ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวิตเรียบง่ายใต้ร่มเงาธรรมะ วีเจ ตะแง้ว บุษบา มหัตถพงศ์  (อ่าน 309 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6652
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1472
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 50.0.2661.273 Chrome 50.0.2661.273
    • ดูรายละเอียด
    • Awards



ชีวิตเรียบง่ายใต้ร่มเงาธรรมะ วีเจตะแง้ว บุษบา มหัตถพงศ์ (1)

เมื่อก่อนหากเอ่ยถึงวีเจชื่อดัง เชื่อว่าต้องมีชื่อวีเจ ตะแง้ว - บุษบา มหัตถพงศ์ เป็นหนึ่งในนั้นเพราะเธอเป็นวีเจแชนแนลวีรุ่นบุกเบิกของเมืองไทยและโด่งดังเป็นพลุแตกในช่วงยุค 90 ใครจะรู้ว่าผ่านไปสิบกว่าปี วีเจตะแง้วผ่านช่วงเวลาลำบากมาไม่น้อย ทั้งตกงาน ธุรกิจเจ๊ง คิดฆ่าตัวตายถูกครหาว่า “ตกอับ” กระทั่งเธอสนใจศึกษาธรรมะอันนำไปสู่การใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายแต่ทว่ามีความสุข

วันนี้เธอมาพบเราในชุดสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าอิ่มเอมแจ่มใส พร้อมบอกว่าธรรมะทำให้เธอเปลี่ยนไป “ชีวิต”และ “ธรรมะ” สอนอะไรเธอบ้าง วีเจตะแง้วพร้อมบอกคุณที่นี่แล้ว

 

ก่อนเข้าสู่วงการบันเทิง

ฉันเป็นคนกรุงเทพฯตั้งแต่กำเนิด เติบโตมาในครอบครัวใหญ่ คุณพ่อเป็นนักมวยชื่อดัง “กู้น้อย วิถีชัย” เคยเป็นแชมป์มวยสากลรุ่นฟลายเวท ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน ฉันมีพี่น้อง 4 คน พี่ชายสองคน น้องชายหนึ่งคน ฉันเป็นลูกคนที่สาม แม้ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย แต่ก็อยู่กันอย่างมีความสุข

ช่วงเป็นวัยรุ่นฉันชอบงานวงการบันเทิง จึงเข้าประกวดนางงามและได้ตำแหน่งมาหลายเวที เช่น มิสทีนโอเล่(พ.ศ. 2533), มิสแพนคอสเมติก จังหวัดลำปาง และจังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. 2533) และมิสพาเลส (พ.ศ. 2534)

การเป็นนางงามหลายเวทีทำให้เริ่มเป็นที่รู้จัก จนถูกทาบทามให้เข้าร่วมการเฟ้นหาวีเจหน้าใหม่ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้น ปวส. ปี 1 ที่โรงเรียนกรุงเทพการบัญชีวิทยาลัย หลังจากผ่านการคัดเลือกจนได้เป็นหนึ่งในสี่ของวีเจแล้ว ก็ต้องเข้าอบรมการเป็นวีเจและได้ทำงานเป็นวีเจของสไมล์ทีวีและไทยสกายเคเบิลทีวี ฉันได้ชื่อว่าเป็นวีเจยุคแรกของประเทศไทย เพราะก่อนหน้านั้นมีแต่ดีเจเปิดเพลงในรายการวิทยุ การเป็นวีเจจัดรายการเพลงทางทีวีจึงเป็นอะไรที่แปลกใหม่ในสมัยนั้น

 

วีเจชื่อดังของเมืองไทย

พอมาทำงานเป็นวีเจ ฉันได้ฉายาว่า “เจ้าแม่ทรงผม”เพราะชอบเปลี่ยนทรงผมจัดรายการแทบไม่ซ้ำกัน อาจด้วยบุคลิกที่หลายคนบอกว่าจัดรายการหลุดโลกต่างจากพิธีกรทั่วไปในยุคนั้น ทำให้เป็นที่นิยมของคนดูอย่างรวดเร็ว เมื่อรายการแชนแนลวีจากอังกฤษมาเปิดตัวที่เมืองไทย ทีมงานของสไมล์ทีวีลาออกยกทีมเพื่อมาทำรายการแชนแนลวีด้วยกัน ฉันจึงมีโอกาสย้ายตามทีมมาด้วย

แต่กว่าจะได้เป็นวีเจเต็มตัวของแชนแนลวีต้องผ่านการอบรมจากทีมงานแชนแนลวีอังกฤษถึงหนึ่งปีเต็ม การอบรมครั้งนี้สอนให้ฉันพัฒนาทักษะในการทำงานมากขึ้น ได้ฝึกจากครูฝรั่งที่สอนว่า “ทุกอย่างต้องเป๊ะ” และ “ไม่มีคำว่าผิดพลาด” นอกจากนั้นยังสอนวิธีแก้ปัญหา โดยที่คนดูไม่รู้ว่าเรากำลังทำผิด เรียกว่าต้องรู้จักเนียนไปตามสถานการณ์ให้ได้

การได้ทำงานเป็นวีเจแชนแนลวีนี่เองที่ทำให้ฉันโด่งดังสุดขีด พอมีชื่อเสียง เงินทองก็ตามมา ตอนนั้นใช้เงินเป็นว่าเล่น บินไปช็อปปิ้งที่อังกฤษ ไปฉลองคริสต์มาสกับน้าสาวที่อิตาลี บินไปดูคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น เรียกว่าใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อมาก

ฉันยอมรับว่าการมีชื่อเสียงมีส่วนทำให้เหลิง เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็น “วีเจตะแง้ว” บางครั้งจึงดื้อกับทีมงาน โปรดิวเซอร์ว่าอะไรก็ไม่ค่อยเชื่อฟัง หรือเวลาเห็นน้องพิธีกรทำตัวไม่น่ารักชอบขโมยซีน ฉันจะบอกเลยว่า “ไม่อยากจัดรายการกับคนนี้”

สุดท้ายแล้วโปรดิวเซอร์ก็ต้องเลือกฉัน ทำให้พิธีกรหลายคนต้องตกงาน ตอนนั้นไม่รู้ตัวหรอกว่าทำให้โปรดิวเซอร์และทีมงานปวดหัวแค่ไหน เพราะนึกถึงแต่ตัวเองจนลืมนึกถึงคนอื่น

 

เริ่มธุรกิจส่วนตัว

หลังจากทำงานเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ฉันก็เปิดคลินิกความงามเพราะอยากมีธุรกิจส่วนตัว พอทำธุรกิจจริง ๆถึงได้รู้ว่า “นรกมีจริง” การทำธุรกิจเป็นเรื่องที่เหนื่อยมาก ช่วงนั้นเครียดไปหมด ในใจคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้มีคนมาใช้บริการ ควรปรับปรุงตัวยาอย่างไร พอหลับตาก็คิดถึงว่าควรออกแบบแพ็คเกจจิ้งอย่างไรให้ดูคุ้มค่า คิดจนรู้สึกว่าสมองไม่ได้พักเลย ถึงเวลานอนก็ไม่นอน ร่างกายเหมือนคนตื่นอยู่ตลอดเวลา บางครั้งเครียดเรื่องลูกน้อง เครียดเรื่องค่าเช่าที่สูงลิบลิ่ว ปัญหาจิปาถะเต็มไปหมด

ช่วงนั้นฉันยังทำงานเป็นวีเจที่แชนแนลวีไปด้วย ดังนั้นทุกเช้าต้องไปจัดรายการ แต่ก่อนทำงานก็ต้องแวะไปเปิดคลินิกก่อน เพราะไม่ไว้ใจใครให้ถือกุญแจแทน ฉะนั้น 7 โมงเช้าต้องถึงคลินิกแล้ว จากนั้นดูแลให้ลูกน้องทำความสะอาด แล้วนั่งรถไฟฟ้ามาที่สุขุมวิท 49 เพื่อจัดรายการ จัดรายการเสร็จก็ต้องกลับไปคลินิกอีก เรียกว่าเหนื่อยสายตัวแทบขาด ป่วยจนต้องแอดมิดเข้าโรงพยาบาลเป็นประจำ

วันหนึ่งฉันนั่งรถไฟฟ้าไปคลินิก รู้สึกปวดชาที่หัวใจข้างซ้ายอย่างรุนแรง จนต้องเปลี่ยนเส้นทางไปโรงพยาบาลแทน โชคดีที่มีพนักงานในคลินิกตามไปด้วย ไม่อยากนึกภาพเลยว่า ถ้าวันนั้นไม่มีเพื่อนไปด้วย ฉันจะแย่แค่ไหน ไปถึงก็ต้องแอดมิดทันที หมอบอกว่าคงเพราะพักผ่อนน้อยไปทำให้ล้มป่วย

แม้งานที่คลินิกจะหนักเหนื่อยขนาดไหน ฉันก็พยายามสู้เพราะมีอีโก้ หยุดไม่ได้ มันเหมือนคนดันทุรัง เครียดมากว่าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายทุกเดือน ไหนจะค่าเช่า ไหนจะค่าเงินเดือนพนักงาน ทุกอย่างรุมเร้าไปหมด แต่ก็ไม่ยอมหยุดเพราะหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าอีกสักพักคงดีขึ้น

เมื่อไม่เป็นอย่างที่หวัง ฉันเกือบเลือกทางออกที่ไม่มีวันได้กลับมาแก้ตัวอีกเลย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

จาก http://www.secret-thai.com/article/11193/ta-ngaew1/




ชีวิตเรียบง่ายใต้ร่มเงาธรรมะ วีเจตะแง้ว บุษบา มหัตถพงศ์ (จบ)

เมื่อหมดสัญญากับรายการแชนแนลวี ฉัน (วีเจตะแง้ว บุษบา มหัตถพงศ์) ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาเพราะอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษ โดยวางแผนว่าจะไปเรียนภาษาและทำงานที่ร้านอาหารของเพื่อน

ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่เป็นใจ เพราะพอออกจากแชนแนลวีได้สักพัก ก็มีเหตุให้ไม่ได้ไปอังกฤษ เนื่องจากร้านอาหารเพื่อนมีปัญหา จึงไม่อยากให้ไปทำงานด้วย ฉันเลยต้องวางแผนชีวิตใหม่

 

ชีวิตแปรผัน คิดสั้นฆ่าตัวตาย

เมื่อไม่ได้ไปอังกฤษ ฉันเปลี่ยนแผนไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นแทน ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง คลินิกความงามหมดสัญญาเช่า เจ้าของต้องการขึ้นค่าเช่าเป็นเดือนละห้าแสนบาท อยากทำต่อก็อยากทำ แต่หนักใจว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเช่า ไหนจะค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก คิดดูแล้วไม่มีทางหาเงินได้เดือนละล้านแน่ ๆ จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญาเช่าร้านและปิดคลินิกในที่สุด

ช่วงนั้นฉันเหมือนคนไม่มีทางไป กังวลว่าถ้าไม่ได้ทำคลินิกแล้วจะทำอย่างไรต่อไป จะกลับไปทำงานที่แชนแนลวีก็ลาออกมาแล้ว เขาอุตส่าห์เลี้ยงส่งอย่างดี การปิดคลินิกคงจะกลายเป็นข่าวว่า คลินิกวีเจตะแง้วเจ๊ง วีเจตะแง้วตกอับ พอคิดมาก ๆ เข้า สมองก็ตื้อไปหมด ไม่มีสติสัมปชัญญะ รู้สึกเหมือนชีวิตเจอทางตัน ไม่เห็นทางออกว่าควรทำอย่างไรต่อไป

วันที่คิดสั้น ฉันนั่งอยู่ที่ระเบียงคอนโด ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าตัวเองกำลังจะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย รู้สึกแค่ว่าถ้าโดดลงไปคงไม่ทุกข์แล้ว อยากปลดปล่อยตัวเอง แต่ นาทีที่ยืนอยู่บนเก้าอี้และกำลังจะกระโดดลงไป คำว่า “แม่” ลอยขึ้นมาในสมอง ทำให้คิดได้ว่าถ้ากระโดดลงไปตาย แล้วแม่จะอยู่กับใคร ฉันจึงเอาขาลงจากเก้าอี้ คิดได้ว่าเหนื่อยนักทำไมไม่กลับบ้าน จากนั้นจึงกลับบ้านไปหาแม่

ตอนกลับมาอยู่บ้าน ทุกอย่างดูมืดมนไปหมด ไม่รู้จะหันเหไปทางไหน แต่ในความโชคร้ายนั้นยังมีข่าวดีเข้ามาให้ชื่นใจบ้าง คือฉันสอบได้ทุนเรียนฟรีปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ใจชื้นขึ้นมาว่า ถ้าไม่ได้เรียนต่อเมืองนอก เรียนต่อในเมืองไทยก็ได้ จึงใช้เงินเก็บส่งตัวเองเรียนต่อ โดยที่ไม่ได้มีรายได้อื่น ๆ เข้ามาพยายามกินอยู่อย่างประหยัด โชคดีที่ฉันไม่ใช่คนชอบเที่ยวมากนัก เลยพออยู่ได้

 

ค้นพบธรรมะ

ระหว่างเรียนปริญญาโท ฉันเริ่มหันมาสนใจธรรมะเพราะเรียนไม่ค่อยทันเพื่อน เพื่อนจึงแนะนำว่าเธอเป็นคนไฮเปอร์ น่าจะลองไปนั่งสมาธินะ

ฉันเริ่มไปฝึกเรียนสมาธิ หลักสูตรครูสมาธิที่สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 4 (โดยหลวงพ่อวิริยังค์ สิริน.ธโร)วัดสิริกมลาวาส หลังเรียนรู้สึกว่าใจนิ่งลง มีสมาธิมากขึ้นทำให้เรียนดีกว่าเดิม จากนั้นจึงเริ่มเรียนหลักสูตรปุริสาสมาธิ(สมาธิขั้นสูง) พอเรียนจบหลักสูตรมีโอกาสไปขึ้นธุดงค์กับครูสมาธิคณะสงฆ์ และหลวงพ่อวิริยังค์ สิริน.ธโร ที่ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีโอกาสตามอาจารย์ที่สอนสมาธิเข้าปฏิบัติธรรมแบบเข้มข้นในป่าลึกที่ถ้ำตุ๊ปู่ จังหวัดเชียงใหม่

ฉันประทับใจการปฏิบัติธรรมครั้งนั้นมาก เพราะฉันและเพื่อน ๆ ที่ไปด้วยกันอยู่แบบไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ มีแค่กุฏิเล็ก ๆ ต้องไปอาบน้ำที่ลำธาร ซักผ้าตามโขดหิน ต้องหาของป่ากิน อยู่กันเหมือนฤาษี พออยู่ตรงนั้นสักระยะหนึ่งทำให้เข้าใจสัจธรรมของชีวิต เข้าถึงความเป็นธรรมชาติของโลกรู้สึกว่าทุกอย่างคือธรรมชาติ และธรรมะคือธรรมชาติ ทำให้ฉันเริ่มเปลี่ยนความคิดและรู้จักปล่อยวาง ธรรมะสอนให้รู้จัก

พิจารณาว่า อาหารแม้จะประณีตหรือไม่ประณีตก็ทำให้เราอิ่มเหมือนกัน ที่นอนจะดีหรือไม่ดีอย่างไรก็แค่หนึ่งตื่น ไม่ว่าเราจะเป็นเศรษฐีหรือคนยากจน ที่นอนสุดท้ายของคนเราก็ขนาดแค่ตัวเราเท่านั้น

ธรรมะยังสอนให้ฉันย้อนกลับไปพิจารณาว่าชีวิตในอดีตกับตอนนี้มีความสุขเท่ากันไหม คำตอบคือไม่เท่ากัน การที่ฉันมีน้อยกว่าในอดีตกลับทำให้มีความสุขมากกว่าเพราะวางเป็น รู้ว่าแค่ไหนพอ ไม่เหมือนตอนทำงานในวงการบันเทิง แม้มีเงินเยอะ แต่ต้องเจ็บป่วยบ่อย ๆ ไม่ค่อยมีความสุข เพราะไม่รู้จักปล่อยวาง

ช่วงที่เรียนเรื่องบาปบุญคุณโทษทำให้รู้ว่าตอนที่ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาแชนแนลวี แล้วไม่มีใครคะยั้นคะยอให้อยู่ต่อนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะฉันดื้อ ชอบเปลี่ยนตัวคนที่จัดรายการด้วย ทำให้โปรดิวเซอร์ปวดหัว เรียกว่าคนเก่งแค่ไหน แต่ถ้าดื้อเอาไม่อยู่ก็ไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย แต่กว่าจะรู้ตัวก็สายแล้ว ฉะนั้นการที่ฉันไม่มีโอกาสกลับเข้าทำงานวงการบันเทิงเหมือนเดิม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเวรกรรมของฉันเองที่เคยสร้างวิบากกรรมไม่ดีไว้

ความที่ซาบซึ้งในรสพระธรรมทำให้ฉันถึงกับอยากบวชชีนุ่งขาวตลอดชีวิต แต่คุณแม่ไม่อนุญาต เพราะอยากให้อยู่เป็นเพื่อนก่อน เสียใจก็เสียใจ แต่ตอนหลังมาคิดได้ว่า ถึงแม้จะไม่ได้บวชก็ยังสามารถปฏิบัติธรรมในทางโลกได้เหมือนกัน

 

ถูกครหาว่าตกอับ

หลังเรียนจบฉันไปทำงานช่วยอาจารย์ในบริษัทแห่งหนึ่งรับหน้าที่ดูแลล่ามญี่ปุ่น ได้เงินเดือนหนึ่งหมื่นสองพันบาทเรียกว่าแตกต่างจากรายได้ในสมัยก่อนลิบลับ แต่ ณ ตอนนั้นมีงานอะไรก็ต้องทำ ดีกว่าตกงาน

ฉันต้องหัดนั่งรถเมล์ไปทำงาน ทิ้งรถยนต์ไว้ที่บ้าน เพราะรู้สึกว่าเงินเดือนแค่หมื่นกว่าบาทคงไม่พอจ่ายค่าน้ำมันรถ อายก็อาย กลัวว่าจะมีใครเข้ามาทัก แต่โชคดีที่ไม่มีใครทักเลยอาจเป็นเพราะคนจำเสียงฉันได้มากกว่าจำหน้า กระทั่งตอนหลังตัดสินใจขายรถยนต์ทิ้ง เพราะพอจอดรถทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ค่อยได้ขับ รถก็เสียบ่อย ต้องส่งซ่อมประจำ คุณแม่เลยบอกว่าขายทิ้งดีกว่า

ตอนทำงานออฟฟิศ ฉันโดนเพื่อนร่วมงานแขวะเป็นประจำว่า “ไหนว่าเป็นวีเจชื่อดังไง คงตกอับละสิถึงได้มาทำงานรับเงินหมื่นสอง” เจอคนพูดอย่างนั้นก็คิดมากอยู่เหมือนกัน โชคดีว่าอาจารย์ที่ฉันทำงานด้วยสอนว่า

“ตะแง้ว เธอไม่ได้ตกอับนะ เธอแค่เปลี่ยนเส้นทางเดินเท่านั้นเอง”

แม้จะเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลาออกจากงาน เพราะมาคิดดูว่าถ้ายังโดนแขวะอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งอาจทนไม่ไหวและทำอะไรไม่ดีตอบโต้เขาไปก็ได้

ความจริงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากงานในวงการบันเทิงมาเป็นงานออฟฟิศธรรมดาไม่ได้ทำให้รู้สึกน้อยใจโชคชะตาอะไร โดยส่วนตัวแล้วก็แฮ็ปปี้กับชีวิตแบบนี้ เพราะมันไม่ได้ลำบากอะไร อยากจะกินอะไรก็ได้กิน อยากไปไหนก็ได้ไป แต่ฉันเลือกที่จะไม่ไป เลือกที่จะประหยัด เลือกที่จะใช้ชีวิตสมถะแต่เรื่องที่ทำให้ฉันน้อยใจคือมีข่าวออกมาว่า “ฉันตกอับ”

สาเหตุที่ใคร ๆ มองว่าตกอับนั้น คงเพราะเห็นฉันหายไปจากหน้าจอทีวี แต่ความจริงแล้วฉันไม่ได้หายไปจากเสียงวิทยุเลย ที่ผ่านมายังอ่านสปอตโฆษณา จัดรายการวิทยุสองคลื่นของเยสเรดิโอคือ 107.5 และ 93.5 นอกนั้นยังมีอัดเสียงตามสายซึ่งออกอากาศในห้างบิ๊กซีทั่วประเทศ แต่กลายเป็นว่าคนถามว่าตกอับถึงขนาดไปจัดรายการในบิ๊กซีเลยเหรอ บางทีไปสัมภาษณ์รายการ เขาก็ถามว่าจริงหรือเปล่าว่าชีวิตตกอับถึงขั้นต้องไปจัดรายการเพลงลูกทุ่ง ฉันจึงน้อยใจว่าทำไมคนอื่นไม่เข้าใจเราการที่ฉันไม่ได้อยู่ในที่เดิม ๆ ไม่ได้แปลว่าตกอับ ทำไมคนถึงต้องมาคิดแทนว่าฉันตกอับ ฉันไม่มีความสุข ทั้งที่ความจริงแล้วฉันมีความสุข

เมื่อรู้ว่าเปลี่ยนความคิดคนอื่นไม่ได้ จึงหันมาเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเอง คิดว่าเรารู้และมีความสุขของเราอย่างนี้ก็พอ อย่าไปเอาคำพูดคนอื่นมาทำให้ตัวเองทุกข์ จึงทำให้ฉันสบายใจและปล่อยวางได้มากขึ้น

 

ชีวิตเรียบง่ายใต้ธรรมะ 

ช่วง พ.ศ. 2555 ฉันจัดรายการคลื่น 94.5 คลื่นสนุกสุขนิยม ต่อมารายการปิดตัวลงเมื่อปีที่แล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงเสียใจว่าตกงาน แต่พอมาปฏิบัติธรรมจึงรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ทุกอย่างไม่มีคำว่าบังเอิญ แต่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุผลของมันทั้งนั้น ดังนั้นถึงเวลาก็ได้ทำงานเอง ถ้ายังไม่ถึงเวลาเราก็นุ่งผ้าขาวไปทำบุญที่วัด อยู่บ้านปฏิบัติธรรมสร้างบารมีไปเรื่อย ๆ เรียกว่าถึงแม้จะไม่ได้ทำงานทางโลกแต่เรายังได้ทำงานทางธรรม

ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่าฉันนุ่งชุดขาวมานานหลายปีแล้วเพราะต้องการใช้ชุดขาวพิจารณาความตาย เนื่องจากคนตายจะถูกห่อด้วยผ้าขาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ดังนั้นฉันคิดว่าชุดสีขาวคือผ้าห่อศพของฉัน ถ้ายังมีบุญค้ำจุนอยู่ ฉันจะได้เกิดใหม่ในวันพรุ่งนี้ แต่ถ้าไม่ ฉันก็จะห่อศพตัวเองด้วยผ้าขาวนี้ตายไปกับผ้าห่อศพผืนนี้ นอกจากนั้นฉันอาราธนาศีล 5ก่อนนอน นอนภาวนาไปเรื่อย ๆ คิดว่าถ้าตายไปก็จะได้ไปดีหรือถ้าไม่ตาย พลังสมาธิพลังภาวนาที่ห่อหุ้มตัวเราตลอดคืนจะกลายเป็นกุศลบารมี ไม่มีศัตรู ไปที่ไหนเราก็จะเย็นจิตเย็นใจให้แก่คนอื่น การที่เราไม่รู้ว่าจะตายตอนไหนทำให้ฉันไม่ประมาทและหมั่นทำความดี ดังนั้นจะบอกว่าธรรมะเปลี่ยนชีวิตฉันเลยก็ว่าได้

ธรรมะสอนให้รู้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข มันจะไม่ได้เกิดขึ้นทั้งชีวิต ทุกข์ก็ทุกข์แค่ช่วงหนึ่งแล้วดับไป เต็มที่ก็แค่หมดอายุขัย แต่ปัญหาคือคนเรามักต่อทุกข์เอง คือคิดเยอะ

ดังนั้นฉันพยายามไม่คิดเยอะ ไม่หวนนึกถึงอดีตให้ทุกข์และไม่คิดเลยไปถึงอนาคตให้ทุกข์ด้วย แต่อยู่กับปัจจุบัน ส่วนอะไรจะเกิดค่อยว่ากันละกัน ตอนนี้ขอแค่ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมมะก็พอแล้ว

เป็นชีวิตที่เรียบง่าย แต่ทว่ามีความสุขและร่มเย็น

 

(เรื่อง บุษบา มหัตถพงศ์ เรียบเรียง สุพรรษา แก้วแสงธรรม ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ แต่งหน้า - ทำผม ภัทรานิษฐ์ จันทร์กุลเศรษฐ์)

ขอบคุณสถานที่ถ่ายทำ

โรงแรมเอทัส ลุมพินี (โทร. 0-2618-9555)


จาก http://www.secret-thai.com/article/11222/ta-ngaew2/


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham