ผู้เขียน หัวข้อ: นั่งอยู่ใน สายลม แห่งฤดูใบไม้ผลิ  (อ่าน 1245 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6702
  • กิจกรรม:
    2%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1493
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
    • ดูรายละเอียด
    • Awards

 
ในขณะที่เรากำลังนั่งอย่างสงบ นั่งอย่างศานติ มีสามสิ่งที่เราต้องประสานเข้าด้วยกัน สิ่งแรกคือกาย สิ่งที่สองคือใจ สิ่งที่สามคือลมหายใจ - ใจ กาย และลมหายใจ


บางครั้งกายของเราอยู่ตรงนี้แต่ว่าใจได้วิ่งไปที่อื่นแล้ว ใจของเราวิ่งไปยังอนาคต วิ่งไปในอดีต และติดอยู่กับความกังวล ความเศร้า ความโกรธ ความอิจฉา ความกลัว ไม่มีศานติ ไม่มีความสงบ ถ้าเราต้องการที่จะนั่งอย่างสงบ เราต้องนำใจกลับมาหากาย


เราสามารถนำใจกลับมาหากายได้อย่างไร พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ใน พระสูตรว่าด้วยการหายใจ อย่างมีสติว่า เราจำเป็นต้องรู้วิธีการใช้ลมหายใจ เมื่อเราหายใจเข้า เรานำใจกลับมาที่ลมหายใจ หายใจเข้า ฉันตระหนักรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า แทนที่เรามัวแต่ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และสิ่งที่ อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เราเพียงนำใจกลับมาสู่กายเพื่อที่เราสามารถใส่ใจกับลมหายใจได้


พระสูตรนี้มีอยู่ในประเทศเวียดนามตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่สาม สมัย พระอาจารย์เซน ตัง ฮอย ซึ่งเป็นสังฆราชองค์แรกของนิกายเซนในเวียดนาม และพระสูตรนี้เป็นหนึ่งในพระสูตรพื้นฐาน ที่มักใช้ ในการฝึกปฏิบัติสมาธิ หายใจเข้า ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า หายใจออก ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจออก เป็นแบบฝึกหัดแรกในแบบฝึกหัดทั้งสิบหกบท ของพระสูตรว่าด้วยการหายใจอย่างมีสติ ที่ฉันได้แปล จากภาษาบาลีและภาษาจีนเป็นภาษาเวียดนาม และถูกตีพิมพ์ในหลายๆ ภาษา


ในวันที่ฉันค้นพบพระสูตรว่าด้วยการหายใจอย่างมีสติ ฉันมีความสุขมาก เป็นพระสูตรที่มหัศจรรย์ สำหรับการฝึกปฏิบัติสมาธิ หากเราฝึกปฏิบัติอย่างเต็มหัวใจ เพียงไม่กี่สัปดาห์เราก็สามารถนำศานติและ ความสุขกลับมาสู่กายและใจของเราได้
 
 
การฝึกปฏิบัติแห่งพระพุทธองค์


ที่หมู่บ้านพลัมเรามีคาถา เป็นบทกลอนสั้นๆ ที่เราท่องจำกันมีเพียงไม่กี่คำ

เข้า ออก
ลึก ช้า
สงบ สบาย
ยิ้ม ปล่อยวาง
ปัจจุบันขณะ เวลาอันประเสริฐ







ในแบบฝึกหัดแรก "เข้า ออก" หมายถึง หายใจเข้า ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า หายใจออก ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจออก
ในแบบฝึกหัดที่สอง "ลึก ช้า" หมายถึง หายใจเข้า ฉันเห็นลมหายใจเข้าลึกขึ้น หายใจออก ฉันเห็นลมหายใจออกช้าลง ในตอนเริ่มต้นลมหายใจของเราสั้นมาก แต่ถ้าเราตามลมหายใจอย่างต่อเนื่องสักครู่ โดยธรรมชาติแล้วลมหายใจเข้าของเราก็จะ ช้าลง ลึกขึ้น และลมหายใจออกก็ช้าลง ผ่อนคลายมากขึ้นด้วย
สิ่งนี้เป็นการฝึกปฏิบัติของเรา เพียงเมื่อเราต้องการเล่นกีตาร์ เราก็ต้องฝึกปฏิบัติทุกวัน หรือถ้าเราต้องการเรียนรู้ที่จะเล่นเทนนิส เราก็ต้องฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะเป็นนักเล่นเทนนิสที่ดี เราจึงต้องฝึกปฏิบัติการหายใจของเรา หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงของการฝึกปฏิบัติ เราก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว แล้วเราก็สามารถนั่งอย่างสงบได้เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ สมดังที่เป็นสาวกของท่าน


เป็นเวลานานมาแล้วที่เราไปวัดเพื่อทำการถวายเครื่องบูชาเท่านั้น แต่นั่นยังไม่เพียงพอ เราต้องเรียนรู้คำสอนของพระพุทธองค์ การฝึกปฏิบัติเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ต้องการส่งผ่านมาสู่เรา
 
 
หายใจเพื่อพ่อและแม่ของเรา


เราไม่ได้ฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะมีความสุขในอนาคต แต่เราฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะ มีความสุขในขณะปัจจุบัน เมื่อเรากำลังนั่งอย่างสงบ เราควรมีความสุขตอนที่ เรากำลังนั่ง เมื่อเรากำลังเดิน เราควรมีความสุขตอนที่เรากำลังเดิน เรานั่งอยู่ กับลมหายใจเพื่อให้กายสามารถสงบได้ และใจก็จะสงบไปด้วย เราเรียกว่า การนั่งสมาธิ เมื่อเรารู้ว่าจะเดินอย่างไรให้ก้าวย่างได้อย่างบางเบาและนุ่มนวล นั่นเรียกว่า การเดินสมาธิ


ในศูนย์ปฏิบัติธรรมที่ฝึกปฏิบัติตามแนวทางของหมู่บ้านพลัม เราเดินอย่าง ศานติ ราวกับว่าเรากำลังเดินในดินแดนแห่งพระพุทธองค์ เราไม่คุยกันระหว่าง ที่กำลังเดิน หากเราจำเป็นต้องพูดอะไรบางอย่าง เราก็หยุดเพื่อจะพูดสิ่งนั้น แล้วเราก็เดินต่อไป ถ้าเธอมาเยี่ยมหมู่บ้านพลัม หรือวัดเดียร์พาร์ค หรือ ศูนย์ปฏิบัติธรรมกรีนเมาท์เทน หรือวัดปรัชญา หรือวัดตื่อฮิ้ว เธอจะเห็นว่า พระภิกษุและพระภิกษุณีในที่เหล่านี้ไม่คุยกันระหว่างที่เดิน พวกเขาใส่ใจอยู่กับ แต่ละย่างก้าวของพวกเขา และ ย่างก้าวนั้นก็ตามลมหายใจอยู่เสมอ


 

 
 
เมื่อเธอมาใช้ชีวิตอยู่กับพระภิกษุและพระภิกษุณี แค่เพียงยี่สิบสี่ชั่วโมง เธอก็สามารถที่จะเรียนรู้วิธีเดินและนั่ง ได้เช่นเดียวกับ พระภิกษุและพระภิกษุณีเหล่านั้น ศานติและความสุขจะฉายแสงเมื่อเรากำลังนั่งและกำลังเดิน เมื่อเราฝึกปฏิบัติอย่างถูกต้อง ศานติ และความสุขจะมีในวันนี้ เราไม่ต้องการที่จะคอยจนถึงวันพรุ่งนี้ ฆารวาสผู้ฝึกปฏิบัติซึ่งมาเข้าร่วมงานภาวนากับเรา จะได้เรียนรู้ถึง การหายใจและการนั่ง และเรียนรู้วิธีที่จะใส่ใจกับย่างก้าวของเขาเหล่านั้นในชั่วโมงแรกของการปฐมนิเทศ


ขณะที่เราอยู่ในประเทศเวียดนามนี้ เราจะเสนอการสอนเหล่านี้ในช่วงงานภาวนาของพระและของฆารวาสอย่างเดียวกัน ดังนั้น ทุกคนจะได้เรียนรู้ถึงการนั่งสมาธิ การเดินสมาธิ และการตามลมหายใจอย่างมีสติ


"เข้า ออก ลึก ช้า สงบ สบาย ยิ้ม ปล่อยวาง" แบบฝึกหัดที่สี่ คือ "ยิ้ม ปล่อยวาง"
หายใจเข้าฉันรู้สึกสงบ ฉันรู้สึกถึงสัมผัสแห่งการมีชีวิตที่เป็นสุข หายใจออกฉันรู้สึกเบาสบาย คือสิ่งที่เราเรียกว่าความคลายกังวล


- หนึ่งในเจ็ดปัจจัยแห่งการตรัสรู้ เมื่อเราฝึกปฏิบัติมาถึงแบบฝึกหัดที่สาม เราจะรู้สึกสงบและสบาย เมื่อเราหายใจเหมือนกับว่าไม่ใช่ แค่เพื่อตัวเรา แต่เรากำลังดำเนินตามรอยพระพุทธองค์ เราก็กำลังหายใจเพื่อพ่อและแม่ในตัวเราด้วย เมื่อเราฝึกปฏิบัติได้เช่นนั้น มันช่างเบิกบานอย่างมาก

บ่อยครั้งที่ฉันเขียนถ้อยคำเหล่านี้ เพื่อให้พระหนุ่มสาวสามารถส่งภาพอักษรเป็นของขวัญให้กับพ่อแม่ของเขาได้ "ฉันก้าว แต่ละก้าวอย่างอิสระเพื่อพ่อ" "ฉันหายใจอย่างอ่อนโยนและศานติเพื่อแม่" เมื่อเราปฏิบัติเช่นนี้ได้ เราก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับคนใน ครอบครัว บรรพบุรุษ และคนในประเทศชาติของเราด้วย ไม่ใช่แค่ตัวเราเท่านั้น ...๐


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6702
  • กิจกรรม:
    2%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1493
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
    • ดูรายละเอียด
    • Awards
Re: นั่งอยู่ใน สายลม แห่งฤดูใบไม้ผลิ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2010, 09:33:53 AM »

 
 
พลังในการเยียวยาแห่งการผ่อนพักตระหนักรู้


เราสะสมความเครียดไว้มากมาย แล้วมันก็จะนำมาซึ่งความเจ็บป่วย ถ้าเราไม่รู้วิธีที่จะฝึกปฏิบัติ การผ่อนพักตระหนักรู้ ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงสอนเราว่า หายใจเข้า ฉันผ่อนคลายร่างกายทั้งหมด ของฉัน หายใจออก ฉันยิ้มให้กับร่างกายทั้งหมดของฉัน


ที่หมู่บ้านพลัมเรามีการฝึกปฏิบัติธรรมที่เรียกว่า "การผ่อนพักตระหนักรู้" เราสามารถที่จะทำ การผ่อนพักตระหนักรู้ ขณะที่เรากำลังนั่งหรือว่ากำลังนอนอยู่ ฉันขอให้เธอเรียนรู้การฝึกปฏิบัตินี้ หากเธอได้ฝึกปฏิบัติในแต่ละวันเป็นเวลายี่สิบนาที เธอก็สามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยได้มากมาย หากในร่างกายหรือจิตใจของเธอมีความตึงเครียดมากเกินไป มันสามารถสร้างความเจ็บป่วย ให้กับเธอในอนาคตได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคลมชัก


ในแต่ละวันหาก เราสามารถฝึกปฏิบัติเป็นครอบครัวได้ ด้วยการจัดสรรเวลาเพื่อให้ พ่อ แม่ ลูก สามารถนอนลงและฝึกปฏิบัติ นั่นคือครอบครัวที่มีความศิวิไลซ์มาก ที่หมู่บ้านพลัมเราได้จัดทำ CD ที่สามารถช่วยให้ผู้คนได้ฝึกปฏิบัติการผ่อนพักตระหนักรู้ในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เวียดนาม และ เยอรมัน ในครั้งแรกที่เรายังไม่รู้วิธีนำภาวนาการผ่อนพักตระหนักรู้ เราสามารถฟัง CD เพื่อฝึกปฏิบัติ การผ่อนพักตระหนักรู้ และทั้งครอบครัวก็สามารถฝึกปฏิบัติได้ หลังจากนั้นสักครู่ เราก็สามารถ กลับมานำภาวนาการผ่อนพักตระหนักรู้ให้ครอบครัวของเรา


ในประเทศทางตะวันตกมีโรงพยาบาลที่นำการฝึกปฏิบัติหายใจนี้ ไปช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ในยาม ที่ไม่มีทางอื่นแล้วที่จะช่วยเขาเหล่านั้นได้ ในบทความหนึ่งของนิตยสารหมู่บ้านพลัม หลวงพี่ฟับหลิว (ผู้เคยเป็นแพทย์มาก่อน) เขียนเกี่ยวกับแพทย์ซึ่งเรียนรู้พระสูตร และการฝึกปฏิบัติของหมู่บ้านพลัม แล้วนำสิ่งที่เรียนรู้มาช่วยผู้ป่วยของเขา
 
 
 
ศานติและอิสระในแต่ละย่างก้าว


มีผู้คนในประเทศทางตะวันตกซึ่งมาจากประเพณีศาสนาคริสต์ แต่เขาเหล่านั้นรู้วิธีที่นำประโยชน์ จากปัญญาแห่งพระพุทธศาสนามาใช้และช่วยพวกเขาเองได้ พวกเราเรียกประเทศของเราว่าเป็น เมืองพุทธ แต่เราหลายคนรู้เพียงวิธีทำสงครามและถวายเครื่องบูชา เรายังไม่รู้วิธีนำคำสอนแห่ง พระพุทธองค์อันยังประโยชน์ยิ่งไปใช้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสอนผ่านพระสูตรเช่น เช่น สติปัฏฐานสี่ หรือ อานาปานสติ


เรามีวัดฟับเวิงนี้เช่นเดียวกันกับวัดปรัชญา วัดตื่อฮิ้ว วัดอั๋งกวางและวัดอื่นๆ เราสามารถไป วัดเหล่านี้ เพื่อเรียนรู้คำสอนของพระพุทธองค์ให้มากขึ้น เราเรียนรู้การตามลมหายใจอย่างมีสติ การนั่งสมาธิ การเดินสมาธิ และการผ่อนพักตระหนักรู้ เพื่อที่เราสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ในชีวิต ประจำวันของเรา


ในการจัดงานภาวนาให้กับพ่อค้านักธุรกิจในเมืองโฮจิมินห์ เขาเหล่านั้นเรียนรู้การตามลมหายใจ อย่างมีสติ การนั่งสมาธิ การเดินสมาธิ เราได้จัดงานภาวนาเช่นเดียวกันนี้ให้กับสมาชิกสภาทั้งชาย และหญิงในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย เดี๋ยวนี้ในวอชิงตัน ดีซี มีสมาชิกสภาที่รู้ว่าจะเดินสมาธิอย่างไร และประสานลมหายใจกับย่างก้าวของเขาอย่างไร เขาเขียนจดหมายถึงฉันว่า "ท่านพระอาจารย์ครับ จากห้องของผมไปยังสภาออกเสียงผมเดินสมาธิตลอดเวลา ในระหว่างทางที่ผมจะไปยังที่ดังกล่าว ผมกลับมาที่ลมหายใจและย่างก้าวของผม ทำให้ความสัมพันธ์ของผมกับกระบวนงานการออกเสียง และกับผู้ร่วมงานของผมเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้นมาก เพราะผมรู้วิธีนำการเดินสมาธิมาใช้"

 
 
เราได้จัดงานภาวนาให้กับตำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ลองจินตนาการถึงตำรวจร่างใหญ่ซึ่งตอนนี้กำลังก้าวย่างในศานติ ในความสุภาพอ่อนโยน เธอรู้หรือไม่ว่าในประเทศสหรัฐอเมริกามีจำนวนตำรวจที่ฆ่าตัวตาย มากกว่าตำรวจที่ตายเพราะถูกผู้ร้ายยิง ตำรวจเหล่านั้นเห็นพยานความทุกข์อย่างมาก และเป็นเหตุให้ตัวของเขาเอง รวมทั้งครอบครัวของเขาต้องเป็นทุกข์อย่างยิ่ง พวกเขา รู้สึกว่าไม่มีทางออก นั่นจึงทำให้การเข้าร่วมงานภาวนาแบบเราเป็นประโยชน์กับพวกเขามาก และทำให้พวกเขาเป็นทุกข์น้อยลงมาก


ในคุกก็มีผู้ที่รู้วิธีการนั่งสมาธิด้วย เมื่อเดือนที่แล้วนักโทษชาวสหรัฐอเมริกาเขียนจดหมายถึงฉันว่า "ท่านพระอาจารย์ครับ แม้ว่า ผมจะอยู่ในคุก ผมก็มีความสุขมาก และผมเห็นว่าบางครั้งการอยู่ในคุกนั้นเป็นการดีสำหรับผม การอยู่ในคุกนี้เป็นสภาวะที่เป็น ประโยชน์สำหรับผมที่จะนั่งและเดินสมาธิได้มาก ถ้าผมอยู่ข้างนอกในตอนนี้ผมอาจจะไม่เคยได้เรียนรู้การฝึกปฏิบัติเช่นนี้ ถึงแม้ ผมไม่ได้เป็นพระ แต่ผมก็กำลังใช้ชีวิตในคุกดำเนินชีวิตสอดคล้องกับแนวทาง และคำสอนแห่งสติในหนังสือ ก้าวย่างสู่อิสรภาพ (Stepping Into Freedom) ซึ่งมีเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญในการฝึกปฏิบัติสำหรับสามเณรและสามเณรี โดยปรับปรุงใหม่จากหนังสือ ที่เขียนสำหรับวัด


เป็นเวลานานกว่าหลายศตวรรษแล้ว เมื่อผู้คนที่จมอยู่กับความสิ้นหวัง ได้เข้ามาสัมผัสกับคำสอนอันมหัศจรรย์ของพระพุทธองค์ พวกเขาสามารถแปรเปลี่ยนชีวิตของตัวเองได้ เราเป็นลูกหลานของพระพุทธองค์มาหลายชั่วอายุคน และพุทธศาสนาเคยอยู่ใน ประเทศของเรามามากกว่าสองพันปีแล้ว หากเราไม่ได้เรียนรู้การฝึกปฏิบัติสมาธิพื้นฐานเหล่านี้ มันก็เป็นสิ่งที่น่าละอาย


นั่นจึงทำให้ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเธอที่อยู่ที่นี่ในวันนี้ ได้ตั้งใจมาเรียนรู้การฝึกปฏิบัติพื้นฐานเหล่านี้ เราต้องมีความสามารถ ที่จะนั่งอย่างสงบ เราต้องรู้วิธีในการหายใจในทางที่ทำให้เรารู้สึกสบาย และมีศานติ และเราจำเป็นต้องรู้วิธีการเดินเพื่อให้มีศานติ และ อิสระในแต่ละย่างก้าว เราไม่ได้กำลังทำเพื่อตัวของเราเองเท่านั้น แต่เพื่อพ่อ เพื่อแม่ เพื่อลูกๆ และเพื่อประเทศชาติของเรา
ในอานาปานสติสูตรว่าด้วยการหายใจอย่างมีสติ พระพุทธองค์ทรงสอนเราให้ใช้การหายใจอย่างมีสติ เพื่อเยียวยาร่างกายและ จิตใจของเรา เมื่อเรามีความผ่อนคลายในร่างกาย ร่างกายก็มีความสามารถที่จะเยียวยาตัวเอง และการใช้ยาจะกลายเป็นเรื่องรอง เมื่อมีความเครียดมากๆ เราสามารถกินยาจำนวนมากได้ แต่มันก็ยากมากที่จะเยียวยา ดังนั้นในขณะที่เรากินยา สิ่งสำคัญก็คือ การผ่อนคลายร่างกาย พอนางพยาบาลฉีดยาแล้วเราเกร็งร่างกาย เพราะเรากลัวว่ามันจะทำให้เราเจ็บ เมื่อเราเกร็งร่างกายอย่างนั้น ถ้านางพยาบาลฉีดยามันก็จะเจ็บมาก ดังนั้นนางพยาบาลจึงพูดว่า "ตอนนี้หายใจลึกๆ นะคะ" และเมื่อเรากำลังหายใจออก และ กำลังคิดถึงการหายใจออก นางพยาบาลก็แทงเข็มเข้าไปที่แขนของเราแล้ว


ในขณะที่เรากำลังขับรถ ขณะที่เรากำลังทำอาหาร ขณะที่เรากำลังกวาดพื้นบ้าน ขณะที่เรากำลังใช้คอมพิวเตอร์ เราสามารถ ฝึกปฏิบัติการผ่อนพักตระหนักรู้ได้ด้วย อย่าคิดว่าพระภิกษุและพระภิกษุณีไม่ได้ทำงานมาก พวกเขาทำงานมาก แต่พวกเขา ฝึกปฏิบัติที่จะทำงานด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย นั่นจึงทำให้เขาเหล่านั้นสามารถรักษาความสดชื่น รอยยิ้ม และความสุขของพวกเขา ไว้ได้ เราเองก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน


 
 
ความลับของเซน


หลังจากที่เรานำใจของเรากลับมาดูแลกาย เราก็สามารถนำใจของเรากลับมาดูแลใจด้วย ในใจ ของเรามีความทุกข์ ความกลัว ความกังวลใจ ความหงุดหงิด ความโกรธ บ่อยครั้งที่เราต้องการ เก็บกดความรู้สึกของเราไว้ แต่ในวันหนึ่งๆ ความตึงเครียดเติบโตมากขึ้นและมากขึ้น ในที่สุดก็เป็น เหตุให้กายและใจของเราป่วย พระพุทธองค์ทรงสอนเราให้นำใจกลับมาสู่กายเพื่อดูแลกาย และ นำใจกลับมาดูแลใจด้วย


ในแบบฝึกหัดสิบหกบทของการหายใจอย่างมีสติ มีการฝึกปฏิบัติอยู่บทหนึ่งที่มุ่งผ่อนคลาย การเกิดจิตปรุงแต่งในเชิงลบ เช่น ความโกรธและความกังวลใจ


หายใจเข้า ฉันตระหนักรู้ว่ามีความหงุดหงิดในตัวฉัน
หายใจออก ฉันยิ้มให้กับความหงุดหงิดของฉัน
หายใจเข้า ฉันตระหนักรู้ว่ามีความกังวลใจในตัวฉัน
หายใจออก ฉันดูแลความกังวลใจของฉัน


 
ความหงุดหงิดหรือความกังวลใจของเราก็เหมือนกับทารก เราใช้การหายใจของเราสร้างพลังแห่งสติ เพื่อโอบกอดความกังวลใจและความกลัวของเรา


 

 
 
สติที่ถูกต้อง (สัมมาสติ) หมายถึง เรารู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่างว่า ฉันกำลังหายใจเข้า และ ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า นั่นคือการมีสติที่ถูกต้องกับลมหายใจ เมื่อเราก้าวย่างและเรารู้ว่าเรากำลัง ก้าวย่าง นั่นคือการมีสติที่ถูกต้องกับการก้าวย่าง เมื่อเราดื่มน้ำมะพร้าว ชั่วขณะนั้นเรามีสติในการดื่ม เรานำใจกลับมาหากาย เพื่อให้ใจของเราอยู่กับขณะที่เรากำลังนั่ง กำลังยืน กำลังนอนลง สวมใส่เสื้อ ถอดเสื้อ แปรงฟัน ใจของเราอยู่ตรงนั้นเสมอ นั่นคือความลับของเซน
เมื่อกายและใจได้ผ่อนคลาย เราก็มีความสามารถที่จะฟังบุคคลอื่น และพูดด้วยวาจาที่นุ่มนวล แล้วเราก็สามารถสร้างการสื่อสาร ระหว่างเขาและเราได้อีกครั้ง เขาเหล่านั้นอาจเป็นคู่สมรส คู่คิด ลูกสาว หรือลูกชาย เพื่อนหรือพ่อแม่ของเรา การฝึกปฏิบัติการฟัง อย่างลึกซึ้งและการกล่าววาจาด้วยความรักนั้น หากเราไม่มีศานติในกายและใจแล้ว เราก็ไม่สามารถฝึกปฏิบัติการฟังอย่างลึกซึ้ง และการกล่าววาจาด้วยความรักได้ เมื่อเราสามารถที่จะฝึกปฏิบัติการฟังอย่างลึกซึ้งและการกล่าววาจาด้วยความรัก เราก็สามารถ ช่วยผู้อื่นให้ทุกข์น้อยลง ความสุขในครอบครัวสามารถถูกสร้างขึ้นได้อีกครั้ง


ฉันอยากบอกเธอว่าผู้ฝึกปฏิบัติชาวตะวันตกนั้น หลังจากการฝึกปฏิบัติเพียงห้าวัน พวกเขาก็สามารถกลับคืนดีกับครอบครัวและ พ่อแม่ได้ พวกเขาฝึกปฏิบัติอย่างเต็มร้อย เพราะว่าพวกเขาต้องการบรรลุผลสำเร็จ และไม่ใช่เพียงฝึกปฏิบัติเพื่อรูปแบบ
 
 
ลูกหลานของพระพุทธองค์


เราจัดงานภาวนาเพื่อให้ชาวตะวันตกฝึกปฏิบัติกับชาวเวียดนาม ในงานภาวนานี้ชาวเวียดนามเห็นการฝึกปฏิบัติอย่างถูกต้อง และขยันหมั่นเพียรของชาวตะวันตก

เราเป็นลูกหลานของพระพุทธองค์มาสองพันปีแล้ว เราจึงฝึกปฏิบัติแย่กว่าชาวตะวันตกไม่ได้ เราสามารถทำพอๆ กันหรือดีกว่าได้ เราต้องมีความศรัทธาในคำสอนและการฝึกปฏิบัติแห่งพระพุทธองค์ พุทธศาสนาไม่ใช่เป็นศาสนาเพื่อการอุทิศกราบไหว้บูชา แต่พุทธศาสนาเป็นขุมทรัพย์เห่งปัญญาอันยิ่งใหญ่


มันก็เหมือนกับผลขนุน การอุทิศกราบไหว้บูชาเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น เมื่อเราผ่าขนุนออกและเข้าถึงชั้นเนื้อใน มันก็จะ มีส่วนที่หอมหวานและนุ่มมาก เราหลายคนฝึกปฏิบัติเพียงเปลือกนอกของผลขนุน แต่เมื่อเราเข้าถึงเนื้อใน เราสามารถมีความสุข อย่างลึกซึ้งได้ เราจำเป็นต้องเรียนรู้—ไม่ใช่เพื่อสะสมความรู้ของพระพุทธศาสนา แต่เพื่อให้เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา
ก่อนอื่น เราเรียนรู้ที่จะฝึกปฏิบัติในทางที่เราสามารถนั่งนิ่งๆ และผ่อนคลายกายและใจของเรา เราเรียนรู้เพื่อที่สามารถฟัง อย่างลึกซึ้งและกล่าววาจาด้วยความรักได้ บางทีเพียงหนึ่งหรือสองสัปดาห์ เราสามารถเปลี่ยนทั้งชีวิตของเราได้ เราสามารถ นำความสุขกลับมาสู่ครอบครัวของเราได้ มีคนจำนวนมากเคยทำเช่นนี้ได้แล้ว ถ้าเราต้องการที่จะทำเราก็สามารถทำได้เช่นกัน...๐

" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6702
  • กิจกรรม:
    2%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1493
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
    • ดูรายละเอียด
    • Awards
Re: นั่งอยู่ใน สายลม แห่งฤดูใบไม้ผลิ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2010, 09:34:35 AM »
นี่เป็นปาฐกถาธรรมครั้งแรก ฉันไม่ต้องการพูดยาวมาก ดังนั้นฉันจะเหลือเวลาให้สักเล็กน้อยเพื่อให้เธอสามารถถามคำถามได้
 
 

 
 
ปัญหากับเท้าของฉัน


ผู้หญิงท่านหนึ่งจากบรรดาผู้เข้าฟังปาฐกถาธรรม :


ก่อนอื่นดิฉันอยากอวยพรท่านพระอาจารย์ พระภิกษุ และพระภิกษุณี ให้มีสุขภาพดี เพื่อให้ท่าน สามารถถ่ายทอดคำสอนสู่เราและลูกหลานในรุ่นต่อๆ ไป เมื่อเราฝึกปฏิบัติเราสามารถกลับมาอยู่ที่ ปัจจุบันขณะและดำรงอยู่อย่างศานติสุขในปัจจุบันขณะนั้น และเพื่อที่จะทำอย่างนั้นได้ เราต้องนำ สามสิ่ง คือ กาย ใจและ ลมหายใจ มาไว้ด้วยกัน แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับหนึ่งในสามสิ่งนี้ ยกตัวอย่าง ว่า เท้าของดิฉันมีปัญหาและไม่สามารถทำให้มันสงบได้ ดังนั้น การฝึกปฏิบัติของดิฉันจะให้ศานติ หรือความคลายกังวลหรือไม่

 
ท่านติช นัท ฮันห์ :


ดีมาก! [ผู้ฟังปรบมือ] ก่อนอื่นอย่าคอยจนกว่าเธอจะมีอาการเจ็บเท้า แล้วจึงพูดว่า "ฉันไม่สามารถ ฝึกปฏิบัติได้" ฝึกปฏิบัติเมื่อ เธอไม่มีอาการเจ็บเท้า เมื่อใดที่มีอาการเจ็บขา ก่อนอื่นเราดูแลและพยายามหาทางรักษา และเราก็หาทางที่จะนั่งในท่าที่สบาย ในเวลาเดียวกันด้วย มีผู้คนซึ่งมีปัญหาในการนั่ง แทนที่จะใช้เบาะรองนั่งหนึ่งอัน พวกเขาก็ใช้เบาะรองนั่งสองอัน แทนที่จะนั่งในท่า ดอกบัวพวกเขาก็นั่งในท่าครึ่งดอกบัว หรือพวกเขานั่งบนม้านั่งหรือเก้าอี้ ผู้คนอาจนั่งบนเก้าอี้ แต่ยังนำใจกลับมาหากายได้


สำหรับเรื่องลมหายใจ ยกตัวอย่างว่า อาจเป็นเรื่องยากมากเมื่อเราเป็นโรคหอบหืด ดังนั้นเราควรฝึกปฏิบัติเมื่อเราไม่มีอาการ หอบหืด และเมื่อเรามีอาการหอบหืด เราก็ยังสามารถฝึกปฏิบัติกับอาการหอบหืดนั้นได้


อย่าใช้คำแก้ตัวที่ว่า ฉันมีความยากลำบากเป็นพิเศษกับกายหรือใจหรือลมหายใจของเรา มีผู้คนซึ่งเป็นเหยื่อของอุบัติเหตุ ทางรถยนต์ ซึ่งเป็นศิลปิน และตอนนี้พวกเขาไม่สามารถวาดภาพด้วยมือได้ ดังนั้นพวกเขาจึงใช้เท้าวาด—วาดได้สวยมาก! ดังนั้น หากเรามีการบาดเจ็บที่เท้าของเรา หรือมีความลำบากในการหายใจของเรา เราก็สามารถฝึกปฏิบัติได้ เราอย่าใช้คำแก้ตัวนั้น เพื่อละเลยการฝึกปฏิบัติ
 
 

 
 



การเอ่ยพระนามพระพุทธเจ้า


ผู้ชายท่านหนึ่งจากบรรดาผู้เข้าฟังปาฐกถาธรรม :


ขณะที่เราใช้ลมหายใจเพื่อเอ่ยพระนามพระพุทธเจ้าอมิตาภะ หายใจเข้า เราพูดว่า "นะโม" (สรรเสริญ) หายใจออกเราพูดว่า "อมิตาภะพุทธเจ้า" "นะโม อมิตาภะพุทธเจ้า" เป็นพระพุทธเจ้า แห่งแดนสุขาวดี และเมื่อท่านสอนเราว่า "หายใจเข้า ฉันรู้สึกสงบ หายใจออก ฉันรู้สึกสบาย" ผมสามารถพูดคำนี้แทนได้ เหมือนกับการฝึกปฏิบัติของผม แล้วก็คำพูดนั้นค่อยๆ นำผมสู่การจดจ่อ อยู่กับลมหายใจในระดับที่สูงขึ้น เมื่อมีความจดจ่ออยู่กับลมหายใจ และการเอ่ยพระนามพระพุทธเจ้า นั้นก็สามารถช่วยเยียวยาพวกเราได้ ดังนั้นผมจึงอยากแลกเปลี่ยนกับท่าน และผมอยากแสดง ความรู้สึกขอบคุณต่อการสอนของท่านในวันนี้ด้วย


 
ท่านติช นัท ฮันห์ :


ดีมาก เราสามารถรวมการฝึกปฏิบัติเอ่ยพระนามอมิตาภะพุทธเจ้า เข้ากับการฝึกปฏิบัติการหายใจอย่างมีสติ แต่ว่าคืนนี้เราคุยกัน ถึงอานาปานสติ พระสูตรว่าด้วยการหายใจอย่างมีสติ ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธองค์เอง เราสามารถใช้พระสูตรดั้งเดิมในวิธีการ ฝึกปฏิบัติที่แตกต่าง เพราะว่ามีการฝึกปฏิบัติอื่นๆ อีกมากมาย เราเพียงนำการฝึกปฏิบัติบางส่วนที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำเรามา ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ได้เห็นพ้องหรือไม่ได้รู้จักกับการฝึกปฏิบัติอื่น


อย่างไรก็ตามการฝึกปฏิบัติธรรมนำความผ่อนคลาย อิสระ และศานติมาสู่กายของเรา เหล่านี้เป็นการฝึกปฏิบัติที่ดีที่สุดทั้งสิ้น เราไม่อยากเสียเวลาไปกับการพูดว่า การฝึกปฏิบัตินี้ดีกว่าการฝึกปฏิบัติอื่น


ผู้คนบางส่วนรู้สึกสะดวกใจสบายกายกับการฝึกปฏิบัติในแนวหนึ่ง ผู้คนอื่นๆ อาจไม่รู้สึกว่า เขาประสบความสำเร็จในการฝึก ปฏิบัติในแนวนั้น ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามฝึกปฏิบัติในแนวอื่นๆ อย่างไรก็ตามการฝึกปฏิบัติแนวใดที่เราทำ เราต้องการเข้าถึงผล ของการฝึกปฏิบัตินั้น ซึ่งก็คือความสดชื่น ความสุข ความสงบ จริงๆ แล้วศานติและความสุขมีได้ทันที โดยที่เราไม่ต้องคอยจนถึง สาม สี่เดือนต่อมา หรือ สาม สี่ปีต่อมา เพื่อลิ้มรสผลแห่งการปฏิบัตินั้น มันเป็นไปในทางเดียวกันกับการฝึกปฏิบัติเอ่ยพระนามของ พระพุทธเจ้า เราเอ่ยพระนามของพระพุทธเจ้าในวิถีที่ทำให้เราสามารถมีศานติ และความสุขได้ในขณะที่เรากำลังเอ่ยพระนาม หากเรารู้สึกกลัวหรือกังวลใจ การฝึกปฏิบัตินั้นก็ไม่ใช่หัวใจแห่งคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งหมายถึง การดำรงอยู่อย่างศานติสุข ในขณะปัจจุบัน
 
 

 
 




การสัมผัสกับผู้ล่วงลับ


ผู้ชายท่านหนึ่งจากบรรดาผู้เข้าฟังปาฐกถาธรรม :


ในนิตยสารบอกว่าวันนี้ ท่านพระอาจารย์จะบรรยายธรรมเกี่ยวกับการอยู่กับคนรัก และวิธีฝึกปฏิบัติ ที่จะนำศานติมาสู่ตัวเอง เมื่อคืนที่ท่านบรรยายธรรมท่านกล่าวว่า หากเธอสามารถสัมผัสกับลมหายใจ ของเธอได้ เธอก็มีศานติและความสุข ท่านหมายความว่า เมื่อเรามีศานติและความสุขแล้ว เราสามารถ สัมผัสกับคนรักที่ตายไปแล้วได้ ใช่หรือไม่


 
ท่านติช นัท ฮันห์ :


เราจะไปอย่างช้าๆ ทีละขั้น มีหัวข้อมากมายที่แตกต่างกันไป เราจะมีการประกอบพิธีสามพิธี เพื่อสวดให้กับผู้คนซึ่งล่วงลับ ในช่วงสงครามเวียดนาม และพวกเราสามารถตั้งคำถามที่ว่า "คนรักของฉันตายในสงคราม ฉันสามารถนำศานติมาสู่พวกเขา ได้อย่างไร ฉันสามารถช่วยปลดปล่อยพวกเขาได้อย่างไร" หัวข้อนี้จำเป็นต้องใช้เวลามากเพื่อที่จะเข้าใจ เพราะว่ามันเป็นเรื่อง ลึกซึ้งมาก
เหมือนกับในแวดวงวิทยาศาสตร์ทั่วไป พุทธศาสนาก็เช่นเดียวกันจำเป็นต้องไปทีละขั้น เมื่อเราไม่สามารถไปถึงขั้นแรก และ ขั้นที่สองได้ มันก็เป็นการยากสำหรับเราที่จะไปยังขั้นต่อๆ ไป และนั่นจึงทำให้เราไม่ควรรีบร้อนมากเกินไป หรือถูกดึงเข้าไปใน ขอบเขตของทฤษฎี เราจำเป็นต้องเข้าใจในการฝึกปฏิบัติพื้นฐานก่อน


เมื่อเรามีศานติในกายและใจเพียงพอ เราก็มีความสามารถที่จะฟัง แล้วเราสามารถดูแลสถานการณ์ที่ยุ่งยากได้ ในตัวเรามีสิ่งที่ คิดไว้ก่อนแล้วซึ่งสะสมไว้จากอดีต เมื่อเราฟังสิ่งใหม่เรามักมีนิสัยที่ชอบต่อต้านมัน บางทีเราอาจมีท่าทีอาการอย่างนี้อยู่ในตัวเรา แล้วเมื่อเราฟังคำสอนเป็นครั้งแรก ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงสอนเราถึงวิธีในการฝ่าทรรศนะที่เราได้เรียนรู้เมื่อวานนี้ไปให้ได้ หากเราไม่สามารถปล่อยสิ่งที่เราได้เรียนรู้ในอดีตได้ เราก็ไม่สามารถไปในขั้นต่อไปได้ หากเธอไม่สามารถปล่อยขั้นที่ห้าได้ เธอก็ไม่สามารถไปในขั้นที่หกได้ หากเธอต้องการไปยังขั้นที่เจ็ด เธอต้องปล่อยขั้นที่หก


ในศตวรรษที่ผ่านมานี้นักวิทยาศาสตร์หลายคนได้พบว่า พุทธศาสนาเป็นที่จับใจอย่างมาก ไอน์สไตน์ได้กล่าวไว้ว่า พุทธศาสนา เป็นเพียงศาสนาเดียวที่สามารถเรียงแถวอยู่กับวิทยาศาสตร์ได้ และนั่นคือหัวใจของการฝ่าความรู้และทรรศนะ ที่พวกเราได้สะสม มาจากอดีต
 
 

 
 

นั่งอยู่ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ


เราควรจบปาฐกถาธรรมได้แล้ว เราจะเจอกันอีกพรุ่งนี้ เมื่อเช้าคณะผู้แทนของพวกเราได้รับโอกาสให้เข้าเยี่ยมชมวัดอั๋งกวาง เราถวายภาพอักษร "นั่งอยู่ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ" ให้กับเจ้าอาวาสวัดอั๋งกวาง


ฉันได้อธิบายเจ้าอาวาสว่า ถ้อยคำนั้นเป็นคำสอนเก่าแก่ เมื่อพี่น้องนั่งอยู่ด้วยกันในวิถีแห่งความรัก เมื่อครูและศิษย์นั่งอยู่ ด้วยกัน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติ รวมทั้งสอนและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ความสุขมีได้ราวกับว่า เรานั่งอยู่ใน สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ เราได้รับประโยชน์จากสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ เช่นเดียวกับสายลมอ่อนๆ ที่บำรุงเลี้ยงจิตใจ ดังนั้นเมื่อเช้า ฉันจึงเขียนภาพอักษร "นั่งอยู่ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ"


ฉันมีความรู้สึกว่าคืนนี้เป็นดั่งครูและศิษย์นั่งอยู่ด้วยกันที่นี้ เรานั่งอยู่ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ เรามีความโชคดีที่ได้มาพบซึ่งกัน และกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของเรา นี่เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ ที่ฉันอยากให้พวกเราทั้งหมดได้ตระหนักไว้ ...๐
 
 
 
 
http://www.thaiplumvillage.org/dharmatalk_tnh_500222_01.html
" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

ออฟไลน์ แก้วจ๋าหน้าร้อน

  • สิ่งใดคือธรรมะ สิ่งนั้นย่อมดีแล้วสูงสุด
  • ทีมงานกวาดลานดิน
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • กระทู้: 6499
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: th
  • พลังกัลยาณมิตร 1737
  • ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครอง
    • kaewjanaron
    • facehot
  • Awards ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก
    • ดูรายละเอียด
    • ใต้ร่มธรรม
    • Awards
Re: นั่งอยู่ใน สายลม แห่งฤดูใบไม้ผลิ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2010, 10:53:17 PM »
 :13: อนุโมทนาครับ ขอบคุณครับพี่มด
การโพสภาพโดยใช้เว็บฝากไฟล์ภาพ imageshack.us/ (เว็บกบ)
การปรับแต่งห้องสมาชิกไร้ขีดจำกัด Ultimate Profile + ห้องเพลงส่วนตัว
การตั้งกระทู้และการโพสกระทู้ในเว็บใต้ร่มธรรมครับ
การแก้ไข้ข้อมูล ชื่อ ระหัส ส่วนตัวของสมาชิกใต้ร่มธรรมครับ
การใส่รูปประจำตัวเรา Avatar รวมทั้งลายเซ็นต์ ในกระทู้หรือโพสของเราครับ
เพิ่มไอคอน ทวิสเตอร์ เฟชบุ๊ค ยูทูบ ในโปรโปรไฟล์ของเรา
การสร้างอัลบั้มภาพส่วนตัวในห้องสมาชิก Profile Pictures
การเพิ่มเพื่อน กัลยาณมิตรใต้ร่มธรรม ในห้องสมาชิกส่วนตัว
การดูกระทู้ทั้งหมดที่เรายังไม่ได้อ่านครับ
โค้ดสี bb color code ไว้สำหรับโพสกระทู้ครับ
*วิธีเคลียร์แคชในทุกเว็บเบราว์เซอร์ครับ เมื่อคอมอืด*

ห้องประชุมของทีมงาน
~ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครองครับ~

ออฟไลน์ ดอกโศก

  • ทีมงานดอกแก้วกลิ่นธรรม
  • ต้นไม้ใหญ่ยืนหยัดมั่นคงดั่งภูผา
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 814
  • กิจกรรม:
    1%
  • Country: th
  • พลังกัลยาณมิตร 531
    • rklinnamhom
  • Awards ผู้เข้าใจธรรมชาติสรรพสิ่งสรรพชีวิต ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
    • ดูรายละเอียด
    • Awards
Re: นั่งอยู่ใน สายลม แห่งฤดูใบไม้ผลิ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2010, 07:31:17 AM »
อนุโมทนาค่ะ   :13:

การหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
ช่วยผ่อนคลายได้จริงๆค่ะ สัมผัสได้จากตัวเอง

การหายใจช้าๆ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางกายและทางใจได้มาก
เรียกสติกลับมาอยู่กับตัวเองได้จริงๆค่ะ  :13:

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham