ผู้เขียน หัวข้อ: เมตตา… วิถีความสุขแห่งทิเบต  (อ่าน 87 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6600
  • กิจกรรม:
    0.6%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1419
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 50.0.2661.271 Chrome 50.0.2661.271
    • ดูรายละเอียด
    • Awards
เมตตา… วิถีความสุขแห่งทิเบต
« เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2016, 03:02:45 PM »

ภาวนามนตรา เสริมพลังกลุ่ม ตามความเชื่อของชาวทิเบตในพุทธศาสนา นิกายมหายาน

  ทำอย่างไรจึงจะรวย? เราจะเจ็บไข้ได้ป่วยไหม? แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า? ลองนับดูว่าในหนึ่งวัน คุณคิดถึงเรื่องตัวเองกี่ครั้ง และมีสักกี่หนที่คุณคิดถึงเรื่องของคนอื่นบ้าง ถ้าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าครั้งสุดท้ายที่รู้สึกเห็นใจและอยากช่วยเหลือคนอื่นๆ คือเมื่อไหร่กัน วันนี้ M-Light มีวิธีการขัดเกลาจิตใจตามวิถีชาวทิเบตมาให้ลองปฏิบัติดู
       
       ชาวทิเบตและชาวไทยเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนกัน ต่างกันเพียงแค่วิถีปฏิบัติเท่านั้นเอง คือทิเบตนับถือนิกายมหายาน ส่วนประเทศไทยนับถือแบบเถรวาทเป็นหลัก รศ.ดร.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ประธานมูลนิธิพันดารา คือบุคคลที่เข้าใจความแตกต่างของทั้งสองรูปแบบเป็นอย่างดี และวันนี้ท่านมีวิถีปฏิบัติตามแบบชาวทิเบตมาแนะนำให้เราลองนำไปปรับใช้
       
       เมตตาคนอื่น ตนเองเป็นสุข
       สังคมในยุคปัจจุบัน แค่ให้เข้าวัดทำบุญยังหาเวลาแทบไม่ได้ เมื่อเราบอกว่าจะชักชวนให้ลองมาปฏิบัติธรรมตามแบบทิเบต หลายคนคงนึกปฏิเสธทันที เพราะรู้สึกเสียเวลาเกินไปที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วแนวคิดแบบทิเบตไม่ต่างไปจากพุทธศาสนาในแบบที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่ยังเด็ก และยังสามารถเริ่มต้นปฏิบัติได้ง่ายๆ เพียงแค่หัดยึดความสุขของตนเองเป็นรอง และรู้จักถือเอาความสุขของผู้อื่นมาก่อนเท่านั้นเอง
       
       “โดยหลักการแล้วพุทธศาสนาแบบทิเบตกับที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือกันอยู่ ไม่ได้ต่างอะไรกันมาก จะเน้นเรื่องไตรลักษณ์ การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาเหมือนๆ กัน เพียงแต่ทางทิเบตจะเน้นว่าการปฏิบัติธรรมต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย คือถือตัวเองเป็นรองและนึกถึงสัตว์ทั้งหลายมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ฝ่ายเถรวาทจะเน้นให้แต่ละคนปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงการหลุดพ้น เน้นความสุขของผู้ปฏิบัติมาก่อน ดังนั้นการเริ่มต้นปฏิบัติตามวิถีของทิเบตง่ายๆ ก็คือให้ตั้งจิตแผ่เมตตา แผ่ความรักความกรุณาให้แก่ผู้อื่น” อาจารย์กฤษดาวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมทิเบต อธิบาย
       
       การแผ่เมตตาให้แก่สรรพชีวิตอื่นๆ นอกจากจะช่วยให้สิ่งมีชีวิตบนโลกได้รับอานิสงส์แห่งผลบุญแล้ว ยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีจิตใจที่เป็นสุขไปพร้อมกันด้วย เพราะคนส่วนใหญ่ที่เป็นทุกข์ในชีวิต มักคิดเวียนวนอยู่กับปัญหาของตนเอง การส่งจิตภาวนาให้แก่สัตว์อื่นจึงช่วยให้เราได้รับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น รู้จักละจากปัญหาของตนเอง ท้ายที่สุดจึงทำให้จิตใจเป็นสุข อย่างที่อาจารย์กฤษดาวรรณกล่าวไว้ว่า “เมื่อเราเอาความกรุณามาเป็นอุบาย ได้รับรู้ถึงชีวิตที่เป็นทุกข์กว่า ชี้ให้เห็นว่ายังมีปัญหาของผู้อื่นที่หนักหนากว่าเราอีกมาก ก็สามารถที่จะช่วยได้ เมื่อได้ช่วยผู้อื่น เราก็จะเห็นคุณค่าของตัวเอง ความทุกข์ทั้งหมดที่มีก็จะค่อยๆ หมดไป”
       
       “มนตรา” ช่วยชีวิต
       ทางทิเบตจะมีการสวดที่เรียกว่า “มนตรา” คือคาถาเพื่อทำความเคารพพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ซึ่งมีมากมายหลายคาถาตามความเชื่อที่ว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน สำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติในระยะเริ่มต้น อาจารย์กฤษดาวรรณแนะนำให้เริ่มจากบูชา "พระแม่ตารา" หรือพระพุทธเจ้าในภาคที่เป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะเกิดความทุกข์ใจจากเรื่องใด สามารถขจัดออกไปได้ด้วยการนึกถึงความรักของพระองค์
       
       “เมื่อเรานึกถึงความรักของแม่จะทำให้เรารู้สึกอบอุ่นและช่วยให้หายเศร้าได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเรานึกถึงพระพุทธเจ้าในองค์ที่เป็นผู้หญิงก็สามารถช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้เช่นกัน วิธีปฏิบัติคือให้นึกว่าพระองค์อยู่ที่หัวใจของเรา เป็นเหมือนแสงสว่างอยู่ที่กลางใจ แล้วเราสัมผัสถึงความรักของพระองค์ได้ เมื่อคิดได้อย่างนี้ก็จะทำให้หายเศร้า สำหรับคนที่เริ่มปฏิบัติอาจจะยังไม่ต้องสวดคาถาไปด้วยก็ได้ แค่นึกถึงก่อนก็พอ” ประธานมูลนิธิพันดารา มูลนิธิเพื่อการปฏิบัติธรรมตามวิถีชาวทิเบต แนะนำวิธีปฏิบัติ ก่อนขยายความให้ฟังต่อ
       
       “เคยมีคนมาหาอาจารย์เหมือนกัน บอกว่านอนไม่หลับ ไม่รู้จะทำยังไง เราก็แนะนำให้เขาสวดมนตรา นึกถึงพระแม่ตารา คิดว่าพระองค์อยู่กับเราก่อนที่เขาจะหลับ ให้นึกถึงว่าพระองค์มีขนาดเล็ก เล็กเท่าขนาดเมล็ดข้าว แล้วเราก็หลับไปพร้อมกับความรู้สึกนั้น หลายคนที่ลองทำดูบอกว่าได้ผลนะคะ เขานอนหลับได้จริงๆ ก็ถือเป็นอุบายอย่างหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาได้ค่ะ”
       
       “หรืออย่างผู้ป่วยท่านหนึ่งเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายแล้วเขาเพิ่งทราบ ไม่เหลือวิธีรักษาอย่างอื่นแล้วนอกจากต้องทำคีโม เขาก็มาปรึกษาเราว่าเขาเครียดมากทุกครั้งที่ทำคีโม เราก็บอกเขาไปว่าเขาสามารถจะนึกถึงพระแม่ตาราได้ในขณะที่คุณหมอกำลังให้การรักษาอยู่ได้ ให้ท่านช่วยขจัดความกลัว ให้นึกว่าเรามีเพื่อนอยู่ใกล้ๆ เราไม่ได้อยู่คนเดียว เขาก็ลองปฏิบัติดูแล้วเขาก็บอกว่ารู้สึกดีขึ้นนะคะ จากที่เคยเครียดเคยกังวลว่าจะเจ็บอย่างเดียว” อาจารย์กฤษดาวรรณยกตัวอย่างให้ฟัง
       
       ทุกข์หมดไปด้วยท่ากราบแบบทิเบต
       มนุษย์เงินเดือนที่ต้องกรำงานหนักทุกวัน อาจารย์แนะนำให้ลองหันมาทำสมาธิตามแบบทิเบตดู โดยเริ่มต้นจากการภาวนามนตรา ปลดเปลื้องความทุกข์ด้วยการกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ และทำใจให้อยู่กับปัจจุบัน รับรองว่าจิตใจจะเป็นสุขอย่างแน่นอน
       
       “คนที่เครียดนี่ ถ้าเราให้เขานั่งหลับตาทำสมาธิ ความเครียดจะไม่หมดไป แต่จะยิ่งพอกพูนฟุ้งซ่านมากขึ้น เพราะฉะนั้นต้องให้เขาได้ทำกิจกรรม ได้ร่วมภาวนามนตรากับผู้อื่น จะทำให้เขารับรู้ได้ถึงพลังกลุ่ม เวลาเราอยู่ด้วยกัน เราสวดเป็นเพลง เสียงเพลงจะช่วยเยียวยาจิตใจ ทำให้เขาลืมความทุกข์ได้ ให้เขาได้ลองกราบพระแบบอัษฎางคประดิษฐ์ คือให้ร่างกายทั้ง 8 ส่วนได้สัมผัสพื้น มือทั้ง 2 หัวเข่าทั้ง 2 เท้าทั้ง 2 หน้าผากแล้วก็ลำตัวจรดพื้นดินเพื่อเป็นการทำสมาธิ เมื่อทุกส่วนของร่างกายสัมผัสกับพื้นดิน เราจะได้สลายบาปกรรมไปด้วย ชาวทิเบตเชื่อกันว่ายิ่งกราบเยอะ อกุศลกรรมต่างๆ ที่ได้เคยทำก็จะหมดไป และช่วยให้ใจมีสมาธิค่ะ”
       
       “ระหว่างที่ปฏิบัติจะช่วยให้ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ จากก่อนหน้านี้ที่บางคนอาจคิดพะวงเรื่องงานตลอดเวลา เป็นทุกข์จากการคิดวางแผนและกังวลต่อการเปลี่ยนแปลง การปฏิบัติจะช่วยให้เราปล่อยวาง ทำใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ รู้จักปล่อยวางจากอนาคตและอดีต อยู่กับปัจจุบัน และถ้ายิ่งได้เดินทางมาปฏิบัติท่ามกลางธรรมชาติและป่าเขา การอยู่ที่โล่งๆ ที่กว้างๆ ออกมาจากคอนโด หรือเมืองแคบๆ บ้าง จะช่วยให้จิตใจได้เปิดกว้างมากขึ้น ใจกว้างมากขึ้น มองเห็นผู้อื่นมากขึ้น รู้จักเผื่อแผ่แก่คนอื่น ท้ายที่สุดจิตใจของเราก็จะเป็นสุข”
                                                         
       รายงานโดย ทีมข่าว M-Lite / ASTV สุดสัปดาห์


รศ.ดร.กฤษดาวรรณ ประธานมูลนิธิพันดารา


อาจารย์กฤษดาวรรณ ขณะแสวงบุญที่เนปาล




กราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ ยิ่งกราบเยอะยิ่งดี


ออกนอกเมือง ตั้งสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ


ภาวนามนตราด้วยก้อนหิน ความเชื่อแบบทิเบต


ปัจจุบันมูลนิธิพันดารา นำโยคะมาประยุกต์เข้ากับหลักธรรมะด้วย

จาก http://astv.mobi/Ai6y2sO


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham