Forum > ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น

บทที่ 2 ธรรมเทศนาดุจกระแสเลือด ( โลหิตสูตร )

<< < (2/6) > >>

ฐิตา:


http://www.yimwhan.com/board/show.php?user=modx&topic=47&Cate=8

เชิงอรรถ บทที่ 2 ธรรมเทศนาดุจกระแสเลือด


13* การออกเรือนบวชของพระศากยมุนี เพื่อแสวงหาการออกจากวัฏฏะแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไม่มีสิ้นสุด ใครที่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ก็ต้องทำเช่นเดียวกับพระองค์ เมื่อคราวที่มีการมอบจีวรและบาตรเพื่อสืบทอดทายาททางธรรมของเซ็น ท่านรัง -เจน (Hung-jen) สังฆปรินายกเซ็นองค์ที่ 5 ได้เรียกสาวกของท่านมารวมกัน และบอกว่า “ ไม่มีอะไรสำคัญมากกว่าชีวิตและความตาย แต่แทนที่จะค้นหาทางออกจากทะเลแห่งชีวิตและความตาย พวกท่านกลับใช้เวลาทั้งหมดของพวกท่าน แสวงหาทางแห่งบุญถ้าท่านยังใบ้บอดต่อธรรมชาติของตนเอง บุญจะมีประโยชน์อะไร ? จงใช้ปัญญาของท่าน ธรรมชาติแห่งปัญญามีอยู่แล้วในใจของท่าน ขอให้ทุกท่านจงเขียนโศลกธรรมแก่ฉันคนละหนึ่งโศลก ” สูตรแห่งสังฆปรินายกองค์ที่หก ( บทที่ 2 )

14* คัมภีร์ 12 หมวด สิบสองหมวดของคัมภีร์ที่พุทธศาสนามหายานยอมรับ สิบสองหมวดเหล่านี้ที่ทำการแยกส่วนต่าง ๆ และแยกเป็นหัวข้อ ๆ รวมลงพระสูตร – สุตตะ = ธัมมเทศนาของพระพุทธเจ้า, พระเคยยะ = พระพุทธพจน์ที่ซ้ำ ๆ กัน , คาถา = บทสวดและโศลกธรรม , นิทาน = คำบรรยายทางประวัติศาสตร์ , ชาดก = เรื่องของพระพุทธเจ้าในอดีต , อิติวุตตกะ = เรื่องราวในอดีตของพระสาวก , อัพภูตธรรม = ปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า , อาทาน = นิทานเปรียบเทียบ , อุปเทศ = การสนทนาธรรม , อุทาน = บทธรรมที่แสดงโดยไม่มีการอาราธนา ( คำอุทาน ) เวปุลละ = คำขยายอธิบายพระสูตรและไวยากรณ์ = คำทำนายการบรรลุธรรมหรือพุทธพยากรณ์ * ( *คำสอนทั้งหมดตามคัมภีร์ของหินยาน -เถรวาท เรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ แต่คัมภีร์ของมหายานมี 12 หมวด อาจเรียกเสียใหม่ว่า “ ทวาทสังคสัตถุศาสน์ ” … ผู้แปลไทย )

15* วัฏฏจักรแห่งการเกิดใหม่ ซึ่งผู้มีได้บรรลุพุทธภาวะเท่านั้น จึงจะหลีกหรือพ้นได้

16* ในบทที่ 33 แห่งนิพพานสูตร Good Star กล่าวกันว่าเป็นพระราชกุมารองค์หนึ่งในบรรดาพระราชกุมาร 3 พระองค์ ของพระศากยมุนีและดูเหมือนพระราหุลจะเป็นพี่ชายของท่าน ต่อมาก็ได้บวชเป็นพระ ท่านสามารถอธิบายและสาธยายพระสูตรอันศักดิ์สิทธิ์ได้หมด ตลอดชีวิตของท่าน และเข้าใจว่าตัวเองบรรลุพระนิพพาน ที่จริงท่านเข้าถึงเพียงฌานที่ 4 อันเป็นรูปฌานและด้วยอำนาจแห่งกรรมนั้น ท่านกลับไปเกิดในนรกแห่งวัฏฏะ อันหาเบื้องต้นและที่สุดไม่ได้

17* Surtras คือ พระสูตรอันเป็นพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า Shastras คือพระสูตรของพระมหาสาวก เช่นของพระสารีบุตร ( เถระคาถา ) เป็นต้น

(〃ˆ ∇ ˆ〃):
อนุโมทนาสาธุค่ะ ^^

แก้วจ๋าหน้าร้อน:
 :13: อนุโมทนาครับพี่แป๋ม

ฐิตา:



การจะค้นพบพระพุทธเจ้า สิ่งที่ท่านต้องทำก่อนคือ
การค้นตนเองให้พบ
เพราะ ธรรมชาติของตนเอง นั่นแหละคือพุทธะ
พบพุทธะภาวะซึ่งเป็นภาวะที่อิสระ
คืออิสระจากพิธีกรรม อิสระจากอุบายต่าง ๆ
และอิสระจากการปรุงแต่งวิตกกังวล

ถ้าท่านยังไม่เห็นตนเอง ย่อมวนเวียนแส่ส่ายหาแต่สิ่งภายนอกตัวเรื่อยไป
เพราะสัจจธรรมมีอยู่แล้วในคนทุกคนไม่มีความจำเป็นต้องค้นหาอีก
แต่การเข้าถึงปัญญาเช่นนั้นได้ ท่านจำเป็นต้องใช้ความเพียรพยายาม
เพื่อทำให้ตนเองเข้าใจตนเอง ( ทำความเข้าใจในตนเองได้ )

ชีวิตและความตายเป็นสิ่งสำคัญ
อย่าทำตนเองให้เป็นทุกข์กับสิ่งที่ไร้สาระ
การหลอกลวงตนเอง
ไม่ได้ทำให้ท่านก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมได้เลย
แม้ท่านจะมีเพชรเม็ดโตเท่าภูเขา
และมีบริวารมากเท่ากับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาก็ตาม



เมื่อท่านเห็นความจริงเหล่านี้ ดวงตาของท่านก็สว่างไสว
แต่ดวงตาของท่านปิดเพราะอะไร และปิดตั้งแต่เมื่อไหร่
ท่านต้องรู้และเข้าใจให้แจ่มแจ้ง
เพราะทุกสิ่งที่ท่านเห็นมันเป็นเสมือนความฝัน หรือภาพลวงตา

ถ้าท่านไม่รีบพบครูโดยเร็ว ท่านก็จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้สาระประโยชน์
ความจริงก็คือว่า ท่านมีพุทธภาวะอยู่แล้ว
แต่เพราะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากครู ( กัลยาณมิตร )
ท่านจึงไม่รู้จักพุทธภาวะนั้น
แต่ก็มีเพียงหนึ่งในล้านคนที่จะบรรลุธรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยครู

ฐิตา:



ถ้าเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าหมายถึงอะไร
เข้าใจความปรุงแต่งของสังขารทั้งหลาย ( ขันธ์ห้า )
บุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องมีครู
เพราะคนเช่นนั้นมีสติสัมปชัญญะสูงมาแต่กำเนิด
ใครจะสอนสิ่งใดเขาก็เข้าใจได้ทันที
สำหรับท่านที่สร้างสมบารมีมามาก
ศึกษาปฏิบัติมาด้วยความยากลำบาก
ท่านเหล่านี้เพียงอาศัยการสอนเท่านั้นก็เข้าใจได้

คนที่ไม่เข้าใจธรรมะถ่องแท้ และคิดว่าตนเองเข้าใจ
โดยปราศจากการศึกษาและปฏิบัติ (อย่างถูกต้อง)
คนเช่นนั้นก็ไม่แตกต่างไปจากคนหลงทาง
หลงตนเองไม่สามารถจะแยกขาวต่างจากดำได้18*
ย่อมประกาศพุทธธรรมอย่างผิด ๆ เช่นนั้นย่อมชื่อว่า
กล่าวตู่หรือดูหมิ่นพระพุทธเจ้า และชื่อว่าเป็นผู้ลบล้างพระธรรม

เขาแสดงธรรมเสมือนว่าเขากำลังทำฝนให้ตก
แต่ที่จริงคนเช่นนั้นกำลังแสดงธรรมของมาร
ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ครูของพวกเขาก็คือพญามาร19*
และสาวกของเขาก็คือบริวารของพญามาร
คนที่หลงงมงายทำตามคำสอนเช่นนั้น
ย่อมจมลงในทะเลแห่งการเวียนว่ายตายเกิดลึกลงไปเรื่อย ๆ

ศาสนิกจะสามารถเรียกตนเองว่าเป็นพุทธศาสนิกได้อย่างไร
หากพวกเขาเป็นคนโกหกหรือมุสา
ซึ่งหลอกลวงผู้อื่นให้ก้าวไปสู่ภพภูมิแห่งมาร ( อบายภูมิ )
นอกจากคนที่เห็นตนเองแล้ว
การแสดงธรรมของคนผู้ที่เรียนแต่พระไตรปิฎกได้ถึง 12 หมวด
ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรนอกจากเป็นการแสดงธรรมของมาร

 


18* หลักฐานยืนยันที่มาของศาสนาพุทธ เหมือนกับศาสนาขงจื้อหรือลัทธิเต๋า ซึ่งได้กล่าวไว้ ในข้อเขียนของท่านฮุย – หลิน ( Hui – Lin ) ที่เขียนเป็นเรื่องราวถึง 435 เรื่อง ซึ่งเขาเรียกว่า ความจริงเสมอกันของลัทธิขงจื้อและพุทธศาสนา ในข้อเขียนเหล่านี้ เขาได้ปฏิเสธถึงการให้ผลของกรรม หลังจากการตายแล้วด้วย

19* ปีศาจ ชาวพุทธก็เหมือนกับศาสนิกของศาสนาอื่น ๆ คือ รู้จักแยกแยะเป้าหมาย ( จุดประสงค์ ) ของตน คือการหลีกเลี่ยงที่จะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง มารซึ่งเป็นผู้นำกองทัพปีศาจอันมหาศาล ซึ่งถูกพระพุทธเจ้าทรงปราบปรามให้พ่ายแพ้ ในคืนวันตรัสรู้ของพระองค์เอง

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

ตอบ

Go to full version