)  ไม่เคยมีผิด หรือว่า “เที่ยง” หรือ “คงที่” ดังที่ศาสนาไหนๆ ก็ว่าไว้เหมือนๆ กัน คือมันต้อมีพลวัตไหลเลื่อนเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงที่ว่าเป็นอนิจจตาอยู่ตลอดเวลา ธรรมชาติของสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ของจักรวาลเป็นสังขตธรรมทั้งนั้น สังขตธรรมหรือการมีสังขารหรือสิ่งปรุงแต่งนั้นคือสิ่งที่ประกอบให้มีขึ้นในจักรวาลนี้ หรือจักรวาลอื่นใดไหนๆ - หากเชื่อตามนักจักรวาลวิทยาหรือนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ส่วนหนึ่งของปัจจุบันและพุทธศาสนาว่า จักรวาลอาจจะมีจำนวนที่ไม่สิ้นสุดก็ได้ หรือพูดง่ายๆ ได้ว่า อสังขตธรรมหรือนิพพานนั้นจึงต้องอยู่ข้างนอกจักรวาล พระเจ้า (non-personal God)  หรือนิพพานนั้นไม่มีตัวตน ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น หากมีพระเจ้าหรือนิพพานก็ต้องอยู่ข้างนอกจักรวาล หรืออยู่มิติที่ 10 (11 ถ้านับมิติของเวลาด้วย) เด็กในบทความนี้จะต้องเป็นธรรมชาติธรรมดาๆ ที่หมายถึงตัวอ่อนของเด็กตั้งแต่ยังเป็นเอ็มบริโอ จนกระทั่งเป็นทารกหรือเด็กอยู่ในครรภ์มารดา เด็กใกล้คลอดและเด็กระหว่างการคลอด  (perinatal period) จึงจะต้องไม่มั่วซั่ว ไม่ชุ่ย ทั้งต้องมีความหมายและมีจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ไม่อะไรก็อะไรสักอย่างหนึ่งอย่างแน่นอนเหมือนกับการเกิด หรือความตาย ซึ่งผู้เขียนเชื่อมั่นว่าเพื่อการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นการที่เด็กก่อนคลอดที่อยู่ในครรภ์แม่และระหว่างคลอด กรรมวิธีนั้นอาจจะมีจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์เอาไว้ก็ได้ เราจะทิ้งเรื่องนี้ไว้ที่นี่แล้วจะกลับมาทีหลัง     

ธรรมชาติถูกต้องและจริงที่สุด แม่เท่านั้นที่เห็นลูกเป็นดั่งแก้วตาแก้วใจ และส่วนใหญ่มากๆ จะตายเพื่อลูกได้ สัญชาตญาณความปลอดภัยของเผ่าคือของลูก แม่จึงใช้หัวใจมากกว่าสมอง ในขณะที่ความปลอดภัยของเผ่าคือความปลอดภัยของตัวเองหรือของเผ่า เพราะใช้สมองมากกว่า ผู้ชายมักเจ้าชู้หรือนักหว่านหรือข้าวเปลือก แต่พอแก่หมดไฟแล้วจะตายรัง ส่วนผู้หญิงนั้นส่วนใหญ่ไม่เจ้าชู้ จะเป็นท้องนาเป็นข้าวสาร แต่พอมีคู่ครองจนวางใจแล้ว ต้องมีลูกทันที เพราะเกิดมาเพื่อการณ์นั้นอย่างเดียว โปรดมองให้ดีกับเป็นกลางจะพบว่าสังคมนั้นผิดกับการเมืองจึงผิดตามที่ไม่รู้จักธรรมชาติของคน ไปเอาความเท่าเทียมกัน ทั้งๆ ที่หญิง-ชายต่างกันมากทั้งวิวัฒนาการทางกายและจิตที่สำคัญที่สุด สังคมกลับแสวงหาความเท่าเทียมกันนั้นๆ คือความถูกต้องชอบธรรม ทั้งๆ ที่มันผิดธรรมชาติที่สุดประเด็นหนึ่ง นั่นคือ การคิดว่าวิทยาศาสตร์กายวัตถุว่าสำคัญ คนเราจึงเป็นแม็ตทีเรียลลิสต์ (materialist) เพราะมองเห็นมาตั้งแต่ต้นจนยากจะแก้ไข ความเคยชินได้บดบังตาบดบังความคิดจนเห็นผิดเป็นถูก หรือเป็นคล้ายๆ กับธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญรองๆ ลงมานั้นมีมากมายนับกันไม่ไหว จริงๆ แล้วคนนั้นชาญฉลาดยิ่งนักจนกระทั่งไปแข่งและไปเบ่งกับธรรมชาติ ภายหลังจากที่ธรรมชาติได้คลี่ขยายวิวัฒนาการตามมาเป็นลำดับทีละอย่างทีละประเภท กระทั่งมีวิวัฒนาการทางกายเป็นมนุษย์ขึ้นมา แต่วิวัฒนาการทางจิตไปตามสเปกตรัมของจิตนั้นช้ากว่าวิวัฒนาการทางกายอยู่แล้ว แถมยังเพิ่มทวีความล่าช้าเข้าไปอีกจากการมัวไปลุ่มหลงกับกระบวนการเลียนแบบกับธรรมชาติหรือเทคโนโลยีและสารเคมี รวมทั้งยาต่างๆ เราต้องรู้ว่า ธรรมชาตินั้นถูกต้องที่สุด อยู่มานานที่สุด เพราะว่าอยู่คู่มากับจักรวาลตั้งแต่ต้นเลย อาจพูดได้ว่าธรรมชาติคือสิ่งที่ประกอบด้วยและค่อยๆ มีวิวัฒนาการมาทีละอย่างทีละขั้นตอน หรือก็คือเป็นคุณสมบัติของจักรวาลหรือก็คือจักรวาลนั่นแหละ ฉะนั้นจึงแยกออกจากจักรวาลไม่ได้ มนุษย์จึงแข่งหรืออวดดีเบ่งกับธรรมชาติไม่ได้ เพราะเป็นคนละรุ่นกัน จริงๆ แล้วหากมองจากวิวัฒนาการของจักรวาล มนุษย์เราก็มาทีหลังเพื่อนทุกอย่างมากนักจนจักรวาลจะมีสังวิวัตตาแล้ว นั่น-ว่ากันทางพุทธศาสนา

เพราะฉะนั้น มนุษย์เราจะมีอหังการอวดดีหรือเบ่งกับธรรมชาติ หรือแข่งกับจักรวาลไม่ได้ ตอนนี้เพียงแต่เรามองไม่เห็นด้วยตาทั้งคู่ของเราแล้วจะคิดว่าอีกสักหน่อยเราคงจะเห็นเมื่อเราคิดเทคโนโลยีใหม่เพื่อช่วยลูกตาของเราให้มองเห็นได้ ก็เช่นว่าอีกหน่อยเราก็สามารถจะมองเห็นได้ด้วยอิเล็กตรอนไมโครสโคป ซึ่งอย่าว่าแต่อะตอมเลย แม้ว่าจะเล็กละเอียดยิ่งกว่านั้น เช่น อนุภาค เป็นต้นว่า โปรตรอน  นิวตรอน เราก็สามารถมองเห็นได้ แต่เราฉลาดที่คิดอิเล็กตรอนไมโครสโคปได้ตั้งแต่กว่า 50 ปีก่อน แต่อย่าว่าแต่อะตอม ต่อให้ใหญ่กว่านี้เป็นล้านๆ เท่า เช่น โมเลกุล ก็ยังเถียงกันระหว่างนักวิชาการว่าใช่หรือไมใช่โมเลกุลที่ว่านั้น เพราะมันขยายใหญ่จนพร่า เราจึงแทบจะไม่ได้ใช้กัน

ที่พูดมาทั้งหมดนั้นย่อมแสดงได้อย่างชัดเจนว่า มนุษย์เรายังไม่ได้รู้จักธรรมชาติทั้ง 2 ระดับดีพอ  หลังจากที่เราได้แยกเอาธรรมชาติ “เหยียบเอาไว้” และดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม และหาประโยชน์จากธรรมชาติ - เฉพาะเป็นทางการเป็นเวลากว่า 500 ปี - อย่างชนิดที่ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรถูก และเพราะเราอวดดีขี้เบ่งและดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามธรรมชาติ เราที่เป็นเสมือนวัยรุ่นวัยคะนองที่ไม่ฟังใคร ส่วนใหญ่จากความไม่รู้หรืออวิชชาเช่นนี้เอง คือจ้างให้เราก็ไม่รู้ว่ากฎแห่งกรรมนั้นเป็นสากลเป็นการกระทำของเรา ที่ไม่ว่าผู้ใดแม้แต่บุคคลที่อยู่นอกศาสนาพุทธทุกคนเลย โดยไม่มีผู้ใดยกเว้นหากเกิดมาเป็นมนุษย์และในภพภูมิไหนหรือโลกไหนก็ตามในจักรวาลนี้ ศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนาคริสต์จะบอกว่า เพราะอาดามกับอีฟซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ไม่เชื่อคำสั่งของพระเจ้าจึงตกมาจากสวรรค์ (the fall) และบาป (individual sin) นั้นจะสืบตกมาถึงมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ การชำระล้างบาป (baptism) ที่ติดตัวมานั้นจะทำได้ก็โดยตัวแทนของพระเจ้าบนโลกหรือพระที่บวชถูกต้อง (ordain) แต่บาปที่ทำในภายหลังอื่นๆ ก็เป็นเรื่องภายหลังที่คนคนนั้นต้องสารภาพกับพระเอาเอง ซึ่งเป็นการกระทำหรือเป็นกรรมของเราเอง อวิชชา (กับตัณหา) ที่หมุนให้แรงกรรมเวียนวนก่อวิบาก รวมทั้งการเกิดใหม่ในภพภูมิต่างๆ ของสังสารวัฏอย่างไม่รู้จักจบสิ้น จนกว่าจะหลุดพ้นทุกข์ เป็นอิสระอันแท้จริง และบรรลุซึ่งนิพพาน นั่น-เราว่ากันตามพุทธศาสนา และการที่เราได้กระทำกรรมหรือบาปต่อธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงด้วยอวิชชานี่เอง เราจึงได้รับการสนองตอบจากธรรมชาตินานัปการในขณะนี้ นั่นเป็นช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

วิทยาศาสตร์กายภาพหรือวิทยาศาสตร์เฉยๆ ซึ่งนิยมวัตถุและเทคโนโลยีได้ทำให้คุณภาพของชีวิตมนุษย์มีประสิทธิภาพขึ้นมากเหลือเกิน แต่ในสายตาของผู้เขียนคือความผิดพลาดอย่างแรง เพราะว่าแทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ทางด้านจิตใจจิตรู้หรือจิตสำนึกของสังคมชุมชน ตลอดจนถึงครอบครัวถึงมนุษย์ทุกคนเลย โดยไม่มีการยกเว้น ค่อยๆ เสื่อมทรามลงจนในที่สุดพังทลาย ทั้งนี้ ยกเว้นจำนวนประชากรของโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าโลกจะรองรับได้ ที่สำคัญคือวิทยาศาสตร์กายวัตถุและเทคโนโลยีถูกปกป้องคุ้มครองโดยกิเลสและตัณหาอันเป็นธรรมชาติในขณะนี้ของมนุษย์ - ซึ่งมีจิตใจเป็นจิตที่ยังมีศูนย์กลางอยู่ที่ “ตัวกูของกู” (self) - อันเป็น ธรรมชาติ ของจิตที่ยังไม่มีวิวัฒนาการไปตามครรลองของมันหรือไปตามสเปกตรัมของจิต นั่นคือกิเลสและตัณหาได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีภายใต้หน้ากากของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ตัวกูของกู (self) อันเป็นธรรมชาติที่ไม่มีทางแก้ได้จริง นอกจากการรอให้จิตได้มีวิวัฒนาการของมันเอง - ที่อาจเร่งได้โดยมนุษย์ที่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส และด้วยการปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิ - ภาวะการเสื่อมการพังทลายของสังคมอารยธรรมโลก จึง จำเป็นและเร่งด่วนที่สุด นั่นคือความจริงโลก แม้ว่าเราจะสงสารคนที่ได้รับความทุกข์จากภัยธรรมชาติอย่างสาหัสสากรรจ์ก็ตาม
กลับมาที่ค้างไว้ และสำคัญที่สุดของบทความนี้ นั่นคือหากเราไม่เป็นแม็ตทีเรียลลิสต์ ไม่เป็นนักวิทยาศาสตร์กายวัตถุและเทคโนโลยีจ๋าก็ต้องมองว่าจักรวาลไม่ได้มั่ว ไม่ได้ชุ่ย และมีจุดมุ่งหมายเฉพาะกับทุกๆ สิ่งที่จักรวาลมีขึ้นมา ดูได้ว่าจนบัดนี้ก็ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดไม่เชื่อทฤษฎีที่มีว่าจักรวาลนี้มีขึ้นเพื่อให้มีมนุษย์ (anthropic principle) ฉะนั้นงานวิจัยของสตานิสลาฟ โกรฟ จึงน่าคิด จริงๆ แล้วผู้เขียนเชื่อว่าต้องเป็นเช่นนั้น เช่นเดียวกับการที่ทารกไม่ได้หนุนตักแม่พร้อมๆ กับกินนมแม่ที่ทำให้สูติแพทย์  อย่างน้อยส่วนใหญ่มากๆ ที่เมืองนอก มีความคิดกลับตาลปัตรคือสนับสนุนให้ทารกกินนมแม่ สูติแพทย์บ้านเราก็กำลังกระทำตาม ซึ่งแสดงทางอ้อมได้ว่าจักรวาลมีความมุ่งหมายให้เป็นเช่นนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้เขียนคิดและเชื่อว่าที่ธรรมชาติให้แม่ต้องคลอดลูกน้อยผ่านช่องคลอดของแม่นั้น จะต้องมีจุดหมาย  (purpose) อะไรสักอย่าง และงานวิจัยของสตานิสลาฟ โกรฟ อาจจะบอกเช่นนั้นก็ได้ การวิจัยของโกรฟคือการทำให้ผู้ถูกวิจัยนั้นๆ มีการเปลี่ยนแปลงทางจิต (non-ordinary state of consciousness) โดยแอลเอสดี - ที่ถูกห้ามใช้ไป 10 กว่าปี ขณะนี้ใช้ได้ -  (ที่มีฤทธิ์คล้ายกัญชา คือเป็น psychedelic อย่างหนึ่ง)  จากนั้นผู้ถูกวิจัย (สตรี) จะมีอาการเหมือนการตั้งครรภ์ในระยะต่างๆ (basic perinatal matrix - BPM)  โกรฟจะแบ่งเป็น 4 ระยะ (BPM I ถึง IV) ระยะต่างๆ อาจสรุปได้ดังนี้ หนึ่ง เหมือนล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรจักรวาลมีเกราะป้องกันอย่างดี สอง หรือถูกขังไว้ไม่มีทางออก สาม แสงสว่าง (cervix เปิด)  จึงเสี่ยงและต่อสู้กับการเกิดหรือตาย (birth-death struggle) สี่ คลอด หรือพูดง่ายๆ คือ อีโก้อหังการธรรมดา (self) “กูใหญ่” - ชีววิทยาธรรมดา - โอกาสรอดพอมีจึงต้องต่อสู้ - รอดตาย (ส่วนใหญ่) หรือตาย (ส่วนน้อย) จึงรู้ทุกข์ของการต่อสู้จึงแสวงหามรรค (transcendence) ผู้ที่ไม่ผ่านช่องคลอดของแม่-ไร้ซึ่งประสบการณ์นี้ หรืออีกนัยหนึ่ง จะไร้สิ้นซึ่งการแสวงหาและความเข้าใจในจิตวิญญาณ (spirituality)  นั่นคือที่โกรฟคิด และผู้เขียนก็เชื่ออย่างนั้นคือ เชื่อว่าธรรมชาติหรือจักรวาลหรือจิตไร้สำนึกเดิมมีจุดมุ่งหมาย และมนุษย์ก็มีทางเลือก (choices) ทางเลือกคือคลื่นแห่งความเป็นไปได้ของควอนตัมฟิสิกส์นั่นเอง.

http://www.thaipost.net/sunday/211110/30405


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

ออฟไลน์ แก้วจ๋าหน้าร้อน

  • สิ่งใดคือธรรมะ สิ่งนั้นย่อมดีแล้วสูงสุด
  • ทีมงานกวาดลานดิน
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • กระทู้: 6499
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: th
  • พลังกัลยาณมิตร 1737
  • ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครอง
    • kaewjanaron
    • facehot
  • Awards ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • Firefox 3.6.8 Firefox 3.6.8
    • ดูรายละเอียด
    • ใต้ร่มธรรม
    • Awards
 :45: ขอบคุณครับพี่มด
การโพสภาพโดยใช้เว็บฝากไฟล์ภาพ imageshack.us/ (เว็บกบ)
การปรับแต่งห้องสมาชิกไร้ขีดจำกัด Ultimate Profile + ห้องเพลงส่วนตัว
การตั้งกระทู้และการโพสกระทู้ในเว็บใต้ร่มธรรมครับ
การแก้ไข้ข้อมูล ชื่อ ระหัส ส่วนตัวของสมาชิกใต้ร่มธรรมครับ
การใส่รูปประจำตัวเรา Avatar รวมทั้งลายเซ็นต์ ในกระทู้หรือโพสของเราครับ
เพิ่มไอคอน ทวิสเตอร์ เฟชบุ๊ค ยูทูบ ในโปรโปรไฟล์ของเรา
การสร้างอัลบั้มภาพส่วนตัวในห้องสมาชิก Profile Pictures
การเพิ่มเพื่อน กัลยาณมิตรใต้ร่มธรรม ในห้องสมาชิกส่วนตัว
การดูกระทู้ทั้งหมดที่เรายังไม่ได้อ่านครับ
โค้ดสี bb color code ไว้สำหรับโพสกระทู้ครับ
*วิธีเคลียร์แคชในทุกเว็บเบราว์เซอร์ครับ เมื่อคอมอืด*

ห้องประชุมของทีมงาน
~ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครองครับ~

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham