ผู้เขียน หัวข้อ: ซาโตริต่างกับนิพพานอย่างไร ? ( เซนสักนิด ชีวิตเป็นสุข)  (อ่าน 661 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6722
  • กิจกรรม:
    0.6%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1516
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Linux Linux
  • Browser:
  • Chrome 64.0.3282.137 Chrome 64.0.3282.137
    • ดูรายละเอียด
    • Awards


อ่านเรื่องเซนทีไร ก็มีคำว่า 'ซาโตริ' ปนมาอยู่เรื่อย

มันคืออันหยัง?

คงต้องเริ่มที่คำถามว่า อะไรคือเป้าหมายหลักของปรัชญาพุทธ

คอนเส็ปต์หลักน่าจะคือ 'การปลดปล่อยตนให้เป็นอิสระ'

ในทางพุทธก็คือการบรรลุนิพพาน (nirvana) ในทางเซนคือการบรรลุพุทธภาวะ เรียกว่า ซาโตริ (satori)

ทั้งสองอย่างก็คือการกำจัดความคิดปรุงแต่ง (delusive thinking) ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ เมื่อขจัดมันไปได้ ก็ทำให้โลภ โกรธ หลง หายไปด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือการทำลายอุปาทานในขันธ์ เพื่อให้อัตตาสิ้นไป เมื่อไม่มีอัตตา ก็เป็นอิสระ

เจ้าชายสิทธัตถะทรงละทิิ้งชีวิตฆราวาสไปเป็นดาบส ทรงหาทุกวิถีทางที่จะปลดปล่อยพระองค์เป็นอิสระ แต่ทรงไม่สามารถบรรลุจุดหมายนั้นด้วยหนทางแห่งความสุดโต่ง จนกระทั่งหลังจากเจ็ดปีของการค้นหาแบบสุดโต่ง ก็ทรงละทิ้งวิถีนั้น และเมื่อนั้นเองที่ทรง 'ตื่น' และเข้าสู่สภาวะแห่งการเข้าใจหรือที่เรียกว่า การตรัสรู้ (enlightenment) โดยการพิจารณาสิ่งที่เป็นไปในโลกใต้ต้นโพธิ์ ผ่านทั้งราตรีจนแสงสว่างของเช้าวันใหม่มาถึง ก็ทรงเข้าพระทัยทุกสิ่งอย่างแจ่มแจ้ง หลุดพ้นโดยสิ้นเชิงจากมายาและวงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) เป็นสภาวะที่เรียกว่า อนุตตรสัมมาสัมโพธิ ซึ่งถือเป็นปัญญาสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดมาเทียบเคียงได้ (unexcelled, complete awakening)

การหลุดพ้นก็คือการตื่น นี่คือที่มาของคำว่า พุทธะ แปลว่า ผู้ตื่นแล้ว (บางครั้งใช้คำว่า โพธิ ในความหมายของการตื่นเช่นกัน)

ตื่นจากอะไร?

ตื่นจากมายา ปลดปล่อยตัวเองจากมายาและสิ่งห่อหุ้มธรรมชาติเดิมของเรา

แล้วซาโตริต่างจากนิพพานหรือไม่? อย่างไร?

มีการให้ความหมายของนิพพานและซาโตริต่างกันออกไป บางตำราใช้คำนิพพานกับซาโตริในความหมายเดียวกัน บางตำราว่าภาวะการรู้แจ้ง (enlightenment) มาก่อนภาวะนิพพาน (nirvana) บางตำราก็แบ่งการบรรลุธรรมออกเป็นหลายระดับ เช่น นิพพาน, ซาโตริ, เคนโซ

คำว่า ซาโตริ แปลตรงตัวว่า การเข้าใจ บางทีก็ใช้สลับกับคำว่า เคนโซ (kensho) ซึ่งมักหมายถึงการบรรลุธรรมในขอบเขตของเซน

เคนโซ แปลตรงตัวว่า การมองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของตนเอง เคนโซจึงไม่ได้มีความหมายถึงการตื่นอย่างสมบูรณ์ในความหมายของนิพพาน

มีผู้เปรียบว่า การบรรลุเคนโซก็เช่นการเตะลูกบอลวิถีไกลโค้งข้ามสนามเข้าประตูอย่างสวยงามเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าคุณคือ เดวิด เบคคัม หรือการขว้างลูกบาสเก็ตบอลเข้าห่วงในทีเดียว ก็ไม่ได้ทำให้คุณเป็น ไมเคิล จอร์แดน คุณจะเป็น เดวิด เบคคัม หรือ ไมเคิล จอร์แดน ก็เมื่อคุณทำประตูได้มากพอ นานพอจนสามารถคุมลูกบอลได้ดั่งใจ หรือหากใช้สำนวนนิยายจีนกำลังภายในก็คือ คุณเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกับลูกบอลจนไม่เหลือตัวตนของลูกบอล!

ผู้รู้ด้านเซนหลายท่านอธิบายว่า ซาโตริมักมีความหมายของการตื่นเล็ก นิพพานมีความหมายของการตื่นใหญ่ นั่นคือนิพพานเป็นผลรวมของการบรรลุซาโตริ สรุปแบบหยาบ ๆ ได้ว่า คนเราสามารถบรรลุซาโตริได้หลายครั้ง แต่บรรลุนิพพานได้ครั้งเดียว

ตัวอย่างที่ดีที่สุดน่าจะเป็นกรณีของอาจารย์ฮาคุอิน ปรมาจารย์เซนคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่นสมัยศตวรรษที่ 15 ว่ากันว่าท่านมีประสบการณ์ซาโตริหลายครั้ง เช่นครั้งหนึ่งขณะที่เดินฝ่าฝน น้ำท่วมขึ้นมาถึงหัวเข่า ขณะจิตนั้นท่านนึกถึงบทธรรมที่เคยอ่านนานมาแล้ว พลันท่านก็ตื่น ส่งเสียงหัวเราะก้องกังวาน อาจารย์ฮาคุอินมักตื่นกะทันหันและหัวเราะก้องเช่นนี้เสมอ เป็นตัวอย่างว่าการตื่นมีหลายระดับ และเกิดขึ้นซ้ำได้

ชาวพุทธไม่น้อยตีความคำว่า วงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) ตรงตามคำว่าเป็นการเกิดใหม่โดยพลัง (หรือพลังงาน) ที่เรียกว่า กรรม และกรรมนี้เองเป็นตัวกำหนดคุณลักษณ์และบทบาทของชีวิตที่เกิดใหม่ จนกว่าจะสามารถ 'ตื่น' เมื่อนั้นวงจรนี้ก็จะสิ้นสุด เรียกจุดหมายปลายทางนี้ว่า นิพพาน

แต่ในทางเซนและมหายานบางสายตีความคำว่า สังสารวัฏ แตกต่างออกไป เซนชี้ว่ากระบวนการเกิดใหม่นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงขณะจิต เพราะตัวตนของเราทุกคนเกิดใหม่เรื่อย ๆ ทีละชั่วขณะจิต อันเป็นการกระทบกันของปัจจัยหนึ่งสู่อีกปัจจัยหนึ่งตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งใช้อธิบายสภาวะของจิตของฝ่ายเถรวาท

จะเห็นว่าในเรื่องเดียวกันแท้ ๆ ก็มีการตีความไปต่าง ๆ นานา

อ่านแล้วง่วงหรือเปล่า?

ไม่แปลกถ้าง่วงนะ ก็เหมือนเรื่องเสือดำ เรื่องนาฬิกา และอื่นๆ นั่นแหละ ตีความได้หลายอย่าง ตีความไปตีความมา ก็ง่วงนอนได้

คำว่าเซนจึงต้องเขียน Zen ไง ZZZZ เป็นสัญลักษณ์ของความง่วง

.……………...

วินทร์ เลียววาริณ
เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/winlyovarin/


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham