ผู้เขียน หัวข้อ: เบื้องหลังเสียงหัวเราะ และ รอยยิ้มของ JENNIFER KIM (เจนนิเฟอร์ คิ้ม)  (อ่าน 333 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6656
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1478
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 50.0.2661.272 Chrome 50.0.2661.272
    • ดูรายละเอียด
    • Awards


เบื้องหลังเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของ JENNIFER KIM

เรื่อง พีรภัทร โพธิสารัตนะ www.facebook.com/peerapat.secret ภาพปกและภาพประกอบ วรวุฒิ วิชาธร ผู้ช่วยช่างภาพ ทศพล ฆ้องคำ สไตลิสต์ รุจิกร ธงชัยขาวสอาด, อารยา แคล้วภัยพาล แต่งหน้า ยศวีร์ งามเกษม ทำผม วีรภพ ดำทองสุก

เจนนิเฟอร์ คิ้ม…นักร้องเสียงสวย เจนนิเฟอร์ คิ้ม…โค้ชคนเก่งแห่ง รายการ The Voice เจนนิเฟอร์ คิ้ม…นักเขียนฝีปาก (กา) จัดจ้าน หลายคนคงรู้จักเจนนิเฟอร์ คิ้ม…ไม่ว่าจากชีวิตด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสามด้านและคงมีคนอีกจำนวนมากที่ชื่นชมการแสดงบนเวทีของเธอที่มักสลับเพลงเพราะ ๆ ด้วยการปล่อยมุกสุดแพรวพราวเรียกเสียงฮาได้สนั่นทุกครั้ง…แต่ลึกเข้าไปในเสียงหัวเราะและมุกชวนยิ้มที่จิกกัดเรื่องโน่นนี่นั่นได้อย่างเจ็บแสบนั้น ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างซุกซ่อนอยู่

เจนนิเฟอร์ คิ้ม เป็นที่จดจำในฐานะนักร้องสาวเสียงดีที่มั่นใจในตัวเอง อยากทราบว่าในวัยเด็กเป็นอย่างไรครับ


ตอนเด็ก ๆ ดิฉันไม่เคยได้เป็นที่หนึ่งเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความน่าสนใจความน่ารัก แม้กระทั่งการเรียนก็ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง แต่ดิฉันก็ไม่ได้เสียใจหรือเสียดายอะไรมากมายนะคะ เพราะเราได้ทำทุกสิ่งอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนผลมันจะออกมายังไงก็ไม่เป็นไร คือดิฉันจะคอยประเมินตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้และถ้าทำได้ ทำได้แค่ไหน ดังนั้นดิฉันก็จะรู้และยอมรับตั้งแต่แรกแล้วว่า ฉันอาจจะทำเรื่องนี้ได้ไม่ดีเท่าเขา แต่ก็ดีที่สุดสำหรับฉันแล้ว ซึ่งแปลว่าเราไม่ได้เป็นรองใคร และเป็นที่หนึ่งในใจของตัวเราแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งของทุก ๆ คนหรอก

ในความคิดของดิฉัน การเป็นที่หนึ่งไม่ใช่เรื่องของความสามารถอย่างเดียว แต่อยู่ที่วาสนาด้วย ต้นทุนความดีของคนเราไม่เหมือนกัน เขาอาจจะทำบุญมาเยอะด้วยความที่สั่งสมผลบุญหรือวาสนามาน้อยดิฉันจึงไม่อาจแข่งบุญแข่งวาสนากับใครได้แต่ดิฉันสามารถแข่งกับตัวเองได้โดยใช้ความสามารถให้ถึงที่สุด หาข้อดีที่ตัวเองมีอยู่ให้เจอ อย่างเรื่องหน้าตานี่ยังไงก็คงสู้คนอื่นไม่ได้ งั้นซัดกันด้วยเสียงก็แล้วกัน
 

ขอชมว่าคุณสามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ได้ดีมากเลยนะครับ

