ผู้เขียน หัวข้อ: Untitled  (อ่าน 856 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ 時々होशདང一རພຊຍ๛

  • ต้นไม้ใหญ่ยืนหยัดมั่นคงดั่งภูผา
  • ****
  • กระทู้: 987
  • กิจกรรม:
    0.8%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1114
  • แสงทองส่องฟ้าคือชีวิต
  • Awards ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก
  • OS:
  • Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
  • Browser:
  • Chrome 81.0.4044.129 Chrome 81.0.4044.129
    • ดูรายละเอียด
    • Awards
Untitled
« เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2020, 12:24:27 PM »
DSCF_0000009300000214 by dimsam dimsam, on Flickr


IMG_0000001420131011
by dimsam dimsam, on Flickr

IMG_0000000000901130042 by dimsam dimsam, on Flickr



2 คลิปเรื่องจริงในกะลาแลนด์



หลักของการรักษาศีลพรหมจรรย์ในการละจากกามคุณหรือศีลข้อกาเมนั้นเป็นศีลข้อที่องค์พระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติขึ้นโดยมิได้มีความเกี่ยวข้องกับการบัญญัติศีลเจพรตของพระมหาโพธิสัตว์แต่อย่างใดเพราะฉะนั้นผู้ที่ถือศีลเจพรตจงทำความเข้าใจให้ถูกต้องไว้ด้วยว่าการถือศีลเจพรตมิได้มีการบัญญัติหรือบังคับให้รักษาศีลข้อพรหมจรรย์ควบคู่กันไปแต่อย่างใดหากผู้ใดมีความศรัทธาประพฤติปฏิบัติในการถือศีลเจพรตเพื่อการละจากการกินเนื้อสัตว์ควบคู่กันไปกับการถือศีลข้อกาเมของพระพุทธองค์ที่เป็นการเพิ่มเติมจากข้อบัญญัติของพระมหาโพธิสัตว์ก็จะบังเกิดเป็นมหากุศลต่อผู้นั้นเองที่มีจิตใจเป็นกุศลในการสมาทานศีลของพระพุทธองค์เพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่งเพราะพระมหาโพธิสัตว์ผู้อธิษฐานจิตอยู่คู่โลกเพียงแต่บัญญัติศีลข้อไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเท่านั้นเองดังนั้นการถือศีลเจพรตนั้นสมควรที่จะต้องมีการพิจารณาแยกแยะให้ถูกต้องเป็น 2 กรณีเสียก่อน คือ 

๑)  การถือศีลเจพรตในด้านการไม่เบียดเบียนสัตว์โดยเฉพาะ

๒) การถือศีลข้อกาเมของพระพุทธองค์ คือเรื่องการละจากกามคุณอีกข้อหนึ่ง เป็นการเพิ่มเติมและควบคู่ไปกับศีลเจพรตเป็นกรณีที่สอง

เพราะฉะนั้นก่อนที่จะสมาทานศีลเจพรตก็ควรจะต้องพิจารณาและไตร่ตรองให้ถ่องแท้เสียก่อนว่าเรามีความพร้อมด้วย กาย วาจา ใจที่จะละจากเนื้อสัตว์โดยการไม่เบียดเบียนสัตว์เพียงอย่างเดียว หรือพร้อมที่จะละจากกามคุณควบคู่ไปด้วยไม่ว่าจะเป็นสามีหรือภรรยาของตนอย่างถูกต้องก็ตามในระหว่างช่วงระยะเวลาสมาทานศีลเป็นครั้งคราวเพื่อได้รับอานิสงส์ของการสมาทานศีลเพิ่มขึ้น

โดยทั่วไปนั้น ผู้ที่อยู่ในพุทธศาสนามักจะประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีล๕ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันเป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้ที่สมาทานศีลเจพรตเพื่อการประพฤติปฏิบัติธรรมและต้องการรักษาศีลในด้านของการไม่เบียดเบียนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ได้อย่างแท้จริงนั้น สมควรที่จะต้องมีการรักษา ศีล ๕  ของพระพุทธองค์ รวมกับ ศีล ๔ ของพระมหาโพธิสัตว์ เรียกว่า ศีล ๙ ซึ่งประกอบด้วยศีลดังต่อไปนี้ คือ

(๑)  การรู้จักคุณค่าและรักษาสิ่งมีชีวิตทั้งปวงโดยละจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

(๒) ไม่พึงปรารถนาในทรัพย์สินที่มิใช่ของตนโดยละจากการลักทรัพย์

(๓)  ไม่หมกมุ่นในกามคุณ หรือความใคร่ทั้งปวงโดยละจากการผิดลูกเมีย หรือคู่ชีวิตผู้อื่น

(๔)  มีสัจจะและรักษาความจริงโดยละจากการพูดเท็จหรือพูดเหลวไหล

(๕)   รู้จักรักษาสติ และควบคุมอารมณ์ของตนเอง โดยละจากการเสพติดของมึนเมาสิ่งมอมเมาหรือสิ่งที่จะเป็นเหตุให้ขาดสติทั้งปวง 

(๖)  ไม่เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่นโดยการไม่บริโภคสิ่งที่มีชีวิต เลือดเนื้อ หรือวิญญาณ

(๗)   มีเมตตาธรรม โดยการให้ความช่วยเหลือต่อเหล่ามนุษย์สัตว์ และสิ่งมีชีวิตวิญญาณทั้งหลาย 

(๘) มีความยินดีต่อการกระทำดี โดยร่วมอนุโมทนา หรือช่วยเหลือกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อสรรพ สัตว์ทั้งหลาย

(๙)มีการวางเฉยในทุกข์หรือสิ่งทั้งปวงที่เบียดเบียนและไม่สนับสนุนการเบียดเบียนด้วยการให้อภัยและไม่โต้ตอบโดยการไม่ยินดี

ตามหลัก ศีลเจพรต ของพระมหาโพธิสัตว์นั้น 

คำว่า เจ หมายถึงการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน 

คำว่าเบียดเบียน คือการกระทำต่อผู้อื่นในด้านจิตวิญญาณ หรือเป็นการเข่นฆ่าเพื่อนำร่างกายมาเป็นอาหารหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ และก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อสัตว์ทั้งหลายซึ่งหมายถึงผู้ที่มีจิตวิญญาณ มีความผูกพัน และมีความรักตัวกลัวตายเช่นกัน   

จุดเริ่มต้นของพระมหาโพธิสัตว์ที่อธิษฐานจิตอยู่คู่โลกคือการสอนให้มนุษย์ไม่เบียดเบียนผู้ที่อ่อนแอกว่าโดยการไม่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารแต่ให้รู้ถึงบาป บุญคุณโทษ ที่เอาเนื้อเขามากินเพื่อบำรุงบำเรอความสุขของตน โดยที่มนุษย์ทั้งหลายตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาเองว่า หากมนุษย์เราขาดเนื้อสัตว์แล้วร่างกายจะเจริญเติบโตไปไม่ได้ แต่ครั้งดึกดำบรรพ์มานั้นมนุษย์เราทุกผู้ทุกนามก็อยู่กันมาแบบสัตว์ด้วยกันทุกผู้ จนเกิดการพัฒนามาถึงขั้นที่เรียกตัวเองว่า สัตว์ประเสริฐ และเรียก สรรพสัตว์ ทั้งหลายว่า สัตว์เดรัจฉาน

ในความจริงแล้วเราก็เป็นสัตว์โลกด้วยกันทั้งสิ้น แต่มนุษย์เรามีการพัฒนาตัวเองให้สูงขึ้นกว่าสัตว์ทั้งหลาย  คือมีมันสมองเพื่อนำมาใช้ในทางที่ถูกที่ควรก็ดี เพื่อการยังชีพอยู่ก็ดี หรือแม้แต่เพื่อการข่มเหงรังแกผู้อื่น และเป็นปัญหาต่างๆขึ้นมาจนกลายเป็นที่ยอมรับกันว่าสัตว์ประเสริฐสามารถรังแกสัตว์เดรัจฉานที่มีสติปัญญาด้อยกว่า หรือมีกำลังน้อยกว่า  หรือในบางโอกาสสัตว์เดรัจฉานอาจจะมีกำลังมากกว่าแต่ก็ย่อมแพ้ภัยต่อผู้มีปัญญาเหนือกว่าฉันใดฉันนั้นพระมหาโพธิสัตว์ได้บัญญัติว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ที่มีความอ่อนแอด้วยสติปัญญาก็ดี หรือด้วยกำลังก็ดี มนุษย์เราจึงควรจะ มีเมตตาจิตไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเนื้อสัตว์มาบริโภคเป็นอาหารเพราะเนื้อสัตว์แต่ละชิ้นก็เปรียบเสมือนเนื้อมนุษย์แต่ละชิ้นเช่นเดียวกันจงลองพิจารณาดูว่าหากเราเสียขาไปข้างหนึ่งเราจะมีความเสียดายอาลัยอาวรณ์หรือไม่ เพราะขาข้างนั้นก็มีเนื้อของเราติดอยู่ เช่นกัน

หากมนุษย์เราเข้าใจถึงการเปรียบเทียบนี้ เราก็จะสามารถมองเห็นทุกข์ของตัวเองว่าการเบียดเบียนผู้อื่นผู้นั้นย่อมมีทุกข์เราเบียดเบียนเขาจิตของเราก็ย่อมมีทุกข์ แต่หากเราละจากการเบียดเบียนได้ จิตของเราก็จะผ่องใส ไม่มัวหมอง ไม่ติดอยู่ในกิเลสของการเข่นฆ่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันอันจะเป็นอานิสงส์บารมีเกิดขึ้นที่จิเพราะหากจิตของเราสะอาด คือไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือไม่เบียดเบียนตนเอง จิตของเราก็มิต้องไปกังวลถึงบาปบุญคุณ โทษก็ย่อมที่จะได้ประโยชน์ได้บุญกุศลกับผู้อื่นและกับตนเองอย่างแน่นอน

ส่วนผู้ที่ยังติดรสการบริโภคเนื้อสัตว์ คือยังต้องการที่จะกินเนื้อสัตว์อยู่นั้นอาจมีจิตที่เข้าข้างตัวเองและค้านขึ้นมาว่ากินเข้าไปแล้วก็ไม่เห็นมีโทษอะไร เวลากินก็อร่อย แล้วจะไปเกิดความสังเวชตามที่กล่าวมานี้ได้อย่างไรนี่คือจิตของผู้ที่มิได้มีการพิจารณาถึงบาป บุญคุณโทษ และมัวแต่คำนึงถึงความต้องการในรสอร่อยที่ตนพอใจแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ยอมรับรู้ในความทุกข์ของผู้อื่นซึ่งจิตของผู้ที่มิได้มีการประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นกลางหรือขั้นสูงจะมีลักษณะเช่นนี้ เพราะผู้ที่มีจิตขั้นกลางจะเกิดความสังเวชต่อเนื้อสัตว์ที่ตนกินเข้าไปและบางโอกาสก็มีความเพิกเฉยนั่นก็คือ ไม่เห็นถึงความเอร็ดอร่อยของเนื้อสัตว์ที่จะบำรุงบำเรอกระเพาะและลิ้นของตนเองสำหรับผู้ที่มีจิตขั้นสูงนั้นจะไม่บริโภคเนื้อสัตว์เลย  เพราะว่าสามารถตระหนักถึงบาปบุญคุณโทษ ของการบริโภคเนื้อสัตว์ได้ดีเปรียบเสมือนกับคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่เปรียบมนุษย์เป็นบัว๔เหล่านั่นเองเหล่าบัวที่กำลังจะพ้นจากน้ำก็ย่อมเล็งเห็นโทษของการเบียดเบียนสัตว์แต่ผู้ที่ยังอยู่ในโคลนตมก็ย่อมจะเห็นพระธรรมคำสั่งสอนเป็นเรื่องตลกขบขันว่านรกสวรรค์ไม่มีจริง เห็นเพียงแต่ว่ามนุษย์เราเกิดขึ้นแล้วก็สูญไปเท่านั้นเอง  

ฉะนั้นหากเราไม่เห็นว่าเนื้อของสัตว์เป็นสิ่งที่น่าเอร็ดอร่อยจิตของเราก็ย่อมจะสูงขึ้น เปรียบดังดอกบัวที่กำลังจะพ้นน้ำ และหากเรามีสติปัญญาหมั่นเพียรศึกษาประพฤติปฏิบัติในคำสอนของพระพุทธองค์ จิตของเราก็ย่อมจะสูงขึ้นถึงขีดสุด และย่อมที่จะมีโอกาสหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้อย่างแน่นอน

สัตว์ทั้งหลายมีชีวิต มีวิญญาณ มีจิตสร้างความผูกพัน  ดังนั้นการเบียดเบียนสัตว์เหล่านั้นโดยการพรากชีวิตเพื่อนำมาเป็นอาหารก็เท่ากับเป็นการสะสมซากสัตว์ไว้ในร่างกาย   สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ กรรม และ ผลของกรรม ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นมวลกิเลสอย่างมหาศาล   สัตว์ต่างๆ ทั้งน้อยใหญ่ย่อมเดือดร้อนเมื่อต้องถูกพลีชีวิตเป็นอาหารให้ “มนุษย์” ผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น สัตว์อันประเสริฐผู้มีปัญญา ที่ได้กระทำการ เบียดเบียน ทำร้ายร่างกายและชีวิตสัตว์ที่มีความด้อยกว่าในทุก ๆ ด้าน 

พระมหาโพธิสัตว์ ได้ทรงเล็งเห็นว่า พืช ผัก ถั่ว งา และผลไม้ต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมายหลายชนิด ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายที่จะทำให้มีชีวิตดำรงอยู่สืบต่อไปได้เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์ คือสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารเพื่อประทังความหิวและการอยู่รอดและสามารถประกอบภารกิจในชีวิตประจำวันได้โดยที่ไม่ต้องมีการเบียดเบียนสรรพสัตว์ทั้งหลาย 

พระองค์จึงได้อธิษฐานจิตเป็นพระโพธิสัตว์อยู่คู่โลกเพื่อช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ตกทุกข์ได้ยากและได้ทรงบัญญัติศีลการไม่เบียดเบียนให้กับผู้ที่เห็นคุณค่าในการประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในพระพุทธศาสนา  อันได้แก่ผู้ที่มีจิตเป็นกุศล มีสติที่จะควบคุมตัวเองให้ละจากการเบียดเบียนเนื้อสัตว์เพื่อให้มนุษย์เราทั้งหลายมีจิตใจที่จะ ละจากความเหี้ยมโหด ละจากกิเลส  คือ ไม่มีจิตใจที่เหี้ยมโหดจนเกินไปในการที่จะนำสัตว์ทั้งหลายมาเป็นอาหาร ซึ่งเท่ากับไม่สร้างศัตรูในภักษาหาร  เพื่อเป็นการเตือนใจให้ใช้สติปัญญาพิจารณาว่ามีสิ่งใดที่เราควรละจากกิเลสไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน 

ฉะนั้น จงระลึกอยู่เสมอว่า สัตว์ก็มีชีวิตจิตใจ มีอายุขัย มีพ่อแม่พี่น้องรู้จักเศร้าโศกและรักตัวกลัวตายเหมือนกับมนุษย์เราเช่นกัน คือ รู้จักดีใจและเสียใจเว้นแต่เพียงว่าสัตว์ทั้งหลายมีสติปัญญาน้อยและมีความโง่เขลากว่าอีกทั้งยังสื่อภาษากับมนุษย์ไม่ได้  เพราะฉะนั้น การที่ ไม่ฆ่าสัตว์ และ ไม่เบียดเบียนสัตว์  จึงเป็นมหากุศล อย่างหนึ่งต่อตัวเรา

พระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นในโลกทุก ๆ พระองค์ ก็ล้วนแล้วแต่มีเมตตาจิตที่เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม แม้แต่องค์พระสิทธัตถะที่ได้บรรลุเป็นองค์พระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่อุบัติขึ้นในชมพูทวีปผู้ค้นพบธรรมชาติ และผู้กำหนดให้พระพุทธศาสนาในปัจจุบันมีกำหนดอายุขัยถึง ๕,๐๐๐ ปีและบัญญัติให้พระสมมุติสงฆ์ในพุทธศาสนามีวินัย๒๒๗ข้อ หรือฆราวาสมีศีล ๕   ศีล ๘   ศีล ๑๐  หรือแม้แต่ผู้ที่ถือศีลประจำใจเพียง ๓ข้อก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นข้อบ่งชัดว่า พระพุทธองค์ทรงมีพระเมตตาต่อสัตว์โลกอย่างเปี่ยมล้น และเห็นคุณค่าของศีลการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ดังจะเห็นได้จาก ศีลข้อแรกที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติขึ้นในพระพุทธศาสนา คือ การไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน นั่นเอง  

ในความเป็นจริงแล้ว องค์พระสิทธัตถะ และแม้เหล่าเชื้อสายราชวงศ์ในตระกูลของพระองค์ก็มิมีการเบียดเบียนเนื้อสัตว์ เพราะพระองค์ได้ทรงตระหนักถึงอานิสงส์ของการละเว้นจากการบริโภคเนื้อสัตว์ว่า เป็นกุศลสูง อย่างหนึ่ง ที่สามารถตัดรอนมิให้ เจ้ากรรมนายเวร มาจองล้างจองผลาญซึ่งกันและกัน และสามารถพ้นจาก กฎแห่งกรรม ได้ง่ายกว่า  ผู้หลุดพ้นหรือผู้รู้แจ้งเห็นจริงทั้งหลายสามารถยืนยันได้ว่าตลอดชีวิตของพระพุทธองค์ในชาติสุดท้ายพระพุทธองค์มิเคยเสวยเนื้อสัตว์หรือเบียดเบียนเนื้อสัตว์ทั้งสิ้นเพราะพระองค์เป็นผู้เปี่ยมล้นด้วยบุญญาบารมีและบุญญาธิการที่กำลังจะเป็นบัวพ้นน้ำและได้บรรลุเป็นองค์พระศาสดาตามที่อธิษฐานจิตไว้จนบังเกิด พระรัตนตรัย หรือ พระพุทธ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ ขึ้นในโลก

ศีล เจ พรตของพระมหาโพธิสัตว์ ในการไม่เบียดเบียนสัตว์นี้ จึงเป็นศีลที่เหล่ามวลชนมนุษย์ทั้งหลายยอมรับว่าเป็นศีลที่มีคุณธรรมสูง และมีความดีเด่นสืบทอดมากับมนุษย์ทุกชนทุกเผ่าเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้วจนในปัจจุบันนี้ก็เป็นศีลข้อหนึ่งที่มนุษย์เราทั้งหลายมีความศรัทธากันมากและยอมรับปฏิบัติสืบทอดมาจากบรรพบุรุษเพราะฉะนั้นหากมนุษย์เราทั้งหลายได้มีการละจากการเบียดเบียนเนื้อสัตว์แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆก็ยังดีกว่ามิได้กระทำเลยเพราะจะเกิดเป็นบารมีบุญกุศลต่อตนเองเพื่อสั่งสมเป็นทุนรอนต่อไปในภพหน้าฉะนั้นจงพิจารณาดูกันเถิดว่าศีลเจพรตนี้มีประโยชน์ต่อมนุษย์เราและสัตว์ทั้งหลายเพียงใดเรามักจะได้ยินคำถามอยู่เสมอว่าการบริโภคนม-เนย-ไข่ เป็นการผิดต่อข้อบัญญัติของศีลเจพรตหรือไม่ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วขอให้ทุกคนทำความเข้าใจว่าถึงแม้การบริโภคในลักษณะนี้จะมิได้เป็นการเบียดเบียนเนื้อสัตว์โดยตรงก็ตามแต่ควรจะต้องตระหนักว่านมเป็นสิ่งที่กลั่นมาจากเลือดในอก ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติถือว่าเป็นเลือดที่กลั่นมาจากทรวงอก และถูก นำมาเลี้ยงทารกให้เจริญเติบโตมาทุกยุคทุกสมัยจนถึงปัจจุบันนี้ และแม้แต่ เนยก็ยังทำขึ้นจากนมและไขสัตว์ คือ ส่วนหนึ่งที่นำมาจากร่างกายของสัตว์นั้นเอง 

สำหรับ ไข่นั้นถ้าจะเปรียบกับทางมนุษย์ก็เสมือนลูกในอุทร เพราะถือกำเนิดมาจากสายเลือดของผู้ที่เป็นพ่อและแม่เป็นการสืบทอดวงศ์ตระกูล และเป็นสื่อสัมพันธ์ของความรักในครอบครัวก็ย่อมที่จะมีความผูกผันอย่างลึกซึ้งในด้านจิตใจรวมถึงการดูแลเอาใจใส่และการทะนุถนอมอย่างหวงแหนเพราะผู้เป็นพ่อแม่นั้นย่อมมีความรักใคร่ต่อผู้เป็นลูกของตนเปรียบดังดวงใจทีเดียว 

เพราะฉะนั้น จงใช้ปัญญาพิจารณาตรองดูเถิดว่าการที่ เรานำสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายสัตว์หรือสิ่งที่มีความผูกพันกันอยู่มาบริโภคเป็นอาหารนั้นจะเป็นการเบียดเบียนหรือไม่ ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้ว จะถือว่าไม่เป็นการเบียดเบียนไม่ได้แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นการเบียดเบียนมากหรือน้อยเพียงใด ยกตัวอย่างเช่นการบริโภคไข่ที่มีการผสมพันธุ์จากสัตว์ตัวผู้และตัวเมียหรือการบริโภคไข่ชนิดที่เรียกว่าไข่ลมตามการพัฒนาด้านหลักวิชาของการเกษตรซึ่งจะต้องนำมาแยกแยะในการพิจารณาให้ถูกต้องเสียก่อน

พระมหาโพธิสัตว์ได้มีข้อกำหนดถึงการเบียดเบียนในลักษณะเช่นนี้ว่า ให้มี ข้อยกเว้น อยู่บ้างเหมือนกัน  คือให้ถือว่าเป็นการบริโภคตามกาละเทศะหรือตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นๆถ้าหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนำเอานมที่กลั่นมาจากเลือดในอกหรือไขของโค และไข่เป็ด ไข่ไก่ หรือไข่อื่นๆ มาบริโภคเป็นอาหาร  ก็ให้บริโภคแต่พอสมควรในขอบเขตที่พึงกระทำ  

ทั้งนี้และทั้งนั้น ถ้าหากเราละจากการบริโภคได้ก็จะเป็นกุศลต่อตัวเราที่ละจากการเบียดเบียนสัตว์ในลักษณะเช่นนี้แต่ถ้าในกรณีที่จำเป็นต้องบริโภคก็ให้ถือว่าเป็นการกระทำเพียงกลางๆ คือมิถึงกับผิดศีลเจพรตที่เบียดเบียนเนื้อสัตว์เลยทีเดียวแต่ความบริสุทธิ์หมดจดในการสมาทานศีลเจพรตนั้นย่อมลดน้อยลง ตามส่วนของการบริโภค

ในการรักษาศีลของพระมหาโพธิสัตว์ที่นอกเหนือไปจากการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ซึ่งจะเป็นเครื่องส่งผลให้ผู้ประพฤติปฏิบัติมีจิตใจเมตตาและบังเกิดความสงบเยือกเย็นด้วยแล้ว ยังมีหลักของการประพฤติปฏิบัติธรรมโดยการทำสมาธิเพื่อให้จิตมีพลังสมาธิที่แน่วแน่และบังเกิดความสงบ มีความผ่องใส ซึ่งเป็น การทำสมาธิที่มีมาก่อนครั้งพุทธกาลตามแนวทางของพระมหาโพธิสัตว์ โดยการ กำหนดเดินลมปราณ ๓ ขั้นตอน  คือ

การเดินลมปราณขั้น ๑ ตั้ง จุดเริ่มต้นอยู่ที่กลางทรวงอก หรือ จุดศูนย์รวมของจิต กำหนดเดินลมปราณลงมาที่สะดือ  เดินลมปราณกลับขึ้นไปที่กลางทรวงอกและเดินลมปราณกลับสู่สะดืออีกครั้งหนึ่งจึงค่อยเดินลมปราณขึ้นไปถึงจุดกึ่งกลางหน้าผากแล้วเดินลมปราณกลับลงมาที่กลางทรวงอก ( คือจุดเริ่มต้น ) นับเป็น ๑ รอการเดินลมปราณขั้น ๒  ตั้งจุดเริ่มต้นอยู่ที่สะดือ  กำหนดลมปราณขึ้นมาถึง กลางทรวงอก  และเดินลมปราณกลับสู่ สะดือ อีกครั้งหนึ่ง  จึงค่อยเดินลมปราณขึ้นไปถึงจุดระหว่างดวงตาทั้งสอง( อย่าให้เลยจากคิ้วขึ้นไปเพราะอาจจะทำให้ปวดศีรษะได้) แล้วเดินลมปราณกลับมาที่สะดือ คือ จุดเริ่มต้น นับเป็น ๑ รอบ   การเดินลมปราณขั้น ๓ ตั้งจุดเริ่มต้นอยู่ที่กลางทรวงอก กำหนดเดินลมปราณลงมาถึง สะดือ และเดินลมปราณขึ้นไปถึง จุดกลางหน้าผาก เดินลมปราณกลับลงมา กลางทรวงอก และเดินลมปราณกลับขึ้นไปถึงจุดกลางหน้าผากอีกครั้งหนึ่งจึงค่อยเดินลมปราณกลับลงสู่ทรวงอก ( คือจุดเริ่มต้น )นับเป็น ๑ รอบ

ผู้ใดได้เข้าสู่การปฏิบัติใน ๓ ขั้นตอนนี้ด้วยความสม่ำเสมอ มีการผสมผสานขั้นตอนแต่ละขั้นของทั้ง ๓ ขั้นตอน เมื่อรวมกันได้ด้วยความสมดุล เกิดความชำนิชำนาญแล้ว  ก็จะ เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาและสามารถแยกกายที่ทุกข์ทรมานกับใจที่สับสน หรือตัวจิตที่สับสนวุ่นวายให้แยกออกจากกันได้ เมื่อปฏิบัติได้ถึงขั้นนั้นแล้วกายกับจิตจะเกิดการแยกการทำงานกันคนละหน้าที่ หรือเรียกว่ากายและจิตต่างรู้หน้าที่ของตัวเอง ซึ่งเป็นจุดที่จะ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ธาตุอากาศ และ ธาตุรู้ นั่นเอง

ธาตุอากาศและธาตุรู้จะเป็นมรรคเป็นผลที่บังเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติกับผู้ที่ประพฤติปฏิบัติในการกำหนดเดินลมปราณ๓ ขั้นตอน เพราะว่าผู้ที่มีความพร้อมมูลด้วยเมตตาจิตใจย่อมไม่เกิดโทสะ หรือ ความโกรธ หรือเกิด ธาตุไฟ ได้ง่าย  แต่จะเป็น จิตที่มีความสงบเปรียบประดุจอากาศที่นิ่งและมีขอบเขตอย่างไม่รู้ประมาณ และจะเกิด ตัวรู้ อย่างไม่รู้ประมาณเช่นเดียวกัน

ธาตุอากาศเหมือนกับความว่างเปล่า   ซึ่งแท้ที่จริงมิใช่ความว่างเปล่าแต่มิสามารถเปรียบเทียบเป็นอย่างอื่นได้จึงเรียกว่าธาตุอากาศ

ธาตุรู้ก็เป็นกรณีเดียวกันเพราะตัวรู้นั้นไม่มีลักษณะหรือรูปให้เห็นได้เหมือนกับ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งสามารถสัมผัส มองเห็น หรือรับรู้ได้

ทั้งสองธาตุนี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่มีอยู่ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่เสื่อมสูญหรือเสื่อมสลาย ดังนั้นการพิจารณาปฏิบัติให้เกิดธาตุทั้ง ๒ นั้นหากสามารถแยกแยะธาตุทั้ง ๔ คือ แยกกายออกจากจิตหรือกายละเอียดได้อย่างมั่นคงแล้วธาตุอากาศหรือธาตุรู้นั้นจะอยู่ในช่องว่างของจิตและกายนี้

การที่จะแยกกายออกจากจิตได้ก็ต้อง เกิดจากการมีสติควบคุมธาตุทั้ง ๔ โดยการตัดตัวแปรปรวนซึ่งมีลักษณะเหมือนกับธาตุอากาศหรืออาจมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นธาตุอากาศที่แท้จริง เมื่อเกิดลักษณะเช่นนี้ขึ้นจงตัดความเข้าใจนี้ออกก่อนซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า “อารมณ์”คือส่วนที่เป็นเครื่องฉาบติดหรือตัวที่ทำให้เกิดความแปรปรวนขึ้นในจิต ซึ่งตัวนี้จะ เป็นตัวเชื่อมระหว่างกายกับจิต ให้รู้สึกเกิดความเมื่อยล้า ปวด หรือเจ็บอันจะเกิดการปรุงแต่งขึ้น และ จิตนี้จะเสริมแต่งให้เกิดธาตุไฟ หรือ มีอารมณ์แปรปรวนฟุ้งซ่าน ให้เกิดความ เฉื่อยชา เกิดความ เมื่อยล้า เพราะฉะนั้น หากสามารถตัดตัวอารมณ์นี้ออกไปได้กายกับจิตจะแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ทั้งนี้อยู่ที่สติจะเข้ามาควบคุมและมีการพิจารณาเป็นส่วนประกอบ   เมื่อสามารถแยกกายกับจิตออกได้แล้ว ธาตุอากาศจะวิ่งเข้าแทนที่ก็จะเกิดธาตุทั้ง-๖-ขึ้นอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ที่เรียกว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุอากาศ และ ธาตุรู้ หรือ ธาตุจิตรู้ นั่นเองการทำสมาธิตามหลักของพระมหาโพธิสัตว์โดยกำหนดการเดินลมปราณ ๓ ขั้นตอนนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและหมั่นฝึกฝนตนด้วยการปฏิบัติอยู่เสมอๆและผลของการปฏิบัติจะก่อเกิด อานิสงส์ที่มีประเด็นสำคัญ  ดังนี้คือ

(๑)   จิตมี พลังสมาธิ นำสู่ความสงบเยือกเย็นได้อย่างรวดเร็ว

(๒)   ร่างกายบังเกิดความสมบูรณ์ด้วย ธาตุทั้ง ๖

(๓)  สามารถ แยกกายออกจากจิต เพื่อละจากความทุกข์กายและทุกข์ใจ

(๔)   เกิดตัว รู้ เมื่อสามารถปฏิบัติถึงขั้นที่เกิดมรรคผล

พระพุทธองค์ ได้ทรงแสดงธรรมไว้อย่างละเอียดว่า  หากมนุษย์มีความสุขอยู่ในทรัพย์สมบัติ หรือสิ่งที่ตนรักและหวงแหนก็ดี ก็จงอย่ามัวหลงเพลิดเพลินอยู่ในความสุขนั้นมากจนเกินไป แต่ควรหาโอกาสสะสมสร้างบุญกุศลกันต่อไปอีกเพื่อเป็นทุนรอนในการที่ชะตาชีวิตจะหมุนไปสู่ทุกข์ตามกฏแห่งกรรม ที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้นทั้งในอดีตชาติและชาติปัจจุบัน”พระองค์จึงทรงสอนในเรื่องทุกข์ ให้รู้ถึงบ่อเกิดแห่งทุกข์ ให้รู้ถึงการกระทำของตนเองที่ผ่านมาและอย่ามัวไปโทษว่าเป็นความผิดของผู้ใดหรือสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะหลักของพุทธศาสนา ต้องการให้ทุกๆ ผู้เรียนรู้ด้วยตัวของตนเองและพิจารณาตัวของตัวเองมิใช่ที่จะมัวแต่ไปพิจารณาผู้อื่นทั้งนี้เพื่อให้รู้ว่าตนเองนั้นยังมีกิเลสครอบงำอยู่หลายประการที่ควรพิจารณาสะสางให้หมดไป

นอกจากนั้น พุทธศาสนายังสอนให้พิจารณาถึง ธรรม และ ตัวกระทำ ว่าควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไรเพื่อต่อสู้กับวิบากกรรมต่างๆ และให้มีการกระทำที่เป็น การชำระล้างตนเองจากเจ้ากรรมนายเวรที่มีความอาฆาตพยาบาทและตามจองล้างจองผลาญอันเป็นหนี้กรรมที่ผูกพันกันมาและต้องชดใช้กันไปทุกภพทุกชาติจนกว่าจะหมดหนี้กรรมซึ่งกันและกัน

ดังนั้นพุทธศาสนาจึงสอน ให้มีการทำบุญกุศลเพื่อชดใช้ให้หมดไปทีละเล็กละน้อยจึงจะนับว่าเป็นผู้ที่อยู่ในพุทธศาสนาที่ถูกต้อง  ทั้งนี้ก็เพราะเหล่า เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายเป็นต้นเหตุให้มนุษย์มีความทุกข์กาย และทุกข์ใจ อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัว ในสัมมาอาชีพ สุขภาพร่างกาย หรือสภาพจิตใจ  และที่สำคัญอย่างยิ่งคือทำให้ เป็นอุปสรรคต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม ซึ่งล้วนแล้วมีต้นเหตุมาจากวิบากกรรมที่เกิดจากการกระทำของตนเองต่อเหล่าเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่ผ่านมาในอดีตทั้งสิ้น

พระมหาโพธิสัตว์พระแม่กวนอิมเป็นผู้บัญญัติ“ศีลเจพรต”ในการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันไว้ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลและอธิษฐานจิตอยู่คู่โลกเพื่อช่วยเหลือมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ตกทุกข์ได้ยากโดยการ ตั้งจิตอธิษฐานอย่างแรงกล้าตั้งแต่ครั้งก่อนพุทธกาลเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลายที่ยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม ตลอดจนผู้ที่สามารถรำลึกถึงบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เพื่อให้มนุษย์ทุกผู้ได้ขอพรต่อพระองค์ 

พุทธศาสนาฝ่ายมหายานต้องการจะช่วยมนุษย์ที่รู้สึกตัวว่าเคยประพฤติตนนอกลู่นอกทาง จนมีแต่วิบากกรรมนำมาเกิดในชาติปัจจุบัน และมีจิตใต้สำนึกในการหมั่นบำเพ็ญเพียรสร้างบุญกุศล และประพฤติตนอยู่ในศีลเจพรตอันจะเป็นการผ่อนปรนให้กรรมหนักนั้นเบาบางลง  และค่อยๆ ชดใช้กรรมทีละเล็กละน้อย

หากท่านผู้อ่านมีจิตสำนึกถึงบาปบุญคุณโทษดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หรือต้องการที่จะมีส่วนช่วยเหลือบรรพบุรุษหรือผู้มีพระคุณเพื่อการชดใช้หนี้กรรมโดยการขอพักกรรมต่อเหล่าท่านเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายก็ควรที่จะตั้งจิตอธิษฐานขอพรต่อพระมหาโพธิสัตว์ และปฏิบัติตนอยู่บนหลักใหญ่ ๆ คือ

๑.)  เป็นผู้ที่เชื่อในเรื่องของกรรมดีกรรมชั่วใน กฎแห่งกรรม ตามคำสอนของพระพุทธองค์

๒.) เป็นผู้ที่มีความเข้าใจในเรื่องของ ศีลเจพรต ในด้านการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเว้นจากการบริโภคเนื้อโคและกระบือ

๓.)  เป็นผู้ที่ประพฤติตนอยู่ใน พรหมวิหาร ๔  และยึดมั่นในสัจจะของตนที่จะละจากความชั่วสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตนยังมีความบกพร่องอยู่

การเตรียมเครื่องสักการะบูชาของพระธรรมชาติ

๑.)   ส้ม ๔ ผล

๒.)  ดอกบัว ๙ ดอก

๓.)  ธูป ๙ ดอก

๔.)  เทียนขาว ๑ คู่

๕.)  กิมฮวย อั้งติ๊ว ๑ ชุด  ใช้แทนบายศรีของไทย - มีจำหน่ายตามร้านสังฆภัณฑ์ 

๖.)  หมากพลู - จันอับ  ๑ ชุด 

๗.) น้ำเปล่า - น้ำชา อย่างละ  ๒ ถ้วย

หมายเหตุ รายการที่ ๖ และ ๗ นั้น อาจยกเว้นได้ตามความเหมาะสม

การตั้งจิตอธิษฐานขอพักกรรม

๑.)   กราบนมัสการ ๓ ครั้ง

๒.)  กล่าวคำภาวนาบทสวด 

พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา นะมา มิหัง ๒ จบ

พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ  พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา ขะมา มิหัง  ๑ จบ

๓.) ระลึกถึงบาปกรรมที่ตนเองได้เคยกระทำผิดพลาดไว้ในอดีต และให้มีจิตสำนึกถึงผลของการกระทำนั้นๆ เพื่อการขอขมาต่อเจ้ากรรมนายเวร(หากเป็นการกระทำให้ญาติสนิทหรือผู้มีพระคุณ ก็ให้ตั้งจิตบอกกล่าวว่ามาขอพักกรรมแทน.เช่นบิดา.มารดา.ผู้มีความเกี่ยวข้อง.หรือผู้มีพระคุณ

๔.)  ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวถวายเครื่องสักการะบูชา

ข้าพุทธเจ้าขอน้อมนำเครื่องสักการะบูชาที่ได้จัดเตรียมทั้งหมดถวายต่อเสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน ทั้ง ๒ พระองค์ ขอได้โปรดเมตตารับการถวายจากข้าพุทธเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า

๕.) ตั้งจิตอธิฐานขอพักกรรมต่อเสด็จพ่อฟ้าเสด็จแม่ดิน โดยให้สัจจะว่าจะละจากการกระทำในสิ่งที่ไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนเองยังมีความบกพร่อง หรือยังผิดพลาดอยู่ เช่น.การรักษาศีล ๕ ของพระพุทธองค์ หรือ การรักษาศีลเจพรตของพระมหาโพธิสัตว์หรือ สิ่งอื่นใดที่เป็นการลดละการกระทำไม่ดีต่าง ๆ ของตนเอง

ตัวอย่างการกล่าวอธิษฐาน

ข้าพุทธเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานเพื่อการขอพักกรรมของข้าพเจ้าหรือบิดา มารดา ญาติสนิท ผู้มีพระคุณ หรือผู้ที่อยู่ในครอบครัว ในเรื่องของตามความทุกข์ยากที่เป็นอยู่ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพร่างกายหรือจิตใจ

โดยขอให้สัจจะว่าจะละจากการกระทำที่ไม่ดีในด้าน(หรือให้สัจจะว่าจะปฏิบัติตนที่ไม่เป็นการเบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่นเช่นการรักษาศีล ๕ ของพระพุทธองค์ หรือการรักษาศีลเจพรตของพระมหาโพธิสัตว์ โดยการละจากการบริโภคเนื้อโค กระบือ หรือจะกินเจเป็นเวลาอย่างน้อย ๓ วันติดต่อเป็นต้น  หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นการลดละการ กระทำที่ไม่ดีต่างๆ ของตนเอง

ซึ่งทั้งนี้จะขอตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่ก่อเกิดจากการกระทำตามสัจจะที่ให้ไว้นี้ต่อเหล่าท่านเจ้ากรรมนายเวรของตนเอง หรือบิดา มารดา หรือผู้มีพระคุณ  เพื่อเป็นการผ่อนใช้หนี้กรรมที่มีต่อกันให้หมดสิ้นกันไปขอเสด็จพ่อฟ้าเสด็จแม่ดินได้โปรดเมตตาและประทานพระพรพระบารมีแก่ข้าพุทธเจ้าตามที่ทรงเห็นสมควรด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า

๖)  กราบนมัสการ ๓ ครั้ง

วิธีการตั้งจิตอธิษฐานขอต่อพระมหาโพธิสัตว์เพื่อการผ่อนใช้กรรมหรือขอพักกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร(กระทำต่อเนื่องจากการกล่าวต่อเสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน)

การเตรียมเครื่องสักการะบูชาอันประกอบด้วย

๑.)   ผลไม้   ๓ ๕ ๗  หรือ  ๙ อย่าง

๒.)  ดอกบัว   ๙ ดอก

๓.)  น้ำเปล่า น้ำชา  อย่างละ   ๑ ถ้วย 

๔.)  ธูป  ๙ ดอก 

๕.)  เทียนขาว ๑ คู่  

การตั้งจิตอธิษฐานขอพักกรรม

๑.)   กราบบูชาพระรัตนตรัย ๓ ครั้ง

๒.) ระลึกถึงบาปกรรมที่ตนเองได้เคยกระทำผิดพลาดไว้ในอดีตที่ผ่านมา  และให้มีจิตสำนึกถึงผลกรรมของการกระทำนั้นๆ   เพื่อการขอขมาต่อเจ้ากรรมนายเวร 

๓.)  ภาวนาบทสวดดังต่อไปนี้

พระอิติสุคะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา นะมา มิหัง ๒ จบ

พระอิติสุคะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา ขะมา มิหัง ๑ จบ

๔.) ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อการให้สัจจะต่อ ตนเองและต่อ พระมหาโพธิสัตว์ เพื่อการละจากความชั่วหรือการกระทำในสิ่งไม่ดีที่ตนเองยังมีความบกพร่องหรือยังมีการกระทำที่ผิดพลาดอยู่ เช่น

ก. ประพฤติตนให้อยู่ใน ศีล ๕ ของพระพุทธองค์ ตามที่สามารถปฏิบัติได้

ข. เริ่มต้นปฏิบัติตนอยู่ใน ศีลเจ ของพระมหาโพธิสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละจากการบริโภคเนื้อโค กระบือ

ค. รักษา พรหมวิหาร ๔  โดยละจากการกระทำสิ่งใดๆ ที่เป็นการเบียดเบียนตนเอง หรือเบียดเบียนผู้อื่น เป็นต้น

๕.)  ตั้งจิตอธิษฐานขอพรต่อพระมหาโพธิสัตว์ เพื่อขอพระเมตตาบารมีในการเป็นสักขีพยานว่าจะค่อยๆผ่อนปรนในการใช้หนี้กรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร และขอพระพรเพิ่มเติมเพื่ออุทิศอานิสงส์บุญกุศลที่เกิดจากการกระทำที่ตนเองได้ให้สัจจะไว้แล้วในการชดใช้หนี้กรรมต่อเหล่าเจ้ากรรมนายเวร เพื่ออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน

ตัวอย่างขั้นตอนการกล่าวต่อพระมหาโพธิสัตว์โดยละเอียด

๑.)     กราบ ๓ครั้งเพื่อบูชาคุณแห่งพระรัตนตรัย อันประกอบด้วยพระพุทธ  พระธรรม  พระอริยะสงฆ์  

๒.)     กล่าวคำภาวนา   

พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา นะมามิหัง

พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา นะมามิหัง

พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา ขะมามิหัง

ข้าพุทธเจ้า ขอน้อม กาย วาจา ใจ ระลึกบูชา คุณแห่งพระรัตนตรัย อันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม  พระอริยะสงฆ์ และขอน้อมถวายนมัสการต่อพระมหาโพธิสัตว์ 

ข้าพุทธเจ้าได้มีความพร้อมใน กาย วาจา ใจ จัดเตรียมเครื่องสักการะบูชาและผลไม้ตลอดจนน้ำเปล่าและน้ำชาเพื่อตั้งจิตถวายต่อพระมหาโพธิสัตว์เป็น พุทธบูชา  ธรรมะบูชา  อริยะสงฆ์เจ้าบูชา  จึงทูลขอพระเมตตาได้โปรดพิจารณารับในการทูลเกล้าถวายจากข้าพุทธเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า

๓.)  กล่าวต่อไปว่า

พระอิติสุขะโต  พระอะระหังพุทโธ  พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา ขะมามิหัง

ข้าพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรมคำสอนในกฎแห่งกรรม และการรู้ผิดในการกระทำที่ก่อเกิดเป็นหนี้กรรมกันต่อท่านเจ้ากรรมนายเวร  ในวันนี้ข้าพุทธเจ้าได้สำนึกถึงการผิดพลาด และขอตั้งจิตในการให้สัจจะเพื่อไม่กระทำสิ่งผิดพลาด และประพฤติปฏิบัติตามแนวพระธรรมคำสอนเป็นข้อ ๆ ดังนี้ 

ก.)  ( เช่น จะไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ใหญ่  โค กระบือ ตลอดไป )

ข.) (เช่น ไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ในวันพระจีน ตลอดระยะเวลา ๓ เดือนในช่วงเข้าพรรษาหรืออย่างน้อย ๓ วันติดต่อกัน )

ค.) (เช่น รักษาศีลพรหมวิหารธรรม เป็นต้น.

ข้าพุทธเจ้าจึงทูลขอพระเมตตาจากพระมหาโพธิสัตว์ ได้โปรดเป็นสักขีพยานและทูลขอพระเมตตาในพระพรพระบารมีเสริมเพิ่มเติมต่อตัวข้าพุทธเจ้าและท่านเจ้ากรรมนายเวร ให้เป็นความสำเร็จสมบูรณ์ตามสัจจะที่ให้ไว้ตามที่พระองค์จะทรงเมตตาเห็นสมควรด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า๖)  กราบนมัสการ ๓ ครั้ง

วิธีการตั้งจิตอธิษฐานขอต่อพระมหาโพธิสัตว์เพื่อการผ่อนใช้กรรมหรือขอพักกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร(กระทำต่อเนื่องจากการกล่าวต่อเสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน)

การเตรียมเครื่องสักการะบูชาอันประกอบด้วย

๑.)   ผลไม้  ๓ ๕ ๗  หรือ  ๙ อย่าง

๒.)  ดอกบัว  ๙ ดอก

๓.)  น้ำเปล่า น้ำชา  อย่างละ  ๑ ถ้วย 

๔.)  ธูป  ๙ ดอก 

๕.)  เทียนขาว ๑ คู่  

การตั้งจิตอธิษฐานขอพักกรรม

๑.)   กราบบูชาพระรัตนตรัย ๓ ครั้ง

๒.) ระลึกถึงบาปกรรมที่ตนเองได้เคยกระทำผิดพลาดไว้ในอดีตที่ผ่านมา  และให้มีจิตสำนึกถึงผลกรรมของการกระทำนั้น ๆ  เพื่อการขอขมาต่อเจ้ากรรมนายเวร 

๓.)  ภาวนาบทสวดดังต่อไปนี้

พระอิติสุคะโต  พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา  นะมา มิหัง ๒ จบ

พระอิติสุคะโต  พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา  ขะมา มิหัง ๑ จบ

๔.) ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อการให้สัจจะต่อ ตนเอง และต่อ พระมหาโพธิสัตว์ เพื่อการละจากความชั่วหรือการกระทำในสิ่งไม่ดีที่ตนเองยังมีความบกพร่องหรือยังมีการกระทำที่ผิดพลาดอยู่ เช่น

ก. ประพฤติตนให้อยู่ใน ศีล ๕ ของพระพุทธองค์ ตามที่สามารถปฏิบัติได้

ข. เริ่มต้นปฏิบัติตนอยู่ใน ศีลเจ ของพระมหาโพธิสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละจากการบริโภคเนื้อโค กระบือ

ค. รักษา พรหมวิหาร ๔  โดยละจากการกระทำสิ่งใด ๆ ที่เป็นการเบียดเบียนตนเอง หรือเบียดเบียนผู้อื่น เป็นต้น

๕.)  ตั้งจิตอธิษฐานขอพรต่อพระมหาโพธิสัตว์ เพื่อขอพระเมตตาบารมีในการเป็นสักขีพยานว่าจะค่อยๆผ่อนปรนในการใช้หนี้กรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร และขอพระพรเพิ่มเติมเพื่ออุทิศอานิสงส์บุญกุศลที่เกิดจากการกระทำที่ตนเองได้ให้สัจจะไว้แล้วในการชดใช้หนี้กรรมต่อเหล่าเจ้ากรรมนายเวร เพื่ออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน

ตัวอย่างขั้นตอนการกล่าวต่อพระมหาโพธิสัตว์โดยละเอียด

๑.)     กราบ ๓ ครั้งเพื่อบูชาคุณแห่งพระรัตนตรัย  อันประกอบด้วยพระพุทธ   พระธรรม   พระอริยะสงฆ์  

๒.)     กล่าวคำภาวนา   

พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา นะมามิหัง

พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา นะมามิหัง

พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา ขะมามิหัง

 ข้าพุทธเจ้า ขอน้อม กาย วาจา ใจ ระลึกบูชา คุณแห่งพระรัตนตรัย อันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม  พระอริยะสงฆ์ และขอน้อมถวายนมัสการต่อพระมหาโพธิสัตว์ 

ข้าพุทธเจ้าได้มีความพร้อมใน กาย วาจา ใจ จัดเตรียมเครื่องสักการะบูชาและผลไม้ตลอดจนน้ำเปล่าและน้ำชาเพื่อตั้งจิตถวายต่อพระมหาโพธิสัตว์เป็น พุทธบูชา  ธรรมะบูชา  อริยะสงฆ์เจ้าบูชา  จึงทูลขอพระเมตตาได้โปรดพิจารณารับในการทูลเกล้าถวายจากข้าพุทธเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.”

๓.)     กล่าวต่อไปว่า

 พระอิติสุขะโต  พระอะระหังพุทโธ  พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา ขะมามิหัง

 ข้าพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรมคำสอนในกฎแห่งกรรม และการรู้ผิดในการกระทำที่ก่อเกิดเป็นหนี้กรรมกันต่อท่านเจ้ากรรมนายเวร  ในวันนี้ข้าพุทธเจ้าได้สำนึกถึงการผิดพลาด และขอตั้งจิตในการให้สัจจะเพื่อไม่กระทำสิ่งผิดพลาด และประพฤติปฏิบัติตามแนวพระธรรมคำสอนเป็นข้อๆ ดังนี้ 

ก.)  ( เช่น จะไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ใหญ่  โค กระบือ ตลอดไป )

ข.) (เช่น ไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ในวันพระจีน ตลอดระยะเวลา ๓ เดือนในช่วงเข้าพรรษาหรืออย่างน้อย ๓ วันติดต่อกัน )

ค.) เช่น รักษาศีลพรหมวิหารธรรม เป็นต้น.

ข้าพุทธเจ้าจึงทูลขอพระเมตตาจากพระมหาโพธิสัตว์ ได้โปรดเป็นสักขีพยานและทูลขอพระเมตตาในพระพรพระบารมีเสริมเพิ่มเติมต่อตัวข้าพุทธเจ้าและท่านเจ้ากรรมนายเวร ให้เป็นความสำเร็จสมบูรณ์ตามสัจจะที่ให้ไว้ตามที่พระองค์จะทรงเมตตาเห็นสมควรด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.

๖)  กราบนมัสการ ๓ ครั้ง

วิธีการตั้งจิตอธิษฐานขอต่อพระมหาโพธิสัตว์เพื่อการผ่อนใช้กรรมหรือขอพักกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร(กระทำต่อเนื่องจากการกล่าวต่อเสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน)

การเตรียมเครื่องสักการะบูชาอันประกอบด้วย

๑.)   ผลไม้   ๓ ๕ ๗  หรือ  ๙ อย่าง

๒.)  ดอกบัว   ๙ ดอก

๓.)  น้ำเปล่า น้ำชา  อย่างละ   ๑ ถ้วย 

๔.)  ธูป  ๙ ดอก 

๕.)  เทียนขาว ๑ คู่  

การตั้งจิตอธิษฐานขอพักกรรม

๑.)   กราบบูชาพระรัตนตรัย ๓ ครั้ง

๒.) ระลึกถึงบาปกรรมที่ตนเองได้เคยกระทำผิดพลาดไว้ในอดีตที่ผ่านมา  และให้มีจิตสำนึกถึงผลกรรมของการกระทำนั้นๆ   เพื่อการขอขมาต่อเจ้ากรรมนายเวร 

๓.)  ภาวนาบทสวดดังต่อไปนี้

พระอิติสุคะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา นะมา มิหัง ๒ จบ

พระอิติสุคะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา ขะมา มิหัง ๑ จบ

๔.) ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อการให้สัจจะต่อ ตนเอง และต่อ พระมหาโพธิสัตว์ เพื่อการละจากความชั่วหรือการกระทำในสิ่งไม่ดีที่ตนเองยังมีความบกพร่องหรือยังมีการกระทำที่ผิดพลาดอยู่ เช่น

ก. ประพฤติตนให้อยู่ใน ศีล ๕ ของพระพุทธองค์ ตามที่สามารถปฏิบัติได้

ข. เริ่มต้นปฏิบัติตนอยู่ใน ศีลเจ ของพระมหาโพธิสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละจากการบริโภคเนื้อโค กระบือ

ค. รักษา พรหมวิหาร ๔  โดยละจากการกระทำสิ่งใด ๆ ที่เป็นการเบียดเบียนตนเอง หรือเบียดเบียนผู้อื่น เป็นต้น

๕.)  ตั้งจิตอธิษฐานขอพรต่อพระมหาโพธิสัตว์ เพื่อขอพระเมตตาบารมีในการเป็นสักขีพยานว่าจะค่อยๆผ่อนปรนในการใช้หนี้กรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร และขอพระพรเพิ่มเติมเพื่ออุทิศอานิสงส์บุญกุศลที่เกิดจากการกระทำที่ตนเองได้ให้สัจจะไว้แล้วในการชดใช้หนี้กรรมต่อเหล่าเจ้ากรรมนายเวร เพื่ออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน

ตัวอย่างขั้นตอนการกล่าวต่อพระมหาโพธิสัตว์โดยละเอียด

๑.)  กราบ ๓ ครั้งเพื่อบูชาคุณแห่งพระรัตนตรัย  อันประกอบด้วยพระพุทธ  พระธรรม  พระอริยะสงฆ์  

๒.)  กล่าวคำภาวนา   

พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา นะมามิหัง

พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา นะมามิหัง

พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ  พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา ขะมามิหัง

ข้าพุทธเจ้า ขอน้อม กาย วาจา ใจ ระลึกบูชา คุณแห่งพระรัตนตรัย อันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม  พระอริยะสงฆ์ และขอน้อมถวายนมัสการต่อพระมหาโพธิสัตว์ 

ข้าพุทธเจ้าได้มีความพร้อมใน กาย วาจา ใจ จัดเตรียมเครื่องสักการะบูชาและผลไม้ตลอดจนน้ำเปล่าและน้ำชาเพื่อตั้งจิตถวายต่อพระมหาโพธิสัตว์เป็น พุทธบูชา  ธรรมะบูชา  อริยะสงฆ์เจ้าบูชา  จึงทูลขอพระเมตตาได้โปรดพิจารณารับในการทูลเกล้าถวายจากข้าพุทธเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า

๓.)     กล่าวต่อไปว่า

พระอิติสุขะโต   พระอะระหังพุทโธ   พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา  ขะมามิหัง

ข้าพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรมคำสอนในกฎแห่งกรรม และการรู้ผิดในการกระทำที่ก่อเกิดเป็นหนี้กรรมกันต่อท่านเจ้ากรรมนายเวร  ในวันนี้ข้าพุทธเจ้าได้สำนึกถึงการผิดพลาด และขอตั้งจิตในการให้สัจจะเพื่อไม่กระทำสิ่งผิดพลาด และประพฤติปฏิบัติตามแนวพระธรรมคำสอนเป็นข้อๆ ดังนี้ 

ก.)  ( เช่น จะไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ใหญ่  โค กระบือ ตลอดไป )

ข.) (เช่น ไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ในวันพระจีน ตลอดระยะเวลา ๓ เดือนในช่วงเข้าพรรษาหรืออย่างน้อย ๓ วันติดต่อกัน )

ค.) (เช่น รักษาศีลพรหมวิหารธรรม )  เป็นต้น.

ข้าพุทธเจ้าจึงทูลขอพระเมตตาจากพระมหาโพธิสัตว์ ได้โปรดเป็นสักขีพยานและทูลขอพระเมตตาในพระพรพระบารมีเสริมเพิ่มเติมต่อตัวข้าพุทธเจ้าและท่านเจ้ากรรมนายเวร ให้เป็นความสำเร็จสมบูรณ์ตามสัจจะที่ให้ไว้ตามที่พระองค์จะทรงเมตตาเห็นสมควรด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า
๔.)   กล่าว“พระอิติสุขะโต  พระอะระหังพุทโธ  พระนะโมพุทธายะ  พระปฐวีคงคา  ขะมามิหัง

ข้าพุทธเจ้าทูลขอขะมาในสิ่งผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ว่าด้วย กาย วาจา ใจ เพื่อมิให้ก่อเกิดเป็นวิบากกรรมสืบต่อไป ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า

๕.)  กราบนมัสการ  ๓  ครั้ง 

คำว่า กุศล หมายถึง บุญ” หรือ กรรมดี และคำว่า อุทิศ หมายถึง การให้ดังนั้นการอุทิศอานิสงส์บุญกุศลในที่นี้จึงหมายถึงการตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่เกิดจากผลของกรรมดีที่ได้มีการกระทำตามสัจจะวาจาของตนเองที่ได้ให้ไว้ต่อ“เสด็จพ่อฟ้าเสด็จแม่ดิน และ พระมหาโพธิสัตว์ เพื่อเป็นการชดใช้หนี้กรรมต่อท่านเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้อโหสิกรรมต่อกัน และเลิกจากการอาฆาตพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกัน  ซึ่งเราสามารถที่จะตั้งจิตอุทิศอานิสงส์ผลบุญที่เกิดจากการกระทำของตัวเราเองได้ ๓ วิธีคือ

๑.) การกรวดน้ำ คือ การตั้งใจอย่างแน่วแน่เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับท่านเจ้ากรรมนายเวรด้วยการหลั่งรินน้ำที่สะอาดเป็นเครื่องหมายและเป็นเครื่องรวมกระแสจิตเพื่ออุทิศอานิสงส์ผลบุญให้ตกสู่ท่านเจ้ากรรมนายเวรและนำน้ำที่กรวดไปเทลงที่ให้ต้นไม้ใหญ่ โดยอธิษฐานขอต่อพระแม่ธรณี เพื่อการนำอานิสงส์ผลบุญไปสู่เจ้ากรรมนายเวรอีกต่อหนึ่ง

๒.) การจุดธูปบอกกล่าว คือการตั้งจิตอธิษฐานโดยใช้ธูปเป็นสื่อในการบอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อการเมตตานำอานิสงส์บุญกุศลไปสู่ท่านเจ้ากรรมนายเวรหรือหากมีจิตใจที่มั่นคงก็สามารถตั้งจิตบอกกล่าวเพื่ออุทิศอานิสงส์บุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรโดยตรง

๓.)  การนั่งปฏิบัติสมาธิ  คือ  การนำผลของการทำสมาธิให้จิตเกิดความสงบที่ก่อเกิดเป็นพลังของกระแสจิตที่แน่วแน่และสามารถที่จะอุทิศอานิสงส์บุญกุศลให้กับท่านเจ้ากรรมนายเวรได้โดยตรงอีกทางหนึ่ง

ตัวอย่างการกล่าวอุทิศอานิสงส์บุญกุศล ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอุทิศอานิสงส์บุญกุศลที่ก่อเกิดจากการกระทำตามสัจจะที่ตั้งไว้ เพื่อเป็นการชดใช้หนี้กรรมให้กับเหล่าท่านเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินด้วยกายวาจา ใจ ทั้งในอดีตและในชาติปัจจุบันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเกิดเป็นหนี้กรรมซึ่งกันและกัน

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนารับอานิสงส์บุญกุศลในครั้งนี้  และได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า และขออย่าได้จองเวรซึ่งกันและกันสืบต่อไป โดยขอตั้งจิตอุทิศกุศลผลบุญของข้าพเจ้าทุกๆ ครั้ง และทุกๆ ด้านให้แก่ท่านทั้งหลาย เพื่อให้หมดหนี้กรรมต่อกัน”

หมายเหตุ  ๑.) ในกรณีที่อุทิศส่วนกุศลเฉพาะตนเองให้ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวคำอุทิศในใจทั้ง ๓ วิธี

 ๒.) ในกรณีที่อุทิศส่วนกุศลเป็นหมู่คณะ ก็ให้กระทำตามวิธีที่ ๑ คือการกรวดน้ำ โดยให้นำน้ำสะอาดใส่ขันแล้ววางไว้ข้างหน้าหรือตรงกลางหมู่คณะแล้วคล้องสายสิญจน์จากขันน้ำโยงมาให้ทุกผู้จับไว้และให้มีผู้ที่นำกล่าวอุทิศส่วนกุศลตามตัวอย่างข้างต้นโดยให้ทุกๆผู้ตั้งจิตอธิษฐานตามด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่หรือไม่วอกแวก 

หากจะกล่าวถึงการพักกรรมหรือ การชดใช้กรรมทางด้านมหายาน โดยไม่กล่าวถึง เสด็จพ่อฟ้า และ เสด็จแม่ดินก็ดูจะเป็นการไม่สมบูรณ์ เพราะทั้ง๒พระองค์เป็นผู้รักษากฏเกณฑ์พระธรรมชาติที่มีอยู่จริง และเป็นผู้ที่ควบคุมเกณฑ์ชะตาของมนุษย์ทุกๆ ผู้ และสิ่งที่ควรตระหนักอย่างยิ่งคือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้นก็ด้วยการตรัสรู้จากธรรมชาติ หรือแม้แต่เหล่าพรหมเทพเทวะผู้มีบารมีสูงกว่ามนุษย์ทั้งหลายก็ยังต้องให้ความเคารพและนมัสการต่อ “เสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน” 

 ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ทุกๆ ผู้ควรจะทำความเข้าใจ และให้ความเคารพต่อ เสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดินอย่างถูกต้องเช่นกัน เพื่อจะได้เป็นสิริมงคลต่อชีวิตและจิตวิญญาณของตนเองที่ต้องเกิดมาใช้หนี้กรรมและยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารทั้งสิ้นและจะได้ไม่กระทำสิ่งผิดพลาดที่เป็นการฝืนหรือขัดต่อกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องคณะผู้จัดทำจึงขอนำประวัติของการเกิดศาลเสด็จพ่อฟ้าเสด็จแม่ดินที่ถูกต้องแท้จริงขึ้นในโลกมาเผยแพร่ต่อท่านผู้อ่านทั้งหลายเพื่อความศรัทธาและการปฏิบัติที่ถูกต้องสืบต่อไป

เมื่อเวลาหลายพันปีล่วงมาแล้วในอดีตกาลมีหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศจีนได้เกิดภัยพิบัติต่างๆปตุให้เกิดโรคภัยระบาดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน จนแทบจะไม่มีผู้ใดมีชีวิตรอด ทำให้มนุษย์กลุ่มหนึ่งเห็นว่าธรรมชาตินี้ไม่ยุติธรรมเลย ในเมื่อชาวบ้านทั้งหลายก็ไม่เคยได้ก่อกรรมทำเข็ญใดๆ แล้วเหตุไฉนจึงมาลงโทษกันเช่นนี้ และเมื่อเกิดความคิดวิปริตขึ้นมาเช่นนี้แล้วผู้ที่รอดชีวิตจากภัยพิบัติในครั้งนั้นจึงพากันสาปแช่งธรรมชาติคือ ฟ้า และ ดิน เป็นการใหญ่กันทั้งหมู่บ้าน จนร้อนไปถึงเบื้องบนสวรรค์ที่เห็นว่ามนุษย์กลุ่มนี้กระทำสิ่งที่โง่เขลาเบาปัญญาจะพากันสูญพันธุ์ไปเปล่าๆโดยหาประโยชน์สิ่งใดไม่ได้เลย

โลกสวรรค์จึงได้ส่งเด็กชายผู้หนึ่งลงมาเกิดท่ามกลางธรรมชาติ และส่งเสียงร้องออกมา ๙ ครั้ง เป็นสัญลักษณ์ว่าฟ้าให้มาเกิดโดยไม่มีหลังคาครอบคลุม โดยที่ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นแล้วก็เกิดมีเหตุอัศจรรย์ต่างๆเกิดขึ้นกับชาวบ้านหมู่บ้านนั้น  คืออาการของผู้ที่เจ็บป่วยอยู่ก็อันตรธานหายไปพืชพันธ์ธัญญาหารก็กลับอุดมสมบูรณ์ไปทุกสิ่งทุกอย่าง 

เมื่อเด็กชายผู้นั้นเติบโตเป็นหนุ่มขึ้นมาก็ได้ป่าวประกาศให้รู้กันไปทั่วว่า ธรรมชาติที่มีประโยชน์คือ ฟ้าและผืนแผ่นดิน ที่เราอาศัยอยู่นี้ มีคุณค่าอย่างมหาศาลต่อมนุษย์” จนชาวบ้านละแวกนั้นเกิดความเข้าใจและเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาและร่วมแรงร่วมใจกันจัดเป็น สถานที่บูชาฟ้าดิน ขึ้นกลางแจ้ง พร้อมมูลด้วยเครื่องสักการะบูชาตลอดจนธัญญาหารต่างๆ ที่นำมาประกอบการสังเวยในพิธี

ต่อมาชายหนุ่มผู้นี้ได้เกิดมีความรู้พิเศษขึ้นมาอย่างกะทันหัน คือรู้ถึงการประกอบพิธีการต่างๆ รู้ถึงการที่มนุษย์เราทั้งหลายมีทุกข์นานาประการ และรู้ว่าแต่ละผู้ก็มีแต่โลภโมโทสันต์ต่างๆ นานา  จึงได้มีการกำหนด
กฏเกณฑ์ขึ้นว่าการขอพรต่อธรรมชาติเพื่อแก้ไขดวงเกณฑ์ชะตาชีวิตจะต้องมีการให้สัจจะที่จะละจากสิ่งไม่ดีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามมักจะมีข้อเสียอยู่ในตนเองทั้งสิ้น 

ชายหนุ่มผู้นี้ก็ได้ป่าวประกาศออกไปให้ชาวบ้านทั้งหลายได้รู้กันว่า หากผู้ใดจะมาขอพรสิ่งใดจากศาลฟ้าดินก็จะต้องมีสัจจะในการละเว้นจากสิ่งที่ตนเองกระทำชั่วอยู่ ๑ อย่างโดยให้สัจจะนั้นต่อฟ้าและดิน คือ เสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน” ที่เรียกเป็นภาษาจีนว่า ที ตี่ แป่ บ๊อ ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นก็มีศรัทธา ให้สัจจะในการละจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นโดยที่ชายหนุ่มผู้นี้สอนให้ชาวบ้านตั้งจิตอธิษฐานขอในสิ่งที่เป็นไปได้ และมีการสอนให้รู้จักไปฟังคำสั่งสอนและรู้จักการถือศีลเจของพระมหาโพธิสัตว์ เพื่อให้รู้ว่าตัวเองกำลังเบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่นในสิ่งใด และเช่นใดบ้างสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือกำเนิดของศาลฟ้าดินที่อุบัติขึ้นเป็น
แห่งแรกในโลกก่อนพุทธกาลเมื่อหลายพันปีล่วงมาแล้วโดย มนุษย์ผู้ซึ่งจุติมาจากสวรรค์ ซึ่งต่อมาได้สร้างบารมีจนสำเร็จเป็นเซียน โจ๊ว ซือ ลี่ เล่า กุน”ผู้ได้สร้างศาลฟ้าดินที่เป็นประโยชน์ต่อชาวโลกไว้เพียงแห่งเดียวในครั้งนั้นจวบจนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นยุคเข็ญของพุทธศาสนาตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงทำนายเอาไว้แล้ว

นับตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมามนุษย์ทั้งหลายที่มีความเข้าใจบ้าง และไม่เข้าใจบ้างสุดแล้วแต่สภาพจิตใจของมนุษย์ที่จะยึดมั่นเชื่อถือในการกระทำก็ได้มีมนุษย์บางผู้นำมาจำลองสร้างเป็นศาลฟ้าดินขึ้นโดยเมื่อมีการสร้างโรงเจหรือศาลเจ้าก็ดี ก็จะต้องมีการสร้างศาลฟ้าดินขึ้นด้วย ซึ่งศาลที่จำลองมานี้ย่อมที่จะถูกลักษณะบ้าง หรือไม่ถูกลักษณะบ้างและผู้ที่ประกอบพิธีตั้งศาลก็เป็นผู้ที่มีจิตแก่กล้าบ้าง และไม่มีบ้าง  หรือแม้แต่ผู้ที่จะประกอบการสร้างนั้นก็ทำด้วยศรัทธา หรือทำด้วยการทำตามอย่างผู้อื่น หรือฟังผู้อื่นเล่าต่อกันมาบ้างก็ย่อมที่จะไม่เกิดความสมบูรณ์ถูกต้องตามกำหนดของธรรมชาติพระมหาโพธิสัตว์บัญญัติห้ามการบริโภคสิ่งมีชีวิตมีเลือดเนื้อ และมีวิญญาณ แต่มนุษย์บางหมู่เหล่ากลับถือว่าผักบางชนิดที่มีกลิ่นคาว หรือทำให้เกิดความกำหนัด เป็นสิ่งต้องห้ามของผู้ถือศีลเจพรตฉะนั้น ฆราวาสทั้งหลายจงทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่าสิ่งเหล่านี้มิได้อยู่ในข้อบัญญัติของศีลเจพรตเพราะตามกฎเกณฑ์ของพระมหาโพธิสัตว์ที่ได้มีขึ้นเป็นเวลานานมาแล้วนั้น มิได้บัญญัติรวมถึงผักที่มีกลิ่นคาว 

 พระมหาโพธิสัตว์ต้องการให้มนุษย์เราได้พิจารณาถึงชีวิตของสัตว์น้อยใหญ่ ที่มนุษย์เราจะนำมาประกอบเป็นอาหาร ควรที่จะบริโภคด้วยความสำรวมและไม่เลือกรสชาติ แต่เป็นเพียงการบริโภค เพื่อบรรเทาความหิวโหย ที่ร่างกายของมนุษย์เป็นปุถุชนยังต้องการอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีพและร่างกาย เพราะอาหารที่ปราศจากการเบียดเบียนก็สามารถช่วยให้มนุษย์ผู้เป็นสัตว์อันประเสิรฐดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างผาสุข หากรู้จักการบริโภคแต่เพียงพอ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ 

มนุษย์บางส่วนกลับถือว่าการเบียดเบียนสัตว์นั่นแหละเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผู้ที่ยึดอยู่กับการไม่เบียดเบียนกลับถูกตำหนิว่าเป็นผู้ที่คร่ำครึก ล้าสมัย ไม่ทันต่อเหตุการณ์  ถ้าหากว่ามนุษย์เรามีจิตเมตตา มีปัญญาที่ละเอียดอ่อนเพื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งก็จะเห็นว่าผู้ที่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ต่างๆนานาเปรียบเสมือนกับพญายักษ์  เพราะจะมีแต่ความโลภโมโทสันต์ไม่มีสิ้นสุด มีแต่ความอิจฉาริษยา มีแต่การจองล้างจองผลาญไปทุกๆชาติ จนเกิดเป็นเจ้ากรรมนายเวรผูกพันจิตใจในการที่จะประหัตประหารกันไม่มีวันสิ้นสุดเพราะหากมีมากขึ้นมากขึ้นก็เปรียบเสมือนไฟที่ชนะน้ำหากมนุษย์เราเปรียบเสมือนน้ำ คือ รู้จักการบริโภคอาหารที่ไม่เบียดเบียนมากขึ้นมากขึ้น น้ำก็ย่อมชนะไฟได้ ฉันใดฉันนั้น

ผู้มีวิบากกรรมทั้งหลายที่ต้องเกิดมาชดใช้หนี้กรรมกันในชาตินี้ แต่มีจิตใจเป็นกุศล โดย การหมั่นสร้างอานิสงส์บุญกุศล และอยู่ในศีลเจพรตเป็นเครื่องแสดงถึงผู้ที่รู้ผิดรู้ชอบ หากมีความอดทน และต้องการที่จะชดใช้กรรมให้หมดสิ้นกันไป ก็ควรจะเพียรหมั่นสะสมสร้างแต่กรรมดีให้มากๆ เพื่อให้กรรมชั่วนั้นตามไม่ทันกรรมดีที่เราสร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า กรรมดีส่วนกรรมดี กรรมชั่วส่วนกรรมชั่ว 

เมื่อเรามีกรรมอย่างใดมากกว่าก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้เสวยกรรมนั้นก่อนและมีโอกาสที่จะนำกรรมดีมาผ่อนปรนใช้หนี้กรรมในทางที่ถูกต้องโดยการเจรจาขอร้องต่อเจ้ากรรมนายเวรเพื่อให้มีความยินยอมพร้อมใจที่จะอโหสิกรรมกันทั้งสองฝ่ายหรือมีการขอพักกรรม โดยการอธิษฐานขอต่อเสด็จพ่อฟ้าเสด็จแม่ดิน และ พระมหาโพธิสัตว์  จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องในการที่จะผ่อนใช้ เพื่อลบล้างหนี้กรรมให้หมดสิ้นไปซึ่งกันและกัน

การที่เราถือศีลเจพรตแสดงว่าเราเป็นผู้มีเมตตาเป็นที่ตั้งเพื่อละจากการเบียดเบียน โดยเอาจิตเราใส่จิตเขาเขาทุกข์ก็จงคิดว่าเราทุกข์หากจิตเราเป็นสุขเอาสุขนั้นเข้าสู่จิตผู้อื่น ผู้อื่นย่อมเกิดสุขแน่สิ่งที่จะได้รับตอบแทนคือสุขนั้นย้อนเข้าสู่จิตของเรา หากเมตตาของเราสูงขึ้นก็ย่อมต้องเกิดผลดีทุกๆด้านไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรมสัมมาอาชีพก็ย่อมเกิดผลเจริญงอกงามและทางครอบครัวก็ย่อมเกิดความอุดมสุข อีกทั้งด้านการประพฤติปฏิบัติธรรมก็ย่อมเกิดผลดีนำจิตเข้าสู่สุขบรมสุขอย่างแน่นอน ผู้อ่านทั้งหลายจงพิจารณาเถิดว่าวัตถุนั้นเจริญสุดขีดแล้วก็ย่อมเสื่อมสลายลงได้  ฉะนั้น การที่เราเป็นพุทธบริษัทก็ควรยึดมั่น และปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนการยึดในศีลการไม่เบียดเบียนของพระมหาโพธิสัตว์โลกนี้จะเกิดสันติสุขโลกนี้จะน่าอยู่อาศัยมากกว่าปัจจุบัน และจะเป็นการพาจิตวิญญาณของเราก้าวสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง.

การให้ชีวิตคือ ทาน อันยิ่งใหญ่ หนึ่งมื้อกิน เจ หมื่นชีวิตรอดตาย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556


มัชฌิมประภาสปุญสถาน

ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำนี้จงเป็นปัจจัย เกื้อหนุนสรรพชีวิตทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญอนุตรวิถี กลับจิตแปรใจ ได้คืนจิตเดิม มีความสงบเย็นใจกาย ปราศจากเสียซึ่งสรรพกำทุกข์ ปลอดพ้นจากภัยเวร สงครามข้าวยาก ด้วยเดชะบุญนี้ จงช่วยค้ำชูบิดา - มารดา ครูบาอาจารย์ - ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท - มิตรรัก ศัตรูหมู่มาร สรรพเจ้ากรรมนายเวร เทวาทุกชั้นฟ้า อารักษ์ทั่วชั้นดิน เหล่าภูติ นาคา - นาคี เหล่าวิญญา - หมู่เปรต - อสูรกายเหล่าสัตว์ใด ๆ จงเป็นผู้ได้รับอานิสงค์เดชะแห่งผลบุญนี้ท่วนทั่วทุกคนเทอญ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 05, 2020, 07:29:01 PM โดย 時々होशདང一རພຊຍ๛ »


ชิเน กทริยํ ทาเนน


 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham