ผู้เขียน หัวข้อ: หยุดเถิดชาวพุทธหยุดถวายเงินกับพระภิกษุ  (อ่าน 75 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ होशདངພວན2017

  • ต้นไม้ใหญ่ยืนหยัดมั่นคงดั่งภูผา
  • ****
  • กระทู้: 614
  • กิจกรรม:
    31.8%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 254
  • Awards ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก
  • OS:
  • Windows NT 6.2 Windows NT 6.2
  • Browser:
  • Chrome 61.0.3163.79 Chrome 61.0.3163.79
    • ดูรายละเอียด
    • Awards



หยุดเถิดชาวพุทธ หยุดถวายเงินกับพระภิกษุ


อ่านข่าว....https://www.sanook.com/news/6545002/


เลิกกันได้หรือยังให้เงินพระ(พระรวยกว่าคฤหัสถ์ มีสมุดบัญชีธนาคาร)

ทรัพย์ของพระภิกษุรวมกัน มีมากมายมหาศาล มีสมุดบัญชีเงินฝาก นี่คือ การบวช หรือ การสละหรือ? วงการสงฆ์วุ่นวาย เสื่อม เพราะเริ่มมาจากพระภิกษุรับเงินทอง คฤหัสถ์ให้เงินพระ แทนที่จะให้ของที่เหมาะสม ไม่เป็นโทษกับท่าน

จากข่าววันนี้...พบเงิน 130 ล้านในบัญชีเจ้าอาวาสวัดสระเกศ สั่งอายัด


การที่มีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารก็แสดงว่ามีการรับเงิน ถึงจะนำไปฝากธนาคารได้ สำหรับพระภิกษุ การรับเงินเป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์  สำหรับสามเณรผิดศีลข้อที่ ๑๐

ชาวพุทธ ตื่นได้หรือยัง ที่จะเลิกให้เงินพระภิกษุ ไม่เช่นนั้น พระอลัชชี(ไม่ละอายบาป)ทั้งหลาย ก็จะยังเรี่ยไร ด้วยการหลอกชาวบ้านด้วยคำว่าได้บุญ โดยให้ทำ ผ้าป่าสามัคคดี กฐิน สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ โบสถ์สวยงาม เกณฑ์คนมาบวชหวังเงินจากการบวชโดยให้คนเป็นเจ้าภาพในการบวชแต่ละรูป หาเงินเข้าวัดกัน และ ก็มีเงินฝากธนาคาร  คฤหัสถ์ให้เงินพระ ไม่ได้บุญ พระรับเงิน เป็นบาปกับตัวงเอง ก็ช่วยกันทำลายพระพุทธศาสนา

วิกฤตแค่ไหนแล้ว จากข่าวที่พระมีสมุดบัญชีธนาคาร มีเงินฝากเป็นร้อย ๆ ล้านและ พระภิกษุรูปอื่น ๆ อีก มีสมุดบัญชี ผิดตั้งแต่มีเงิน มีเงินต้องอาบัติ ไม่ใช่ไม่ผิดเพราะไม่ยักยอก แต่เพราะมีวัตถุ คือเงิน อันเป็นของที่ภิกษุไม่ควรมี พระพุทธเจ้าทรงติเตียน และย่อมเป็นที่มาของการทุจริตนั่นเอง หยุดเถิดชาวพุทธ หยุดทำลายพระภิกษุและพระพุทธศาสนาด้วยการให้เงินพระ

ความเสื่อมไปของพระพุทธศาสนา ไม่ได้เกิดจากศาสนาอื่น แต่เกิดจากพุทธบริษัท 4 ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย มีพระรับเงินทอง เป็นต้น และ ส่งเสริมสิ่งที่ผิด ปกป้องสิ่งที่ผิด ปกป้องพระรับเงินทอง ผู้ที่ช่วยกันรักษาพระธรรมวินัย รักษาพระพุทธศาสนา คือ ผู้ที่มีจิตหวังดี กล่าวตามธรรม ความจริงให้พุทธบริษัทปฏิบัติถูกว่าพระไม่ควรรับและยินดีในเงินและทอง

พระพุทธเจ้า และ อุบากสก อุบาสิกาผู้เห็นถูก ในสมัยพุทธกาล ติเตียน ภิกษุผู้ปฏิบัติไม่ดี ไม่ทรงนิ่งเฉย หรือ ปกป้อง เพราะ พระองค์มุ่งอนุเคราะห์ให้ภิกษุนั้นประพฤติปฏิบัติถูก

พระภิกษุ บวช เพื่อสละ ละทุกสิ่ง มุ่งตรงต่อการดับทุกข์ พระพุทธเจ้า พระสาวกผู้มีคุณธรรม ออกบวช เพื่อสละกองเงินกองทอง สละความประพฤติดั่งคฤหัสถ์ ท่านทำกิจของพระภิกษุ คือ ศึกษาพระธรรม เผยแพร่พระธรรม อบรมปัญญาโดยไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเงินทองประการใใดๆ โดยเป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์เป็นผู้จัดการ ในการสร้างวัด ซ่อมแซมวัด และ วัดที่ดี ก็ให้คฤหัสถ์ที่ดี บริหาร ดูแล ค่าใช้จ่ายของวัด โดยพระภิกษุที่ดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินทองก็มีมาแล้ว

ปัจจุบัน วงการสงฆ์วุ่นวายอย่างมากเพราะ คฤหัสถ์และบรรพชิต ไม่ศึกษาพระธรรม ไม่ศึกษาพระวินัย มุ่งแต่โลภบุญ อยากได้บุญ ถูกพระภิกษุอลัชชี(ไม่ละอาย)กล่าวอธรรม(คำไม่ถูก)ว่าให้ถวายเงินทองได้ - ได้บุญ คฤหัสถ์ถูกหลอกด้วยคำว่าบุญ อยากได้บุญ ถวายเงินพระ พระต้องอาบัติ แต่เพราะไม่ละอาย สะสมทรัพย์ อ้างยุคสมัย แต่ ไม่อ้างพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้วว่า ภิกษุไม่พึงรับและยินดีในเงินและทอง รูปใดรับและยินดี ต้องอาบัติ

พระภิกษุไม่รู้ว่าตนเองว่าบวชเข้ามาทำไม บวชคืออะไร  ก็ประพฤติตนดั่งคฤหัสถ์ เมื่อรับเงินทองแล้ว ก็ไปเปิดบัญชีธนาคาร ไปที่ธนาคาร พระภิกษุผู้สละ ไปธนาคาร สมควรหรือไม่ เปิดบัญชีธนาคาร รับเงินฝากนั้น ภิกษุรับเงินทอง ต้องอาบัติแล้ว ไม่ต้องรอกฎหมายมาตัดสินเลยว่ายักยอกทรัพย์หรือไม่ยักยอก ผิดตั้งแต่รับเงินทอง มีบัญชีธนาคาร ไม่แตกต่างจากคฤหัสถ์ บวชทำไมหากยักยอก มูลค่าเกิน 5 มาสก คือ เจ็ดร้อยกว่าบาทที่เป็นมูลค่าสมัยนี้ ก็ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุผู้บวชเพื่อสละ ขัดเกลากิเลส ท่านย่อมสละชีวิต ไม่ยอมแม้รับเงินทอง เห็นอาบัติเล็กน้อยเป็นโทษใหญ่ดุจเมฆในนภากาศก้อนใหญ่ฉะนั้น

พระอ้างนำเงินมาบริหารเอง ทำกิจการงานต่าง ๆ ภายในวัด บวชเพื่ออะไร ไม่ใช่มาทำกิจการงานแบบคฤหัสถ์ มานั่งอ่านเอกสาร การก่อสร้างอะไรต่างๆไม่ต่างจากคฤหัสถ์ เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ ไม่ใช่หน้าที่พระภิกษุ ภิกษุมีหน้าที่สองอย่าง คือ คันถธุระ ศึกษาพระธรรมตามพระไตรปิฎกและ วิปัสสนาธุระ อบรมปัญญา จนถึงการดับกิเลสภิกษุเป็นผู้มีกิจน้อย ไม่ใช่กิจแบบคฤหัสถ์ ถ้าจะทำกิจแบบคฤหัสถ์ก็สึกมา ไม่มีโทษไม่ใช่ สะสมมเงินอันเป็นโทษ พระพุทธเจ้าทรงติเตียน

เมื่อมีทรัพย์ มีสมุดบัญชี กิเลสที่ยังไม่ได้ดับ ก็ยินดีในเงินและทอง ถ้าจะกล่าวว่าไม่ยินดีเพียงรับเฉย ๆ ผู้นั้นก็ต้องเป็นพระอริยบุคคล หมดกิเลสแล้ว แต่ พระอริยบุคคลผู้เป็นพระภิกษุ ไม่รับเงินและทอง แม้ด้วยเหตุแห่งชีวิต เมื่อมีทรัพย์ ก็โลภ ยินดี และ ก็ทำทุจริตต่าง ๆ มีการยักยอก มีเงินในบัญีธนาคารมากมาย


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้......

พระบัญญัติ

อนึ่ง...ภิกษุใดรับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงินอันเขาเก็บไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2018, 04:08:37 PM โดย होशདངພວན2017 »


ตั้งมั่น แน่วแน่ แก้ไขทุกสิ่ง

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham