ผู้เขียน หัวข้อ: "โคฮีนัว สิงค์" ดารานางแบบเนปาล ผู้สลัดคราบไคลแห่งโลกมายา...มาเป็น "พระผู้หญิง"  (อ่าน 231 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6597
  • กิจกรรม:
    1.2%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1414
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 50.0.2661.273 Chrome 50.0.2661.273
    • ดูรายละเอียด
    • Awards


"โคฮีนัว สิงค์" ดารานางแบบเนปาล ผู้สลัดคราบไคลแห่งโลกมายา...มาเป็น "พระผู้หญิง"

"โคฮีนัว สิงค์" (Kohinoor Singh) ชื่ออันไพเราะในภาษาเปอร์เซียโบราณอันแปลว่า "มงกุฎเพชร" คือชื่อในวงการของ "ทิพปา สิงค์" นักแสดงและนางแบบสาวชั้นแนวหน้าของเนปาลเชื้อสายอินเดียที่จู่ ๆ ก็ตัดสินใจผันตัวเองมาบวชเป็นภิกษุณี

เธอโกนผม ไม่แต่งหน้า และทำสิ่งที่สวนทางกับอาชีพนักแสดงอย่างยิ่ง จนหลายคนตกใจ ซึ่งมีทั้งเสียงยินดี ไม่พอใจ และสนับสนุนในคราวเดียวกัน

หลังจากการเป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอกว่า ๒๕ เรื่อง และอาชีพนางแบบกว่า ๑๐ ปี บน Catwalks Bikini Shoots และนิตยสารเสื้อผ้าแฟชั่น ... ตอนนี้เธอได้ชื่อใหม่ทางพระพุทธศาสนาแบบเนปาล

เธอกล่าวว่า  ที่เธอเลือกจะบวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนาก็เพราะพระพุทธศาสนานั้นเรียบง่ายและเป็นความจริงของชีวิต และสอนให้เธอได้เป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง

ชื่อเกิดของเธอคือ "ทิพปา"  ต่อมาเมื่อเข้าวงการดารานางแบบก็กลายเป็น "โคฮีนัว"  ในขณะที่แม่ของเธอชอบเรียกเธอว่า "ชนะคยา"  ส่วนพ่อของเธอให้นิกเนมใหม่กับเธอหลังบวชเป็นภิกษุณีว่า "Buddha"

ภิกษุณีสาวสวยให้สัมภาษณ์อย่างติดตลกเกี่ยวกับชื่อเหล่านั้น ... แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อของเธอตามแบบสงฆ์ซึ่งเป็นตัวตนจริงของเธอก็คือ "Ani Losang Dolma"



นอกจากนี้ ภิกษุณีคนสวยยังกล่าวว่า  เธอไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นหรือดีใจกับการได้เป็นนักแสดงหรือเวลามีคนมาชมในความสวยของรูปร่างหน้าตาของเธอ เพราะสำหรับเธอมันก็เป็นแค่อาชีพหรือภาระหน้าที่อันหนักหน่วงเท่านั้น  ผู้คนที่เข้ามามองดูเธอแค่เพียงรูปร่างภายนอกซึ่งไม่ใช่ตัวตนจริง ๆ ของเธอ  บางคนชื่นชมในความสวยก็ดีไป  ในขณะที่มีอีกหลาย ๆ คนในสังคมโบร่ำโบราณของอินเดียและเนปาลที่มองว่า นักแสดงนางแบบเป็นพวกขายเรือนร่าง

ภิกษุณีสาวอดีตนักแสดงยังกล่าวอีกว่า  เธอรู้สึกชื่นชมการเป็นภิกษุณีมาก  ตั้งแต่เด็กเวลาที่เธอพบพวกภิกษุณีที่ Swayambhu นางดูมีความสุขและแต่งกายแบบเดิมเสมอ เรียบง่าย และปราศจากเครื่องหน่วงเหนี่ยวจิตใจให้ตกต่ำเช่นสังคมของคนธรรมดาที่ต้องนึกถึงภาพลักษณ์และปั้นแต่งอยู่เสมอ  ยิ่งเวลาอายุน้อยมีกิเลสอยากได้มากเท่าไร สังเกตได้ว่าความสุขก็น้อยลงเท่านั้น

หลายคนคิดว่า ที่เธอบวชภิกษุณีก็เพื่อสร้างข่าวให้ตัวเองดังยิ่งขึ้น  แต่ภิกษุณีสาวกล่าวว่า ไม่เป็นความจริงเช่นนั้น เพราะเธอไม่ได้บอกสื่อมวลชนเลยตลอดเดือนที่เริ่มบวช แต่คนอื่นก็มาสืบรู้กันเอาเอง

ภิกษุณีสาวกล่าวว่า  เธอเป็นนางแบบที่ดังอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องสร้างข่าวเทียมเพื่อทำลายชื่อเสียงที่มีอยู่แล้วด้วยการโกหก  เธอคิดว่า ตลอดระยะเวลาในการเป็นดารานางแบบนี้ เธอก็ได้สร้างชื่อมามากเกินพอแล้ว และเธออยากจะละทิ้งมันไปทั้งหมดจริง ๆ ... แล้วสื่อมวลชนก็เป็นสิ่งที่เธอยอมแพ้

เวลาที่ใครสักคนเกิดมา...ไม่มีใครรู้หรอกว่าตัวเองจะโตขึ้นแล้วเป็นอะไร  เราทุกคนซึมซับเรียนรู้สิ่งรอบตัวและก็กลายเป็นเราในอนาคต ... และแน่นอน ภิกษุณีไม่ใช่คนของสื่อมวลชน

เธอกล่าวว่า  ความแตกต่างระหว่างตอนเป็นโคฮีนัวกับตอนนี้ก็ตลกดี เจอเหตุการณ์ที่ต่างกัน  ตอนเป็นโคฮีนัวก็มีแฟนคลับผู้ชายโทรมาให้เธอเลิกกับแฟนของตัวเอง (ที่เป็นดาราด้วยกัน)  ในขณะที่แฟนคลับผู้หญิงของแฟนเธอก็โทรมาบอกให้เขาเลิกกับเธอ

พอมาตอนนี้เป็นภิกษุณีโกนหัวใส่จีวร...มีวันหนึ่งเดินไปบิณฑบาต เจอกลุ่มเด็กผู้ชายกำลังเตะฟุตบอล พวกเขาบังเอิญเตะลูกบอลมาโดนหัวเรา แล้วพวกเขาก็คิดว่าเราเป็นเณรผู้ชาย ... ภิกษุณีสาวกล่าวพลางหัวเราะ

ภิกษุณีสาวกล่าวว่า  เธอจะไม่มีทางกลับไปเดินบนเส้นทางเดิมของนักแสดงอีกตลอดไป เพราะการเป็นภิกษุณีคือสิ่งที่เธออยากเป็นมาตลอด

ทั้งหมดนี้คือหนทางของหญิงสาวที่ก้าวสู่การเป็นภิกษุณีในต่างแดน ... ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งเสียงคัดค้านและต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวถามคำถามสุดท้ายกับเธอว่า เธอมีอะไรที่จะบอกเยาวชนรุ่นเด็กบ้าง

ภิกษุณีสาวตอบว่า

"คนเรานั้นเกิดมาก็ง่ายต่อการพบเจอสุขและทุกข์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอันแสนสั้น  สิ่งที่เป็นอมตะคือวิญญาณของเรา  คนที่สามารถอยู่กับทั้งสุขและทุกข์โดยไม่สะทกสะท้านคือผู้ที่ค้นพบสุขอันแท้จริง ..."

*********************************************

ที่มา : คัดลอกจากคุณ Thuncharin Panpittinunt (http://board.postjung.com/566283.html)


จาก http://panyayan.tnews.co.th/contents/205291/


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham