ผู้เขียน หัวข้อ: ลูกชายมหาเศรษฐี แห่ง มาเลเซีย ดื่มด่ำในพระธรรมไม่ยอมสึกจากพระ  (อ่าน 864 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6717
  • กิจกรรม:
    0.2%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1510
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 45.0.0.11172 Chrome 45.0.0.11172
    • ดูรายละเอียด
    • Awards








เรื่องจริงจากวัดหนองป่าพง

ลูกชายนักธุรกิจชาวมาเลย์ เชื้อสายศรีลังกา (แม่เป็นคนไทย) เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากอังกฤษ ยังไม่ทันได้เริ่มทำงานอะไร ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน เพื่อเห็นแก่แม่..จึงยอมบวชอย่างเสียไม่ได้ โดยได้มาบวชที่วัดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จากนั้นผู้เป็นแม่ได้พาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อชาที่วัดหนองป่าพง พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบายมาตลอดชีวิต เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน

แต่ก็นั่นแหละกว่าจะปรับตัวได้ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆ กัน ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าล้าสมัย ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการสวดมนต์ทำวัตรเย็นก็บ่นว่า นานเกิน กว่าจะเสร็จได้ก็นั่งจนขาชา

ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำก็ล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอก ต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้ โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆ ครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส มีปฏิสัมพันธ์ กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน อย่างการซักจีวรเองเป็นต้น ควรจะกระจายมอบงานให้คนอื่นทำแทน

เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำหลังจากทำวัตรเย็น หลวงพ่อชาท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่าน ให้พระหนุ่ม สามเณรน้อย ทั้งหลายในวัดฟัง แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาแล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ แล้วกล่าวว่า

“เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน คันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่น ไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้ อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ไม่นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจ นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี

คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาตัวนั้นมันมันไม่รู้ว่า สาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใด แต่อาการคันเกืดจากโรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก

ดังเช่นในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ท่านเห็นไหมว่าเมื่อตอนเย็นวันนี้ หมาป่าตัวหนึ่งมันเดินอยู่ที่นี่  มันจะยืนอยู่มันก็เป็นทุกข์ มันจะวิ่งไปมันก็เป็นทุกข์ มันจะนั่งอยู่มันก็เป็นทุกข์ มันจะนอนอยู่มันก็เป็นทุกข์ เข้าไปในโพรงไม้มันก็เป็นทุกข์ จะเข้าไปอยู่ในถ้ำก็ไม่สบาย มันก็เป็นทุกข์ เพราะมันเห็นว่าการยืนอยู่นี้ไม่ดี การนั่งไม่ดี การนอนไม่ดี พุ่มไม้นี้ไม่ดี โพรงไม้นี้ไม่ดี ถ้ำนี้ไม่ดี มันก็วิ่งอยู่ตลอดเวลานั้น

ความเป็นจริงหมาป่าตัวนั้นมันเป็นขี้เรื้อน มันไม่ใช่เป็นเพราะพุ่มไม้ หรือโพรงไม้หรือถ้ำ หรือการยืน การเดิน การนั่ง การนอน มันไม่สบายเพราะมันเป็นขี้เรื้อน”

พระภิกษุทั้งหลายนี้ก็เหมือนกัน ความไม่สบายนั้นคือ ความเห็นผิดที่มีอยู่ ไปยึดธรรมที่มีพิษไว้มันก็เดือดร้อน ไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย แล้วก็ไปโทษแต่สิ่งอื่น ไม่รู้เรื่องของตัวเอง ไปอยู่วัดหนองป่าพงก็ไม่สบาย ไปอยู่อเมริกาก็ไม่สบาย ไปอยู่กรุงลอนดอนก็ไม่สบาย ไปอยู่วัดป่าบุ่งหวายก็ไม่สบาย ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่สบาย

นี่ก็คือความเห็นผิดนั้นยังมีอยู่ในตัวเรานั่นเอง มีความเห็นผิด ยังไปยึดมั่นถือมั่นในธรรมอันมีพิษไว้ในใจของเราอยู่ อยู่ที่ไหนก็ไม่สบายทั้งนั้น นั่นคือเหมือนกันกับสุนัขนั้น ถ้าหากโรคเรื้อนมันหายแล้ว มันจะอยู่ที่ไหนมันก็สบาย อยู่กลางแจ้งมันก็สบาย อยู่ในป่ามันก็สบายอย่างนี้ นึกอยู่บ่อย ๆ แล้วก็นำมาสอนพวกท่านทั้งหลายอยู่เรื่อย เพราะธรรมตรงนี้มันเป็นประโยชน์มาก”

หลังจากนั้นหลวงพ่อชาก็นำนั่งสมาธิ ถือเนสัชชิกตลอดทั้งคืน

ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ ภายนอกสงบ แต่ภายในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อยลง จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขา เพื่อกลับไปสืบทอดกิจการของครอบครัวที่มาเลเซีย ท่านก็ยังไม่ยอมสึก

และกล่าวกับโยมแม่ว่า อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อน ขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุ กราบลาพระลูกชายแล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่า คำว่า หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชาย หมายความว่าอย่างไรกันหนอ

****************************************************************************************

เรื่องราวจากชีวิตจริงของ อาจารย์สิริปันโน (Ajahn Siripanno) ชื่อเดิม Ven Siripanyo

ลูกชายคนเดียวของ มหาเศรษฐี ที อนันดากรีชมัน (Ananda Krishnan) https://en.wikipedia.org/wiki/Ananda_Krishnan

มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของ South East Asia และอันดับ 89 ของโลก

จบการศึกษาจากอังกฤษ พูดได้ 8 ภาษา เมื่อแรกเริ่มตั้งใจจะบวชแค่ 2 สัปดาห์ แต่ตอนนี้บวชมาแล้ว 18 ปี ยังไม่ยอมสึก

ปฏิเสธการรับมรดก 9,500 ล้านเหรียญUS (285,000 ล้านบาท) อยากสนทนาธรรมกับท่านเชิญที่ วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี



<a href="https://www.youtube.com/v/UhJJa1Y-HxQ" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/UhJJa1Y-HxQ</a>

    พระอาจารย์สิริปันโน (Ajahn Siripanyo) ลูกเศรษฐีมาเลย์ทิ้งสมบัติบวช โดย พระอาจารย์สิริปันโน จำพรรษาที่สำนักสงฆ์เต่าดำ เมืองกาญจน์ ชื่อเดิมคือ เว็น สิริปัญโญ (Ven Siripanyo)

          เรียกได้ว่ากำลังเป็นที่ฮือฮาในหมู่โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างยิ่งทีเดียว สำหรับเรื่องราวของพระชาวมาเลเซียรูปหนึ่งที่รู้สึกซาบซึ้งในรสพระธรรม จนถึงขนาดยอมทิ้งทรัพย์สมบัติมหาศาลถึง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.85 แสนล้านบาท) เพื่อขอบวชศึกษาพระธรรมภายใต้ร่มกาสาวพักตร์

 ซึ้งในรสพระธรรม พระลูกเศรษฐีมาเลย์ทิ้งสมบัติ ขออยู่ใต้ร่มกาสาวพักตร์

          สำหรับพระสงฆ์ชาวมาเลเซียรูปนี้คือ พระอาจารย์สิริปัญโญ (Ajahn Siripanyo) ชื่อเดิมคือ เว็น สิริปัญโญ (Ven Siripanyo) ลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐี ที. อนันดา กริชนัน (Tan Sri Ananda Krishnan) ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญสุนทานชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬ ซึ่งมหาเศรษฐีผู้นี้ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ว่ารวยเป็นอันดับ 2 ของมาเลเซียและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

          พระอาจารย์สิริปันโนจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษและสามารถพูดได้ถึง 8 ภาษา โดยเมื่อประมาณเกือบ 18 ปีที่แล้ว ท่านได้เลือกที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยเป็นลูกศิษย์สายพระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) แห่งวัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี และท่านไม่เคยมองย้อนกลับไป อยากใช้ชีวิตฆราวาสอีก ท่านปฏิเสธโอกาสที่จะทำงานเพื่อเข้ามาดูแลและขยายอาณาจักรทางธุรกิจของบิดา รวมถึงมรดกซึ่งมูลค่าราว 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเลือกเดินบนเส้นทางของการเจริญสมาธิภาวนาตามแนวปฏิบัติสายพระป่าของไทย

ซึ้งในรสพระธรรม พระลูกเศรษฐีมาเลย์ทิ้งสมบัติ ขออยู่ใต้ร่มกาสาวพักตร์

          อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่  26 เมษายน 2556 เฟซบุ๊ก สาขาวัดหนองป่าพง  ได้เผยแพร่ข้อมูลของ พระสิริปันโน พร้อมรูปถ่ายยืนยัน และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์เต่าดำ จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นสาขาของวัดป่านานาชาติ โดยในภาพถ่าย พระสิริปันโน ถ่ายคู่กับ พระพรหมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม และพระอาจารย์ชยสาโร

พระอาจารย์สิริปันโน ลูกเศรษฐีมาเลย์ทิ้งสมบัติบวชที่สำนักสงฆ์เต่าดำ เมืองกาญจน์   



          สำหรับข้อความที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก สาขาวัดหนองป่าพง มีใจความสำคัญดังนี้

          อาจารย์สิริปันโน (Ajahn Siripanno) หรือ Ven Siripanyo เป็นลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐี ที. อนันดากริชนัน (Tan Sri Ananda Krishnan) เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญสุนทานชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬซึ่ง Forbes จัดอันดับความรวยเป็นอันดับ 2 ของมาเลเซีย และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (2nd richest man in Malaysia & Southeast Asia and 89th in the world according to Forbes.)

          ครอบครัวนี้มีลูกสาว 2 คน และมีลูกชายเพียง 1 คน คือ อาจารย์สิริปันโน ท่านจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ และสามารถพูดได้ถึง 8 ภาษา ท่านได้เลือกที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อ 18 ปีที่แล้ว และไม่เคยมองย้อนกลับมาอยากใช้ชีวิตฆราวาส ท่านปฏิเสธโอกาสที่จะทำงานเพื่อเข้ามาดูแลและขยายอาณาจักรธุรกิจของบิดา รวมทั้งปฏิเสธที่จะรับมรดกของครอบครัว ซึ่งมูลค่าราว 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ($9.5 billion -2011)  แต่กลับเลือกเดินบนเส้นทางของการเจริญสมาธิภาวนา ตามแนวปฏิบัติสายพระวัดหนองป่าพง ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์เต่าดำ จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นสาขาของวัดป่านานาชาติ

จาก http://hilight.kapook.com/view/85259

http://pantip.com/topic/30411575

http://linehighlight.com/2015/10/05/hello-world/

<a href="https://www.youtube.com/v/E_TzrnV8h8M" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/E_TzrnV8h8M</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/g2mGB1Nd6Bw" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/g2mGB1Nd6Bw</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/-_56UYN10bA" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/-_56UYN10bA</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/oycJE_FUSzo" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/oycJE_FUSzo</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/W0Jd4hJBwHg" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/W0Jd4hJBwHg</a>


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham