Forum > มาลาบูชาครู

อัศจรรย์บารมี "หลวงปู่จันทร์ศรี" พระอริยสงฆ์แห่งวัดโพธิสมภรณ์

(1/1)

มดเอ๊กซ:


อัศจรรย์บารมี "หลวงปู่จันทร์ศรี" พระอริยสงฆ์แห่งวัดโพธิสมภรณ์

        โลหิต "หลวงปู่จันทร์ศรี" แห่งวัดโพธิสมภรณ์ แปรสภาพเป็นพระธาตุ...เป็นหัวข้อข่าวที่สร้างความฮือฮา และสร้างความปีติแก่คณะศิษยานุศิษย์ไปพร้อมๆ กัน ด้านหนึ่งเชื่อว่าเกิดจากความเป็นพระกรรมฐาน เคร่งครัดในพระธรรมวินัย อีกด้านหนึ่งแม้จะเคารพในความเชื่อ ความศรัทธา แต่อยากให้มุ่งศึกษาคำสอนของหลวงปู่มากกว่า เพราะคำสอน (พระธรรม) คือของจริง คือแสงสว่างที่คอยนำทางชีวิตให้ดียิ่งขึ้น
       
        อัศจรรย์! บารมีหลวงปู่จันทร์ศรี
       
       นับเป็นพระมหาเถระที่ประชาชนชาวจ.อุดรธานีให้ความเคารพศรัทธาอย่างมาก สำหรับ "พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป)" หรือที่ชาวอุดรฯ เรียกติดกันปากว่า "หลวงปู่ใหญ่" เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพธรรมพระป่าแห่งอีสาน



        นอกจากนั้น หลวงปู่ผู้ใจดีของญาติโยม ยังปฏิบัติใกล้ชิดกับพระเถระผู้ใหญ่หลายท่าน เช่น เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์ สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ, สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) วัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน กรุงเทพฯ, ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตมหาเถร, พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และ พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นต้น
       
        ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้จะมีพรรษายุกาลมาก แต่ยังคงปฏิบัติกิจของสงฆ์และปฏิบัติธรรมอย่างคร่ำเคร่ง กระทั่งละสังขารอย่างสงบเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.59 สิริอายุ 105 ปี 58 พรรษา หลังเข้ารับการรักษานานเกือบ 8 เดือน ทว่าบารมีแห่งธรรมยังคงถูกพูดถึง และสร้างความอัศจรรย์ใจแก่คณะศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก
       
       ตั้งแต่ภาพประกายแสงจากตัวท่านขณะอยู่ในช่วงรักษาตัว และล่าสุดกับกระแสภาพหลอดแก้วบรรจุโลหิตของหลวงปู่จันทร์ศรีที่แปรสภาพเป็นพระธาตุสีเหลืองสดใส เป็นที่อัศจรรย์ใจของบรรดาพุทธศาสนิกชนในขณะนี้





       เกี่ยวกับภาพดังกล่าว พระผู้ใกล้ชิดที่รับใช้หลวงปู่จันทร์ศรี เปิดเผยว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วก่อนหลวงปู่จะละสังขาร แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ มีแต่คนบอกต่อๆ มาว่า เลือดของหลวงปู่แปรสภาพเป็นเม็ดพระธาตุสีเหลืองใส และมีการบันทึกภาพไว้ และนำไปเผยแพร่ต่อๆ กัน แต่พอถามหาว่าอยู่ไหนก็ไม่มีใครนำออกมาให้ดูได้จริง คณะแพทย์ที่ทำการรักษาที่จังหวัดอุดรธานี หรือที่กรุงเทพฯ ก็บอกไม่ทราบ
       
       กระนั้น แม้ใครหลายคนจะเชื่อในปาฏิหาริย์ และความอัศจรรย์ใจดังกล่าว เพราะ "หลวงปู่" เป็นพระมหาเถระสายพระป่ากรรมฐานที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย แต่อีกด้านที่แม้จะเคารพในความเชื่อ และความศรัทธาของคณะศิษยานุศิษย์ แต่คำสอนของ "หลวงปู่" คือของจริงที่ควรยึดถือ และปฏิบัติตาม
       
       อย่างไรก็ดี หากใครยังจำกันได้ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้สิ้นพระชนม์ พระราชรัตนมงคล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ได้เปิดเผยในครั้งนั้นว่า พระเกศา และพระโลหิต ที่ได้รับประทานจากสมเด็จพระสังฆราชในโอกาสเจริญพระชนมายุ 100 พรรษานั้น ได้แปรสภาพเป็นพระธาตุ ซึ่งสร้างความปีติแก่คณะศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก โดยส่วนหนึ่งมีความเชื่อว่ามาจากพระปฏิปทาด้านสมาธิกรรมฐาน ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ทรงสนพระทัยในการฝึกปฏิบัติกรรมฐานตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเปรียญ





        การปฏิบัติกรรมฐานเป็นคตินิยมในพระสงฆ์คณะธรรมยุตที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงเน้นให้พระสงฆ์สามเณรพึงปฏิบัติ 2 อย่างให้เคร่งครัด คือ คันถธุระ ได้แก่ การศึกษาพระคัมภีร์ เพื่อให้มีความรู้ด้านพระธรรมวินัย และวิปัสสนาธุระ คือ การอบรมจิตใจตามหลักสมถะและวิปัสสนา เพื่อให้รู้แจ้งในธรรมและกำจัดกิเลสออกจากจิตใจจนสามารถบรรลุธรรมได้ในที่สุด
       
        ไขความเชื่อเรื่อง "พระธาตุ"
       
        สำหรับคำว่า "พระธาตุ" พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ให้ความหมายไว้ในบทความ "พระธาตุและพระบรมสารีริกธาตุกับคนไทย" มีความหมายเหมือนกับคำว่า "ธาตุ" แต่มีข้อพิเศษออกไปก็คือเป็นส่วนต่าง ๆ ของร่างกายคนที่บรรลุธรรม มีจิตใจบริสุทธิ์ หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ซึ่งเหลือจากการถูกเผา บางทีเรียกว่า "พระอรหันตธาตุ" พระสาวก สาวิกาของพระพุทธเจ้า (หมายรวมถึงพระปัจเจก-พุทธเจ้า และอุบาสก อุบาสิกาผู้เป็นอรหันต์ด้วย) ดังนั้น อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ "พระบรมสารีริกธาตุ" เป็นศัพท์เฉพาะใช้เรียกเฉพาะพระธาตุของพระพุทธเจ้า หากเป็นของพระอรหันตสาวกจะเรียกว่า "พระธาตุ" เท่านั้น
       
        อย่างไรก็ดี คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า พระธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุ เป็นคติความเชื่อเกี่ยวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิ่งหนึ่งที่ผูกพันจิตใจพุทธศาสนิกชน คือ การเคารพบูชาสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นสิ่งมงคลสูงสุดที่ผู้ได้พบเห็นจะเกิดความปีติยินดี ดุจได้เห็นองค์จริงของพระพุทธเจ้าเพื่อจะประกอบพิธีสมโภชบูชาให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ตนเอง และครอบครัว รวมไปถึงญาติสนิท มิตรสหาย



        ส่วนความศักดิ์สิทธิ์ แม้หลายคนเคยพบปาฏิหาริย์มากมาย ในขณะที่บางคนบอกว่า เคยแต่ได้ยินได้ฟังกันมา ซึ่งพูดถึงเรื่องนี้ก็ชวนให้นึกถึงคำให้สัมภาษณ์ของ วิศิษฐ์ เตชะเกษม ผู้ค้นคว้า ศึกษาประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมตะวันออก ที่พอจะนำมาเตือนสติได้เป็นอย่างดี
       
        "คำว่า ศักดิ์สิทธิ์ ภาษาบาลีมาจากคำว่า ศักยภาพ กับสิทธิที่แปลว่าความสำเร็จ เพราะฉะนั้น ศักดิ์สิทธิ์จึงหมายถึงความสามารถในการประสบความสำเร็จ การกราบไหว้ สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราจึงต้องอาศัยความสามารถของเราเองด้วย ถึงจะเป็นการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างถูกต้อง"
       
        ดังนั้น การกราบไหว้บูชา ถือเป็นสิริมงคล ถือเป็นเหตุนำความสุข ความเจริญ และความก้าวหน้าในชีวิตมาให้แก่ผู้ทำ แต่ถ้าบูชาด้วยการนำพุทธธรรมมาปฏิบัติด้วยแล้ว ย่อมนำพาสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตอย่างแน่นอน
       
        ดังที่ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) พระนักคิด นักเทศน์ชื่อดังเคยให้คมธรรมเอาไว้ว่า "การบูชาด้วยวัตถุ หรืออามิส ชีวิตยังไม่เปลี่ยน ต่อเมื่อนำพุทธธรรมมาปฏิบัติในชีวิตจริง จึงจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เอง พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ปฏิบัติบูชาดียิ่งกว่าการบูชาด้วยวัตถุอามิส"
       
       ตามรอยธรรมพระอริยสงฆ์



       สุดท้ายนี้ การตามรอยธรรมของ "หลวงปู่จันทร์ศรี" หรือ "หลวงปู่ใหญ่" จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่พุทธศาสนิกชนควรให้ความสำคัญมากกว่าวัตถุสิ่งของ ตามที่ตลอดชีวิตของท่านได้มุ่งปฏิบัติกิจของสงฆ์ และปฏิบัติธรรมอย่างคร่ำเคร่ง ภายใต้หลักที่ยึดถือปฏิบัติมาตลอดว่า "กยิรา เจ กยิราเถนํ" ซึ่งแปลว่า "ถ้าจะทำการใด ให้ทำการนั้นจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างถ้ามีความขยันหมั่นเพียร สิ่งนั้นต้องสำเร็จตามความตั้งใจจริง"
       
        นอกจากนั้น ยังมีธรรมโอวาทหลายๆ ตอน ซึ่งทีมข่าวผู้จัดการ Live ขออนุญาตหยิบยกบางส่วนมาเป็นธรรมทานแก่พุทธศาสนิกชนได้ยึดนำไปปฏิบัติดังนี้
       
        "ถ้าในขณะที่จิตใจของเรามันยังโกรธอยู่ใจยังร้อนรนอยู่ ในขณะนั้นเราใช้ขันติคืออดไว้ซะก่อนอย่าเพิ่งพูด"
       
        "ดีกับเด่นอยู่คู่กัน ดีให้คุณ ส่วนเด่นให้โทษ เราดีเขาดีด้วย เขาดีเราดีด้วย จึงดีจริง ดีคนเดียวเรียกเด่นดัง มักเป็นภัยแก่ตัว จงประจบคนด้วยงาน อย่าประจานความดีของใครให้มาเป็นความเก่งของตัว"
       
        "ขณะพูดคุยกับใครพูดให้เขาฟังบ้าง หัดฟังเขาพูดบ้างให้คนที่เราคุยด้วยรู้สึกว่าเขาเก่ง มิใช่เราเก่งอยู่คนเดียว"
       
        "พายุร้ายทำอันตรายได้น้อยกว่าวาจาส่อเสียด ยุแหย่ ใส่ร้าย นินทากัน"
       
        "พูดพอประมาณ ไม่เสียงาน ไม่เสียเพื่อน"
       
        "การพูดมาก แก้ปัญหาใดๆ ไม่ได้เลยแม้กับปัญหาที่พอจะแก้ไขได้"
       
        "ขอให้ลูกหลานทุกท่านได้ตั้งใจปฏิบัติจิตใจของตนให้สะอาดปราศจากความโลภความโกรธความหลง ซึ่งฝังอยู่ในดวงใจของเรามาตั้งหลายภพหลายชาติ มาชาตินี้เราได้เกิดเป็นมนุษย์ ดังนั้นจงรีบไปทำบุญทำกุศลสืบต่อไป เพื่อเป็นทางหากำไรของชีวิตเพราะชีวิตคนเรามันน้อยนัก ที่อยู่ถึงร้อยปีมันยาก"
       
        ขอบคุณข้อมูล และภาพบางส่วนจากเว็บไซต์ dhammajak.net

จาก http://astv.mobi/AmohYYN

https://www.youtube.com/v/tPlB4sgVVOA

https://www.youtube.com/v/2f4QntRHYcw

https://www.youtube.com/v/7Y9cwANNwA0

เพิ่มเติม

https://www.youtube.com/v/6DJWA0Mt6vg

https://www.youtube.com/v/SbY9vSPP4YI

https://www.youtube.com/v/V5mRr_gIzzQ

https://www.youtube.com/v/btXCYifr1i8

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

Go to full version