Forum > หลวงปู่มั่น

หลวงปู่มั่นตอบปัญหาพระมหาเถร

(1/1)

ตถตา:
ตอบปัญหาพระมหาเถร

โอกาสว่างๆ ตอนที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่กรุงเทพ  จะมีพระมหาเถระ(ไม่ปรากฏพระนาม)สั่งพระมาอาราธนานิมนต์ท่านไปหาเพื่อสัมโมทนียกถาเฉพาะ  โดยปราศจากผู้คนพระเณรเข้าไปเกี่ยวข้อง
   
พระมหาเถร
   
ท่านชอบอยู่ในป่าในเขา  ไม่ชอบเกี่ยวข้องกังวลกับพระเณรตลอดฆราวาส  เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาท่านไปศึกษากับใคร  จึงจะผ่านปัญหานั้น ๆ ไปได้  แม้ผมเองอยู่ในพระนครที่เต็มไปด้วยนักปราชญ์เจ้าตำหรับตำราพอช่วยปัดเป่าข้อข้องใจได้บางคราวยังเกิดความงงงันอั้นตู้ไปได้  ไม่มีใครสามารถช่วยแก้ให้ตกไปได้  ยิ่งท่านอยู่เฉพาะองค์เดียวเป็นส่วนมากตามที่ทราบเรื่องตลอดมา  เวลาเกิดปัญหาขึ้นมา  ท่านศึกษาปรารภกับใคร  หรือท่านจัดการกับปัญหานั้น ๆ ด้วยวิธีใด  นิมนต์อธิบายให้ผมฟังด้วย
   
หลวงปู่มั่น
   
กราบเรียนด้วยความอาจหาญเต็มที่ไม่มีสะทกสะท้านเลย  เพราะได้ศึกษาจากหลักธรรมชาติอย่างนั้น  จึงกราบเรียนท่านว่าขอประทานโอกาส  เกล้า ฯ ฟังธรรมและศึกษาธรรมอยู่ทั้งกลางวันกลางคืนไม่มีอริยาบถต่าง ๆ นอกจากหลับไปเสียเท่านั้น  พอตื่นขึ้นมาใจกับธรรมก็เข้าสัมผัสกันทันที  ขึ้นชื่อว่าปัญหาแล้วกระผมไม่มีเวลาที่หัวใจจะว่างอยู่เปล่า ๆ เลย  มีแต่การถกเถียงโต้ตอบกันอยู่ทำนองนั้น  ปัญหาเก่าตกไปปัญหาใหม่เกิดขึ้นมา  การถอดถอนกิเลสก็ไปในระยะเดียวกันกับปัญหาแต้ละข้อตกไปปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาก็เท่ากับรบกันกับกิเลสใหม่  ปัญหาทั้งใกล้ทั้งไกล  ทั้งวงกว้างวงแคบทั้งวงในวงนอก  ทั้งลึกทั้งตื้น  ทั้งหยาบทั้งละเอียด  ล้วนเกิดขึ้นและปะทะกันที่หัวใจ  ใจเป็นสถานที่รบข้าศึกทั้งมวล  และเป็นที่ปลดเปลื้องกิเลสทั้งปวง  ในขณะที่ปัญหาแต่ละข้อตกไปที่จะมีเวลาไปคิดว่าเมื่อปัญหาเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเราจะไปศึกษาปรารภกับใครนั้นเกล้าฯ มิได้สนใจคิดให้เสียเวลานิ่งไปกว่าจะตั้งท่าฆ่าฟันห้ำหั่นกันกับปัญหา  ซึ่งเป็นฉากของกิเลสแฝงมาพร้อมให้สะบั้นหั่นแหลกกันลงไปเป็นทอด ๆ และถอดถอนกิเลสออกได้เป็นพัก ๆ เท่านั้น  จึงไม่วิตกกังวลกับหมู่คณะว่าจะมาช่วยแก้ไขปลดเปลื้องกิเลสออกจากใจได้รวดเร็ว  ยิ่งกว่าสติปัญญาที่ผลิตและฝึกซ้อมอยู่ตลอดเวลา  คำว่า  อตฺตา  หิ  อตฺตโน  นาโถ  ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น  เกล้า ฯ ได้ประจักษ์ใจตัวเองขณะปัญหาแต่ละข้อเกิดขึ้น  และสามารถแก้ไขกันลงได้ทันท่วงทีด้วยอุบายวิธีของสติปัญญาที่เกิดกับตนโดยเฉพาะ  มิได้ไปเที่ยวคว้ามาจากตำราหรือคัมภีร์ใดในขณะนั้น  แต่ธรรมคือสติปัญญาในหลักธรรมชาติ  หากผุดออกรับออกรบและแก้ไขกันไปในตัว  และผ่านพ้นไปได้โดยลำดับไม่อับจน  แม้จะมีอยู่บ้างที่เป็นปัญหาลึกลับและสลับซับซ้อนที่จำต้องพิจารณากันอย่างละเอียดลออและกินเวลานานหน่อย  แต่ก็ไม่พ้นกำลังของสติปัญญาที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วไปได้  จำต้องทลายลงในเวลาหนึ่งจนได้  ด้วยเหตุดังที่กราบเรียนมา  เกล้า ฯ จึงมิได้สนใจใผ่ฝันในการอยู่กับหมู่คณะ เพื่ออาศัยเวลาเกิดปัญหาจะได้ช่วยแก้ไขแต่สนใจไยดีต่อการอยู่คนเดียว  ความเป็นผู้เดียวเปลี่ยวกายเปลี่ยวใจเป็นสิ่งที่พอใจแล้วสำหรับเกล้า ฯ ผู้มีวาสนาน้อย  แม้ถึงคราวเป็นคราวตายก็อยู่ง่ายตายสะดวก  ไม่พะรุงพะรังห่วงหน้าห่วงหลัง  สิ้นลมแล้วก็สิ้นเรื่องไปพร้อม ๆ กัน  ต้องขอประทานโทษที่เรียนตามความโง่ของตนจนเกินไป  ไม่มีความแยบคายแสดงออกพอเป็นที่น่าฟังบ้างเลย

พระมหาเถร
   
ฟังท่านกราบเรียนอย่างสนใจและเลื่อมใสในธรรมที่เล่าถวายเป็นอย่างยิ่ง  พร้อมกับอนุโมทนาว่า  เป็นผู้สามารถสมกับชอบอยู่ในป่าในเขาคนเดียวจริง ๆ ธรรมที่แสดงออก  ท่านว่าจะไปเที่ยวค้นดูในคัมภีร์ไม่มีวันเจอ  เพราะธรรมในคัมภีร์กับธรรมที่เกิดจากใจอันเป็นธรรมในหลักธรรมชาติต่างกันอยู่มาก  แม้ธรรมในคัมภีร์ที่จารึกมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าว่าเป็นธรรมบริสุทธิ์  เพราะผู้จารึกเป็นคนจริงคือเป็นผู้บริสุทธิ์เหมือนพระองค์  แต่พอตกมานาน ๆ ผู้จารึกต่อ ๆ มาอาจไม่เป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริงเหมือนรุ่นแรก  ธรรมจึงอาจมีทางลดคุณภาพลงตามส่วนของผู้จารึกพาให้เป็นไป  ฉะนั้น  ธรรมในคัมภีร์กับธรรมที่เกิดขึ้นจากใจอย่างสด ๆ ร้อน ๆ จึงน่าจะต่างกันแม้ธรรมด้วยกัน  ผมหายสงสัยในข้อที่ถามท่านด้วยความโง่ของตนแล้ว
   
แต่ความโง่ชนิดนี้ทำให้เกิดประโยชน์ได้ดี  เพราะถ้าไม่ถามโง่ ๆ ก็จะไม่ได้ฟังอุบายแบบฉลาดแหลมคมจากท่าน  วันนี้ผมจึงเป็นทั้งฝ่ายขายทั้งความโง่และซื้อทั้งความฉลาด  หรือจะเรียกว่าถ่ายความโง่เขลาออกไปไล่ความฉลาดเข้ามาก็ไม่ผิด  ผมยังสงสัยอยู่อีกเป็นบางข้อ  คือที่ว่าพระสาวกท่านทูลลาพระศาสดาออกไปบำเพ็ญอยู่ในที่ต่าง ๆ เวลาเกิดปัญหาขึ้นมาก็กลับมาเฝ้าทูลถาม  เพื่อทรงช่วยชี้แจงปัญหานั้น ๆ จนเป็นที่เข้าใจ  แล้วทูลลาไปบำเพ็ญตามอัธยาศัย  นั้นเป็นปัญหาประเภทใด  พระสาวกจึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง  ต้องมาทูลถามให้พระองค์ทรงช่วยชี้แจงแก้ไข
   
หลวงปู่มั่น
   
เมื่อมีผู้ช่วยให้เกิดผลรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลานาน  นิสัยคนเราที่ชอบหวังพึ่งผู้อื่นย่อมจะต้องดำเนินตามทางลัด  ด้วยความแน่ใจว่าต้องดีกว่าตัวเองพยายามไปโดยลำพัง  นอกจากทางไกลไปมาลำบากจริง ๆ ก็จำต้องตะเกียกตะกายไปด้วยสติปัญญาของตน  แม้จะช้าบ้างก็ทนเอา  เพราะพระพุทธเจ้าผู้ทรงรู้เห็นโดยตลอดทั่วถึงทรงแก้ปัญหาข้อข้องใจ  ย่อมทำให้เกิดความกระจ่างแจ้งชัด  และได้ผลรวดเร็วผิดกับที่แก้ไขโดยลำพังเป็นไหน ๆ ดังนั้น  บรรดาสาวกที่มีปัญหาข้องใจจึงต้องมาทูลถามให้ทรงพระเมตตาแก้ไขเพื่อผ่านไปได้อย่างรวดเร็วสมปรารถนา
   
แม้กระผมเองถ้าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่  และอยู่ในฐานะจะพอไปเฝ้าได้ก็ต้องไป  และทูลถามปัญหาให้สมใจที่หิวกระหายมานาน  ไม่ต้องมาถูไถคืบคลานให้ลำบากและเสียเวลาดังที่เป็นมา  เพราะการวินิจฉัยโดยลำพังตัวเองเป็นการลำบากมาก  แต่ต้องทำเพราะไม่มีที่พึ่งนอกจากตัวต้องเป็นที่พึ่งของตัวดังที่เรียนแล้ว  ความมีครูอาจารย์สั่งสอนดยถูกต้องแม่นยำ  คอยให้อุบายทำให้ผู้ปฏิบัติตามดำเนินไปโดยสะดวกราบรื่นและถึงเร็ว  ผิดกับการดำเนินไปแบบสุ่มเดาโดยลำพังตนเองอยู่มาก  ทั้งนี้เกล้า ฯ เห็นโทษในตัวเกล้า ฯ เองแต่ก็จำเป็นเพราะไม่มีอาจารย์คอยให้อุบายสั่งสอนในสมัยนั้น  ทำไปแบบด้นเดาและล้มลุกคลุกคลาน  ผิดมากกว่าถูก  แต่สำคัญที่ความหมายมั่นปั่นมือเป็นเจตนาที่เด็ดเดี่ยวอาจหาญมาก  ไม่ยอมลดละล่าถอยจึงพอมีทางทำให้สิ่งที่เคยขรุขระมาโดยลำดับค่อย ๆ กลับกลายคลายตัวออกทีละเล็กละน้อยพอให้ความราบรื่นชื่นใจ  ได้มีโอกาสคืบคลานและเดินได้เป็นลำดับมา  พอได้ลืมตาดูโลกดูธรรมได้เต็มใจดังที่เรียนให้ทราบตลอดมา.

   

   (จาก"ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น"  โดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน)

http://agaligohome.fix.gs/index.php?topic=169.0

   

แก้วจ๋าหน้าร้อน:
 :13: อนุโมทนาครับพี่แฮม เว็บชื่อเหมือนเว็บเก่าเราเลย ว่าแต่พี่คนไหนไปตั้งครับ อนุโมทนาด้วยนะครับผม^^

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

Go to full version