ขอบคุณค่ะ ดิฉันจะคิดเสมอว่าบางอย่างที่วางได้ก็วาง บางอย่างที่ต้องกดไว้ก็กด แต่ถ้าเป็นไปได้ ดิฉันก็จะหาวิธีที่จะไม่ต้องกดอะไรเลย เช่น ไม่นึกถึงมันหรือไม่คิดถึงมันในแง่ร้าย ป๊าจะสอนเสมอว่า ของดีที่สุดไม่ตกอยู่ในมือเราหรอกและของฟรีก็ไม่มีในโลก บางครั้งเราก็ต้องสูญเสียบางสิ่งไปเพื่อแลกบางอย่างมา สิ่งที่ป๊าสอนทำให้ดิฉันไม่คิดคาดหวังอะไรมากนักและไม่ผลักดันตัวเองให้อยู่สูงเกินกว่าที่เราจะสามารถเดินไปถึง ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นดิฉันก็จะบอกตัวเองตั้งแต่แรกว่า ถ้าได้มาก็ถือเป็นวาสนา แต่ถ้าไม่ได้ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าผิดปกติอะไร

นอกจากนั้นมีอีกสองอย่างที่ทำให้ดิฉันเข้มแข็งขึ้นมาจนมีทุกวันนี้ได้ อย่างแรกคือคำที่ป๊าพูดเสมอว่า “ไม่เป็นไร ป๊าเลี้ยงได้” คำพูดนั้นทำให้ดิฉันรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือต้องล้มอีกกี่ครั้ง เราก็จะมีเบาะรองรับอยู่เสมอ ดังนั้นเราจึงสามารถกระโดดหรือร่วงได้เต็มที่เลย เพราะรู้ว่ายังไงเราก็มีพ่อที่เข้มแข็งคอยรับ คอยสนับสนุน และคอยโอบอุ้มเราไว้ แต่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะย่ามใจ จะล้มเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หมายความว่า ฉันจะทำทุกอย่างให้เต็มที่เพื่อจะได้ไม่ล้ม

อีกอย่างหนึ่งคือ การแสดงความรักของคุณแม่ แม่เป็นคนที่ชอบกอดลูก แม่จะชอบพูดว่า “มา…แม่กอดหน่อย” บ้านเราไม่ค่อยสวัสดีกัน แต่พอเจอหน้าปั๊บเราจะกอดกัน ก่อนออกจากบ้านก็กอด กลับมาบ้านก็กอด ก่อนนอนก็กอด ทุกคืนพอส่งพ่อเข้าห้องนอนก็จะกอดและหอมแก้มเขาทีนึง แล้วบอกว่า “เดี๋ยวมาหาใหม่นะ”ลูกหลานบ้านนี้เป็นแบบนี้เหมือนกันหมดกอดแล้วก็หอมแก้มกันเป็นเรื่องธรรมดา

สำหรับดิฉันแล้ว ทั้งสองอย่างนี้สำคัญมาก ไม่เฉพาะกับดิฉัน แต่กับคนเป็นลูกทุกคน เพราะการแสดงความรักด้วยคำพูดหรือการกอดนั้น เป็นภาษาที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าตัวหนังสือใด ๆ ซึ่งถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานโดยให้สองสิ่งนี้อย่างเพียงพอแล้ว เขาก็จะไม่มีวันพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่อับจนหนทาง หรือต่อให้ต้องเจออุปสรรคปัญหามากมาย เขาก็จะลุกขึ้นมาได้เร็วและพร้อมจะต่อสู้เพื่อความฝันของตัวเองต่อไป



ก่อนจะมาเป็นนักร้อง คุณเคยมีความฝันอยากเป็นอะไรมาก่อนหรือเปล่าครับ

ฝันอยากเป็นนักร้องนี่ละค่ะ ตั้งแต่ที่เห็น เติ้ง ลี่จวิน จากวิดีโอที่ป๊าซื้อมาให้ดูเวลานักร้องจีนคนนี้ร้องเพลงเศร้า คนดูก็ร้องไห้ ในขณะที่เวลาเธอหัวเราะ คนดูก็หัวเราะตาม เราดูแล้วก็แปลกใจว่า การร้องเพลงมีอิทธิพลกับคนได้ขนาดนี้เชียวหรือ เลยรู้สึกประทับใจมาก ส่วนหนึ่งที่ทำให้ชื่นชอบความเป็นนักร้องก็คือตรงนี้แหละ ความมีอิทธิพล ซึ่งเป็นสิ่งที่เราโหยหามาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แล้ว

หมายถึงการได้รับการยอมรับจากคนอื่นหรือเปล่าครับ

ไม่ใช่ค่ะ มากกว่านั้น การมีอิทธิพลในที่นี้คือการที่เราสามารถควบคุมคนได้ในเวลาหนึ่ง  ณ ชั่วขณะหนึ่ง จากเสียงของเรา จากการร้องเพลงของเรา ที่มีอำนาจมีอิทธิพลกับผู้คนในระยะเวลาหนึ่ง เราต้องการแค่ตรงนั้น ดิฉันชอบทุกสิ่งที่ทรงอิทธิพล เติ้ง เสี่ยวผิง บอกว่า “เงินคืออำนาจ” ดิฉันไม่รู้หรอกว่าเงินที่ท่านหมายถึงนั้นมีอำนาจมากมายขนาดไหน แต่รู้ถึงความสำคัญของเงินมาตลอด ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับคุณพ่อดิฉัน คือป๊าหาเลี้ยงลูก 12 คนกับเมียอีก 3 คนด้วยการเล่นการพนันเวลาเห็นป๊าออกไปเล่นการพนัน บางวันฝนตก ป๊าออกไป กลับมาก็ไม่สบายเราก็ไม่อยากให้ป๊าเหนื่อย เราเคยบอกป๊าแบบนี้ช่วงอายุประมาณ 12 – 13 ปี ป๊าก็ตอบกลับมาว่า “เอาตังค์มาให้ป๊าสามพันสิป๊าจะได้ไม่ต้องออกข้างนอก” พอป๊าตอบแบบนั้น ดิฉันก็บอกกับตัวเองเลยว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องทำในสิ่งที่พ่อบอกให้ได้แล้วสิ่งนี้ก็ติดอยู่ในหัวเรามาตลอดว่า เราจะต้องไปให้ถึงวันที่สามารถเลี้ยงพ่อแม่ได้ชีวิตเราจะได้ไม่ต้องวนอยู่กับคำว่าได้กับเสียอีกต่อไป

การที่ครอบครัวอยู่ในแวดวงการพนันที่มีได้มีเสียแบบนี้ เคยเสียถึงขั้นยากลำบากไหมครับ

ชีวิตดิฉันไม่เคยลำบาก ไม่เคยรู้จักความจนหรือสภาวะที่ไม่มีข้าวจะกิน รู้จักแต่ได้กินดีน้อยลง อยู่ดีน้อยลง นอกจากนั้นเวลาป๊าไปเล่นแล้วเสีย แกไม่เคยพาลใส่ลูก ๆ เลย แกบอกว่า เงินไปเที่ยว เดี๋ยวมันก็กลับมา (หัวเราะ) อย่างที่บอกว่าป๊าเป็นคนมองโลกในแง่ดี หรือต่อให้ขาดเงิน พ่อกับแม่ก็จะไปยืมเงินคนอื่นหรือติดเงินร้านค้า เรียกว่าสามารถบริหารจนผ่านมาได้

แต่ฉากดราม่าแบบไม่มีบ้านจะอยู่ดิฉันเจอตอนที่โตแล้ว เมื่อสิบกว่าปีก่อนนี่เอง ตอนนั้นป๊าเริ่มแก่ บริหารไม่ไหวแล้วมีใบประกาศศาลมาติดหน้าบ้าน แล้วบ้านก็ถูกยึด ตอนที่เกิดเรื่อง ทุกคนในบ้านตื่นตระหนกยิ่งกว่าเกิดสงครามโลก ยิ่งกว่ามีคนมาโยนระเบิดแถวบ้านเราซะอีก แถมคนแถวนั้นก็มาทึ้งข้าวของ ลองนึกภาพดูว่าพอคนในบ้านออกมาจากตรงนั้น ก็มีคนวิ่งมาดึงประตู ดึงหน้าต่างจนหมด ซึ่งตลอดเวลาที่เกิดขึ้นแม่ก็ทำได้แค่ยืนดูแล้วก็ร้องไห้

แต่ตอนนั้นดิฉันไม่อยู่ในเหตุการณ์นะคะ แม่เล่าให้ฟังทีหลังว่า “นั่นบ้านเราแท้ ๆ แต่คนอื่นมาเอาของเราไปหมดเลย” ดิฉันฟังแล้วก็ตั้งใจเลยว่า เราจะไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกตราบเท่าที่ดิฉันเป็นคนดูแล

หลังจากนั้นดิฉันก็เลยซื้อบ้านให้แม่อยู่ทั้งที่ตอนนั้นก็ยังไม่มีเงินหรอก แล้วพอพาแม่ไปดูบ้านหลังหนึ่ง ปรากฏว่า แม่ลงนั่งที่ตีนบันไดแล้วก็พูดขึ้นมาว่า “เย้น เย็นเนอะลูก แม่ชอบบ้านหลังนี้” เราไปดูบ้านมาหลายหลัง แม่ไม่เคยพูดแบบนี้เลย ถ้าแม่พูดแบบนี้แสดงว่านี่คือบ้านของแม่แล้วละดิฉันเลยเหลือบตาไปดู พอเห็นป้ายราคา 6.6 ล้านบาท ดิฉันน้ำตาไหลเลย จะบ้าเหรอ ทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่ไม่ถึงล้าน จะให้ไปซื้อบ้านราคาตั้ง 6.6 ล้าน ข้าวของจากบ้านหลังเก่าก็ไม่มี โดนธนาคารยึดไปหมดแล้ว

แล้วสุดท้ายได้ซื้อบ้านหลังนั้นหรือเปล่าครับ

สุดท้ายก็ได้ซื้อค่ะ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันจะสอนใครต่อใครเสมอก็คือ จงคิดดี คิดดีนะคะ ไม่ใช่มองโลกในแง่ดี คือมองให้เห็นความจริงแล้วพยายามคิดดี จนเกิดเป็นกำลังใจที่จะพาเราไปถึงวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้หรือวันใดก็ตามที่เราจะได้เจอสิ่งดี ๆ อย่างที่วาดฝันเอาไว้จริง ๆ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ถ้าเราคิดดีทุกอย่างก็จะเข้ามาเองแบบงง ๆ

อย่างบ้านหลังนั้น จากตอนแรกที่จะต้องใช้คนค้ำประกัน ใช้อะไรนู่นนี่ กลายเป็นว่าพอบทจะง่ายก็ง่ายจริง ๆ ปรากฏว่ามีผู้ใหญ่คนหนึ่งที่น้องสาวดิฉันรู้จัก รู้จักกับเจ้าของโครงการ เขาเลยบอกให้ธนาคารที่ร่วมทำโครงการนี้อยู่จัดการให้เรื่องนี้ผ่านไป พูดแค่คำเดียวเท่านั้น ได้เลยทุกวันนี้เวลาเจอพี่เขา ดิฉันก็จะพูดเสมอว่า “ถ้าไม่มีพี่ บ้านหนูไม่มีวันนี้”

ช่วงแรกที่ยังไม่ประสบความสำเร็จและไม่เป็นที่รู้จัก เคยคิดเลิกเป็นนักร้องแล้วไปทำอย่างอื่นบ้างไหมครับ

ถึงดิฉันจะเคยท้อว่าร้องเพลงประกวดไม่เข้ารอบ ทำอัลบั้มชุดแรกก็ไม่โด่งดังแต่ดิฉันก็ไม่เคยคิดจะเลิกเป็นนักร้องเลยด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรกิน เพราะทำอย่างอื่นไม่เป็น แล้วดิฉันรักการร้องเพลงมากจนไม่สามารถปล่อยให้มันผ่านเลยไปจากชีวิตได้ ดิฉันอาจจะเพิ่งพูดไปว่าเงินคืออำนาจ แต่เวลาจะทำอะไรต่าง ๆ เราต้องรักสิ่งนั้นก่อน ผลถึงจะออกมาดี คืออย่าคิดถึงแต่เรื่องเงินเป็นตัวตั้งเพราะเงินจะตีกรอบให้เราทำสิ่งนั้น ๆ ได้ไม่ถึงไหน ตรงกันข้าม รักแล้วเราก็จะทุ่มเทเสียสละ ทำทุก ๆ อย่าง และพร้อมที่จะอยู่และจากไปกับสิ่งนั้น

ถึงวันนี้คุณบรรลุเป้าหมายการเป็นนักร้องผู้ทรงอิทธิพลหรือยังครับ

ยังไม่ถึงจุดนั้นหรอกค่ะ ประสบการณ์ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า การทรงอิทธิพลไม่ใช่การประสบความสำเร็จในอาชีพที่ตัวเองทำเท่านั้น ไม่ใช่แค่คุณร้องเพลงดี เล่นละครดังแล้วคุณก็จะบรรลุเป้าหมายนี้ แต่คุณจะต้องทรงอิทธิพลในแง่ของสื่อ คือจะต้องเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าด้วย ตอนนี้ยังไม่ใกล้ถึงตอนจบหรอกค่ะ ดิฉันเพิ่งมาได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น และคิดเสมอว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อไหร่ที่คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว เราจะขี้เกียจ
 

หยุดพัฒนาตัวเอง ไม่ก้าวไปข้างหน้า ขอถามถึงเรื่องความรักบ้างตอนนี้ตั้งความหวังในเรื่องนี้ไว้อย่างไรครับ

ถ้าเป็นเรื่องความรักของผู้หญิงผู้ชายชั่วโมงนี้ดิฉันคงไม่คิดหารักแท้แล้วละค่ะเพราะอายุเราก็มากแล้ว ถึงแม้จะมีหลาย ๆคนเข้ามาด้วยเหตุผลคือชื่อเสียงของเราโดยที่ไม่ได้รู้จักเราจริง ๆ ว่าเราแสบขนาดไหน (หัวเราะ) แต่รักแท้ในแง่อื่นดิฉันหาเจอแล้ว รักแท้อย่างแรกคือ ความรักจากครอบครัวและเพื่อนฝูงที่อยู่รอบข้างตัวเรา ส่วนรักแท้อีกอย่างหนึ่งคือ ความรักที่ได้รับจากแฟนเพลง แค่สองอย่างนี้ก็ถือว่าพอและพอดีแล้วค่ะ
 

ถ้าอย่างนั้นขอถามเรื่องธรรมะบ้างนะครับว่า มีอิทธิพลหรือมีความหมายกับชีวิตคุณอย่างไรบ้างครับ

ลูกน้องดิฉันคนหนึ่งเคยบอกว่า “พี่นี่มีธรรมะนะ วัดก็ไม่ค่อยเข้า แต่ทำไมพี่เข้าใจธรรมะ” (หัวเราะ) คือถึงดิฉันจะไม่ค่อยเข้าวัด และจะไม่ยอมเข้าวัดพร้อมกับแบกความทุกข์ไปด้วยเด็ดขาด เพราะมีความรู้สึกว่า ถ้าใจเรายังไม่นิ่งพอ หรือถ้าใจร้อนมาก ๆ แล้วเข้าวัดไปพบพระความดีหรือความร่มเย็นก็จะไม่เข้าไปอยู่ในใจเรา ดิฉันจะเข้าวัดก็ต่อเมื่ออารมณ์ดีอย่างเวลาไปทำบุญถวายสังฆทาน เพราะถ้าเราเย็น สมองจะเปิด อารมณ์ก็จะกลับมาอยู่ตรงกลาง และซึมซับสิ่งดี ๆ ได้ดี ใจที่กำลังร้อนก็เหมือนฟองน้ำเลอะ ๆ ที่เราเอาไปเช็ดนู่นเช็ดนี่จนเปรอะไปหมด ถ้าเราไม่ล้างให้สะอาดก่อน แล้วเอาไปป้ายอะไรต่ออะไรอยากให้มันออกมาเป็นสีแดง มันจะเป็นสีแดงไหม อยากให้เป็นสีเขียว มันจะเป็นสีเขียวไหม ถ้าอย่างนั้นเอามาล้างก่อนดีไหมแล้วค่อยไปใช้

ดิฉันเชื่อว่า คนเราจะอยู่ในศีลในธรรมได้อย่างแท้จริง เราต้องเข้าใจเนื้อหาแท้ ๆของพระธรรมให้ได้ก่อน ดิฉันชอบอ่านคำสอนสั้น ๆ งานเขียนของท่านพุทธทาสได้เปิดมุมมองหลาย ๆ อย่างให้ดิฉัน เวลาลูกน้องมีปัญหาทะเลาะกับใครมา ดิฉันก็จะสอนว่า “จำไว้นะ ถึงคนอื่นไม่ดีกับเราแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเอาความไม่ดีไปสู้กับเขา เพื่อลดความดีในตัวเราลง” ลูกน้องเคยถามว่าดิฉันไปดีกับคนนี้ทำไมเขาทำไม่ดีกับเรามาเยอะนะ ดิฉันก็จะตอบว่า “เพราะความดีในตัวเรามันยังมีอยู่เท่าเดิมสิ่งใดจะเข้าจะออกหรือจะดีจะร้าย ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่ใคร”

หลาย ๆ เรื่องถ้าเราไม่ผูกใจเจ็บอย่างน้อยก็ ณ เวลานี้ สิ่งหนึ่งที่ได้แน่นอนคือ ความสบายใจ แล้วเราก็จะไม่มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อใคร อคติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนฝุ่นผงในตาเรา บางครั้งเราล้างออกไปได้ ในขณะที่บางทีไม่สามารถล้างได้ก็ให้ปล่อยวางซะ มันผ่านไปแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้จากป๊าอีกเหมือนกันแกชอบพูดอยู่คำหนึ่งคือ “หยวน ๆ น่า” ขนาดป๊าเคยถูกคนโกงเงิน คือเขายืมเงินไปแล้วเอาเช็ค 3 ล้านบาทมาแลก ปรากฏว่าเช็คเด้ง แกฉีกเช็ค 3 ล้านทิ้งแล้วร้องไห้ปากก็พูดว่า  “ช่างมัน ต่อไปนี้กูจะไม่เสียใจกับมันอีกแล้ว ชาติก่อนกูคงติดหนี้มึงไว้ชาติหน้ามึงก็อย่ามาเอากับกูแล้วกัน เพราะกูใช้หนี้มึงไปแล้ว” สุดท้ายชีวิตดิฉันก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน “หยวน ๆ น่า” แค่ได้เกิดมาแล้วได้ทำประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งรู้จักให้ รู้จักอภัย แค่นี้ดิฉันก็คงตายตาหลับแล้วละค่ะ



ถึงตอนนี้คุณคิดว่า ตัวเองบรรลุความตั้งใจตอนอายุ 12 ปีที่อยากจะเลี้ยงครอบครัวให้ได้แล้วหรือยังครับ 

ดิฉันคิดว่าตัวเองมาไกลจากจุดนั้นแค่70 เปอร์เซ็นต์ ดิฉันจะไม่เหมือนป๊าที่อยู่กับปัจจุบัน แต่จะขอคิดเผื่ออนาคตเอาไว้นิดหนึ่ง ณ ปัจจุบันไม่ต้องสุขสุด ๆ หรอกเอาแค่ครึ่งหนึ่งพอ เก็บอีกครึ่งหนึ่งไว้เผื่อพรุ่งนี้ แต่ถึงพรุ่งนี้ไม่มีก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็มีความสุขเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่งดิฉันจึงเป็นคนไม่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่จะเก็บส่วนหนึ่งไว้ให้แม่ พี่น้อง แล้วก็หลาน และสร้างกิจการไว้ให้พวกเขาได้ต่อยอดจนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองแม้ในวันที่ดิฉันไม่อยู่แล้ว

ถึงวันนี้ชีวิตอาจจะยังมีความกลัวหรือความกังวลอยู่บ้าง แต่ถึงที่สุดแล้วดิฉันก็จะคิดว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่านี้ ถ้าพรุ่งนี้ไม่ดีก็คงจะเป็นวันถัด ๆ ไป ดิฉันไม่รู้หรอกว่าวาสนามันจะเดินทางมาถึงเราเมื่อไหร่ โชคจะรอเราอยู่ตรงไหน ชีวิตเราเหมือนเดินทางบนรถไฟ เราไม่รู้หรอกว่าจะสุดสายเมื่อไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็สามารถเปลี่ยนขบวนได้ ตราบใดที่เรามีตั๋วอยู่ในมือ ตั๋วนี่ก็คือต้นทุนในใจ ต้นทุนแห่งความเข้มแข็งที่ทำให้เราสู้ต่อไปได้

“รักแท้” ของเจนนิเฟอร์ คิ้ม คุณพ่อ

“ป๊าเป็นต้นแบบของความอึด แล้วก็เป็นคนซื่อสัตย์และมีศักดิ์ศรี ถึงแม้จะเป็นนักพนันซึ่งย่อมต้องมีโกงมีอะไรกันบ้าง แต่ป๊าเป็นคนมีศักดิ์ศรี เวลาป๊าเสีย ป๊าจ่ายนะป๊าไม่เคยโกงใคร ดิฉันก็จะได้รับสิ่งเหล่านี้มา คนเราต้องซื่อสัตย์ มีความเที่ยงธรรม มีศักดิ์ศรี แล้วก็ต้องมีอารมณ์ขันป๊าเป็นคนมีอารมณ์ขันมาก สามารถพูดเรื่องวิกฤติให้กลายเป็นเรื่องขำขันได้ ดิฉันชอบความเป็นป๊าอยู่อย่างหนึ่งคือแกเป็นคนไม่อาลัยอาวรณ์ แล้วก็แล้วไป ไม่โกรธไม่แค้น ไม่เคยเห็นป๊าคิดถึงอะไรมาก ๆ โหยหาอะไรมาก ๆ อะไรที่อยู่กับเขาตอนนี้ถือว่าดีแล้ว โอเคแล้ว”

คุณแม่

“แม่เป็นคนใจดี เป็นต้นแบบของคนที่รักพ่อ รักแม่ รักพี่ รักน้องและมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เวลาทำกับข้าว แม่จะทำเยอะ ๆ แจกข้างบ้านแจกคนนู้นคนนี้ แต่ขณะเดียวกันแม่ก็เป็นต้นแบบของความอดทนและการถูกกระทำมากมาย คือแม่เป็นเมียคนสุดท้าย จึงถูกเมียคนอื่น ๆ ของป๊าข่มอยู่เสมอ ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ ไม่ถึงขั้นตบตีหรือลงมือลงไม้นะคะ แต่เป็นลักษณะของการข่มเหงน้ำใจมากกว่า ซึ่งแม่ก็อดทนมาตลอด เวลาเขามาบ้าน แม่ก็ยังหาข้าวหาปลาให้กิน เรียกเขาว่าพี่ ยกย่องในสิ่งที่เขาเป็น ซึ่ง ณ เวลานั้นดิฉันไม่เคยเข้าใจแม่เลย แต่พอมาถึงตอนนี้ดิฉันก็เริ่มเข้าใจแม่มากขึ้น”

พี่น้อง

“พี่น้องเปรียบเสมือนแขนขาของดิฉันดิฉันรักพวกเขามาก มากยิ่งกว่าตัวเองซะอีกนะคะเพราะโตมาด้วยกัน กินข้าวชามเดียวกันนอนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ๆ ถึงจะทะเลาะกันยังไงดิฉันก็ต้องเป็นฝ่ายยอม สิ่งนี้ก็ได้มาจากแม่ คือตอนเด็ก ๆเวลาแม่ทำกับข้าว แม่จะเอาข้าวใส่ถ้วยแล้วก็ราดน้ำแกงแล้วก็ใส่ช้อนเอาไว้ 3 - 4 คัน แล้วจากนั้นพวกเราก็จะกินข้าวในชามเดียวกัน ในขณะที่กิน แม่ก็จะคอยสอนว่าเป็นพี่ก็ต้องตักของดี ๆ ป้อนให้น้องก่อนนะดิฉันก็เลยติดนิสัยนั้นมาตลอด”
 

Secret Box

คุณค่าของเราอยู่ที่ความคิดของเรา และการแสดงออกที่ถูกกาลเทศะ ไม่ใช่ที่สไตล์หรือแฟชั่น

เจนนิเฟอร์ คิ้ม

จาก http://www.secret-thai.com/article/inspiration-story/10911/310559/


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham