ผู้เขียน หัวข้อ: "กระผมขอสอนพระสักวันเถิดครับ!!" วิวาทะครั้งประวัติศาสตร์ "พุทธทาส" VS "คึกฤทธิ์"  (อ่าน 50 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6486
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1342
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 50.0.2661.272 Chrome 50.0.2661.272
    • ดูรายละเอียด
    • Awards


"กระผมขอสอนพระสักวันเถิดครับ!!" ... วิวาทะครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง "พุทธทาส" กับ "คึกฤทธิ์"!!

เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ ณ หอประชุมคุรุสภา สองปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสังคมไทยสมัยนั้นคือ "พุทธทาสภิกขุ" กับ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช" ได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นอันเป็น "วิวาทะ" กันอย่างตรงไปตรงมา

หนึ่งในประเด็นวิวาทะที่สำคัญในวันนั้นก็คือเรื่อง "จิตว่าง" ซึ่งทำให้ผู้ฟังได้ทั้งความสนุก ความรู้ และกระตุ้นความคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับคำสอนของศาสนาพุทธอีกด้วย  ดังความตอนหนึ่งที่มีบันทึกไว้ต่อไปนี้

 



พุทธทาส :  อาตมามีระบบปฏิบัติอันหนึ่งซึ่งเตรียมขึ้นสำหรับคนทั่วไปจะเข้าใจได้ ปฏิบัติได้ ... ระบบนี้มีหัวข้อปฏิบัติคือว่า "ให้ทำงานด้วยจิตว่าง"

ที่เรียกว่า "ทำงานด้วยจิตว่าง" นั้นก็คือ  เราทำงานตามหน้าที่ของเราทุกอย่างด้วยจิตที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่มีความรู้สึกที่จะยึดมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ว่าเป็น "ตัวเรา" หรือ "ของเรา" เพราะตัวเรานั้นมันไม่ใช่เป็นตัวเราจริงๆ มันเป็นเพียงมายา

แต่ในขณะเดียวกัน จิตว่างนี้ก็เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะและสติปัญญา ... สติสัมปชัญญะทำให้รอบคอบในการกระทำ สติปัญญาทำให้ฉลาดในการกระทำ  นี่เป็นตัวสำคัญยิ่งของหลักปฏิบัติ ...

อย่างนี้เรียกว่า "จิตว่าง"  แต่คนส่วนมากไม่เข้าใจอย่างนั้น  เขาเข้าใจว่า "จิตว่าง" ก็คือจิตที่ไม่มีอะไร เหมือนอย่างท่อนไม้บ้าง หรือว่าทำไปเหมือนอย่างคนละเมอ  อย่างนั้นมันไม่ใช่

เมื่อจิตว่างจากความรู้สึกเห็นแก่ตัวทุกชนิดแล้ว ไม่ว่าจะทำการงานอะไร งานก็จะดี

 

คึกฤทธิ์ :  ที่ใต้เท้าว่า "ทำงานด้วยจิตว่าง" นั้น ฟังเหมือนอย่างว่า ใต้เท้าพยายามเทน้ำในมหาสมุทรลงไปใส่ขันใบเล็กๆ มันใส่ไม่ลง มันล้นไปหมด  สัจธรรมที่ใต้เท้าประกาศนั้นมันเป็นเรื่องกว้างขวางใหญ่โตเหลือเกิน คือ มันเป็นสภาพจิตของพระอรหันต์ ชาวบ้านสามัญเขาทำมาหากินกันตามปกติ จะนำธรรมะที่ใหญ่โตนั้นใส่ลงไปในถ้วยแก้วใบเล็กๆ ใส่ไปเท่าไรมันก็ไม่ลง

ที่ใต้เท้ากล่าวมานั้นเป็นกิจกรรมของพระอรหันต์ ของพระพุทธเจ้า  แต่ถ้าจะให้ฆราวาสทำเหมือนกัน กระผมเห็นว่าจะไปไม่ไหว คือ  การที่ทำงานด้วยจิตว่างจากความเห็นแก่ตัวนั้น กระผมยังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร  เพราะถ้าทำงานแล้วไม่ถือว่างานนั้นเป็นงาน ไม่ถือว่าตัวเราเป็นผู้รับประโยชน์ของงาน ไม่ถือว่าผู้อื่นเป็นผู้ได้รับประโยชน์ของงาน หรือไม่ถือว่าประเทศชาติเป็นผู้ได้รับประโยชน์ของงานแล้ว ก็ไม่ทราบว่าจะทำไปทำไมเหมือนกัน ... เราควรจะคิดทำลายมันเสียด้วยซ้ำ?

ถ้าจิตว่างจากความเห็นแก่ตัวแล้ว คนก็ไม่ทำงาน  ถ้ากระผมทำตัวให้ปราศจากอุปาทานได้จริงแล้วก็จะไปขอบรรพชากับใต้เท้า ไม่มานั่งทำงานให้มันเสียเวลาอยู่หรอกครับ ... การทำงานมันเป็นสภาพของการยึดมั่น ถ้าใครยังละอุปาทานไม่ถึงขนาดก็ยังต้องทำงานกันต่อไป  ถ้าจะให้ทำงานด้วยจิตว่าง กระผมก็ยังมองไม่เห็นทาง

นี่ผมอาจจะใจคอคับแคบหรือดวงตายังไม่เห็นธรรม คือยังนึกไม่ออกจริงๆ

ส่วนเรื่องสติสัมปชัญญะหรือสติปัญญาก็ดี กระผมคิดว่า สตินั้นก็หมายเพียงการระลึกได้ว่า ของทุกอย่างไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน จับอะไรขึ้นมาก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ของผมทั้งนั้น  ถ้ามีสติอย่างนั้นแล้วก็ทำงานไม่ได้อีก ... นึกจะไปค้าไปขายอะไรก็ไม่อยากไป ... นอนดีกว่า

การพูดของฆราวาสกับพระมันเป็นคนละโลกกันอย่างนั้น  กระผมก็อยากขอประทานกราบเรียนถามความรู้ต่อไปว่าจะให้ทำอย่างไรกันแน่?

 

พุทธทาส :  ที่ว่าให้ "ทำงานด้วยจิตว่าง" นั้นหมายความว่า  ในขณะที่ทำนั้นต้องมีจิตว่าง ไม่เห็นแก่ตัวจัด  วิธีปฏิบัติเฉพาะหน้าก็มีอยู่ว่า  ในขณะที่ลงมือทำนั้นอย่าได้มีจิตวุ่น อย่าได้คิดด้วยจิตหมกมุ่นอยู่ด้วยความรู้สึกเห็นแก่ตัวจัดหรือว่าเป็นตัวเราหรือของเรา เพราะมันจะมากไปบ้าง น้อยไปบ้าง ผิดความจริงไปหมด  ถ้าจะคิดว่า เราจะทำอย่างใด เรามีฐานะอย่างนี้ มีสภาวะอย่างนี้ จะต้องทำอะไรเป็นประจำวัน มีอาชีพอย่างไร หรือมีประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไร อย่างนี้คิดไปได้ และก็ยังกล่าวได้ว่ามีจิตว่างอยู่เหมือนกัน

ความสำคัญอยู่ที่ว่า  ขณะลงมือทำก็ให้เหลือแต่สติปัญญาและสติสัมปชัญญะอย่างที่กล่าว ควบคุมความรู้สึกไว้เสมอ อย่าเผลอตัว มีสติอยู่เสมอว่าไม่มีอะไรเป็นตัวตนหรือของตน แล้วทำงานด้วยสตินั้น  ในขณะนั้นจิตจะเฉลียวฉลาดที่สุด ว่องไวที่สุด

อาตมาจึงว่าน่าจะลองนำไปคิดพิจารณาดูและลองพยายามทำดู ... ให้การพยายามนั้นแหละเป็นเครื่องวัดตัดสินว่าจะทำได้หรือไม่ได้เพียงใด

คำว่า "ความว่าง" (สุญญตา) ของพุทธศาสนานี้ มันมีความหมายเฉพาะ มันมีความหมายพิเศษของมันเอง  พอมาผิดยุคผิดสมัยกันก็เข้าใจยาก  อาตมาจึงได้พยายามอย่างยิ่งที่จะใช้ภาษาไทยของยุคปัจจุบันหรือภาษาไทยง่ายๆ  ฉะนั้นอย่าได้ยึดถือมั่นในคำนั้นในคำนี้นัก ... หรือว่าอาจารย์คึกฤทธิ์เห็นว่าควรจะมีข้อแม้อย่างไรหรือควรอภิปรายอย่างไร...ก็ขอให้กรุณาอีกครั้ง

 

คึกฤทธิ์ :  กระผมเข้าใจตามที่ท่านได้อธิบายมา ...  คนที่ "ว่าง" อย่างพระอรหันต์แล้ว ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างกระผม ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างคนส่วนมาก  อย่างนี้เรียกว่า "ว่าง"

แต่ถ้าจะให้คนอย่างกระผมไปทำงานด้วย "จิตว่าง" กระผมยังมองไม่เห็น เพราะลักษณะของงานมันขัดต่อการมีจิตว่าง  ภาวะของผมมันว่างไม่ได้  ถ้าว่างไปแล้วมันก็ไม่เป็นกระผม  ถ้าท่านบอกว่าให้กระผมไปบวชแล้วมันจะว่าง...กระผมเชื่อ เพราะกระผมก็ไม่ยึดอะไรทั้งนั้น  แต่การทำงานด้วยจิตว่างนั้น กระผมก็อยากจะเรียนถามเหมือนกันว่า ท่านหมายความว่ายังไง?

ถ้าท่านบอกว่า ทำงานด้วยจิตว่างแล้ว งานทางโลกนั้นจะดี กระผมไม่เชื่อ ... อย่างว่าเป็นทหารไปรบกับเขา แล้วรบด้วยจิตว่าง ยิงปืนด้วยจิตว่าง แล้วมันจะเป็นทหารที่ดี ... พูดอย่างไรๆ กระผมก็ไม่เชื่อ

แต่ถ้าใต้เท้าบอกว่า ทำงานอยู่ในโลกก็อยู่ในโลกเถิด ถ้าทำงานด้วยจิตว่าง อย่ายึดมั่นอะไร แล้วงานจะดีหรือไม่ดี หรือถึงจะเกิดผลร้าย เราก็ไม่เป็นทุกข์ ... ถ้าอย่างนั้นกระผมเชื่อ

ที่ท่านพูดมาว่า จิตว่างแล้วงานจะประเสริฐ การงานจะรุ่งเรือง อย่างนั้นกระผมไม่เชื่อ เพราะงานของโลกมันขัดกันกับเรื่องจิตว่างหรือเรื่องการพ้นทุกข์  ความสุขของโลกมันเป็นความทุกข์ในทางธรรม  ความสำเร็จของงานมีความหมายในทางโลก  ถ้าจิตว่างแล้วจะนำความสำเร็จทางธรรมนั้นก็ถูก  แต่จะเอาพร้อมกันทั้งสองอย่างนั้นไม่ได้  สำเร็จทางธรรมด้วยจิตว่างก็ต้องเสียทางโลก ... ไม่อย่างนั้นคนจะไปบวชกันทำไม


พุทธทาส :  หมายความว่า ฆราวาสนี้จะไม่พยายามทำให้ "จิตว่าง" อย่างนั้นรึ?

 

คึกฤทธิ์ :  ทำได้... คือ "ว่างจากกิเลส" ... กระผมเชื่อ

 

พุทธทาส :  ฆราวาสควรจะพยายามหรือไม่?

 

คึกฤทธิ์ :  เรื่องไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้น...กระผมเชื่อ  คือว่า  ฆราวาสควรจะศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าให้รู้  แต่ขณะเดียวกันก็ควรจะรู้ด้วยว่า แม้ในขณะที่ทำไป ถ้ามันจำเป็นต้องยึด มันก็ต้องยึด เพราะเรายังเป็นฆราวาส ถ้าปล่อยหมดก็อย่าเป็นฆราวาส

 

พุทธทาส :  อาตมาต้องการให้ฆราวาสทำงานด้วยความมีทุกข์น้อยและมีผลสำเร็จเต็มที่ ... จะมีวิธีอย่างไร ... จะทำด้วย "จิตว่าง" หรือ "จิตวุ่น" ดี?

 

คึกฤทธิ์ :  กระผมเห็นว่า ถ้าจะเอาผลสำเร็จทางโลกแล้ว มันก็ต้องซื้อผลสำเร็จนั้นด้วยความทุกข์ ... จะเอาทั้งสองอย่างไม่ได้หรอก ... จะเอาเนยไปทาขนมปังสองหน้าไม่ได้ ไม่มีใครเขาใส่บาตรอย่างนั้น ... กระผมขอสอนพระสักวันเถิดครับ! ไม่มีทางทำได้!

แต่ถ้าเผื่อว่าจะให้สิ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงแล้ว ให้ว่างจริงโดยไม่มีทุกข์แล้ว ต้องสละความสำเร็จทางโลก ... อย่างนั้นกระผมเชื่อ ... เมื่อเป็นฆราวาส มันก็ต้องสุขบ้างทุกข์บ้าง มันไม่ว่าง

 

พุทธทาส :  แล้วจะมีวิธีทำให้ทุกข์น้อยลงได้อย่างไร?

 

คึกฤทธิ์ :  ก็อย่างที่กระผมพูดอยู่นั่นแหละครับ คือ  ทุกอย่างมันไม่ใช่ตัว-ไม่ใช่ตน หรือไม่ใช่ของตัว-ไม่ใช่ของตน  แต่ในขณะที่ทำงานนั้นมันต้องนึกถึงงาน  มันไม่ "ว่าง" หรอก  มันก็คิดว่าจะทำเพื่อตัวตนอยู่อย่างนั้นแหละ  แต่ถ้ามันเกิดผิดพลาดเสียหายขึ้นมาแล้ว ตอนนี้แหละ...ธรรมะของใต้เท้าจะนำเข้ามาช่วยได้  ถ้าถือว่ามันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนอะไร ของเรามันเสียไปแล้ว อย่างนี้มันก็พอนึกได้ มันพอปลอบใจได้เหมือนกัน

 

พุทธทาส :  อาตมาบอกว่า ให้พยายามทุกอย่างให้เข้าใกล้ "ความว่าง" นี้มากขึ้นๆ  แม้แต่ในการทำงาน การกินอาหาร การมีลมหายใจอยู่ ก็ให้ใช้อุบายที่ประณีตแยบคายที่ให้เข้าใกล้ความว่างนี้มากขึ้นๆ แม้แต่ในเพศฆราวาส ... ความเห็นของเราแตกต่างกันนิดเดียวเท่านั้น

 

คึกฤทธิ์ :  มันแตกต่างกันเยอะครับ ... คือถ้ายิ่ง "ว่าง" มากขึ้น ความสำเร็จทางโลกมันต้องน้อยลงทุกทีๆ

 

พุทธทาส :  ถ้าอย่างนั้นมันก็ยังไม่ใช่ "ความว่าง" (สุญญตา) ตามความหมายของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนพวกฆราวาสไว้

 

คึกฤทธิ์ :  เป็นมหาเศรษฐีด้วย เป็นสัตบุรุษด้วย อย่างนั้นไม่สำเร็จหรอกครับ ... เป็นมหาเศรษฐีทุกข์มากและ "ว่าง" ไม่ได้

 

พุทธทาส :  เป็นมหาเศรษฐีที่เป็นพระอริยบุคคล...อย่างนี้จะมีได้ไหม?

 

คึกฤทธิ์ :  ถ้าได้รับมรดกมา...เป็นพระอริยบุคคลได้  แต่ถ้าหาเอาเอง...อย่างนั้นเป็นพระอริยบุคคลไม่ได้  เพราะถ้าเป็นพระอริยบุคคลก็ไม่คิดเป็นเศรษฐีเสียแล้ว

 

พุทธทาส :  เป็นพระอริยบุคคลชั้นหนึ่งชั้นใดแล้วจะเป็นเศรษฐีด้วย...อย่างนี้ไม่ได้หรือ?

 

คึกฤทธิ์ :  กระผมไม่เชื่อครับ...  ไม่ต้องเป็นพระอริยบุคคลหรอกครับ... คนขนาด "ว่าง" นิดๆ หน่อยๆ อย่างกระผมเห็นว่า สมบัติไม่เที่ยง เงินก็ไม่เที่ยง อะไรมันก็ไม่เที่ยง มันไม่ใช่ตัว-ไม่ใช่ตน กระผมก็ยังไม่เป็นเศรษฐี  ทุกวันนี้ผมก็หากินพอใช้  ความจริงแล้ว ผมมีหลักการของผมว่า ผมไม่หาเงินล่วงหน้า ผมอยากได้อะไรไปหาเงินมาซื้อ ซื้อแล้วก็เลิกกัน  ผมไม่หาต่อ...ถึง ได้มีเวลาว่างมานั่งคุยกับท่านได้  ถ้าตั้งหน้าตั้งตาจะหาเงินอย่างเดียวเพราะอยากเป็นเศรษฐีแล้ว วันนี้ผมไม่มา... ผมไม่ว่าง

 

พุทธทาส :  คนที่เป็นเศรษฐีแล้ว...รู้สึกว่ามีเพียงพอแล้ว จะไปสนใจธรรมะเรื่องของ "ความว่าง" นั้นได้ไหม?

 

คึกฤทธิ์ :  ถ้าอ้างว่าสนใจละก็ได้ ... แต่ใครลองไปแตะเงินเข้าสิครับ...เกิดไม่ว่างขึ้นเชียว ... กระผมไม่เชื่อหรอกครับ

-------------------------------------------------



จาก http://panyayan.tnews.co.th/contents/202757/


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham