ผู้เขียน หัวข้อ: ศีลธรรมและสันติภาพจะกลับมาได้อย่างไร (๓) อันตรายจากความคิดแบ่งขั้ว  (อ่าน 436 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานไตรสรณะสุจิปุลิ
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6719
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1516
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 50.0.2661.271 Chrome 50.0.2661.271
    • ดูรายละเอียด
    • Awards


ศีลธรรมและสันติภาพจะกลับมาได้อย่างไร
(๓) อันตรายจากความคิดแบ่งขั้ว

พระไพศาล วิสาโล
หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก
วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๙

รากเหง้าประการหนึ่งของความโกรธ ความเกลียด ก็คือความคิดแบบ ‘ทวิภาวะ’

ทวิภาวะ คือการมองเป็นขั้ว  มองเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นขาวเป็นดำ เป็นพวกเราเป็นพวกเขา ไม่ใช่แค่มอง แต่ยังมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายที่เห็นต่างด้วย ตัวอย่างความคิดแบบทวิภาวะที่ชัดเจนมาก คือคำพูดของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช หลังจากเกิดเหตุการณ์ ๑๑ กันยาว่า “ถ้าคุณไม่เป็นพวกเราก็เป็นศัตรูของเรา“  เมื่อมองแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีเรา มีเขา ก็เกิดความคิดว่า พวกกูดี พวกมึงเลว นี่เป็นความคิดสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงในบ้านเมืองและในโลก

ความคิดว่า สีเราดี สีอื่นเลว นี่เป็นความคิดแบบทวิภาวะ ความคิดว่าศาสนาของเราดี ศาสนาของคนอื่นเลว นี่ก็เป็นความคิดแบบทวิภาวะ ความคิดว่าคนดีกับคนชั่ว อยู่คนละพวก ความดีกับความชั่วแยกกัน นี่ก็เป็นความคิดแบบทวิภาวะ รวมทั้งความคิดว่า สั้นกับยาว นั้นเป็นคนละขั้ว อยู่แยกกัน แต่พุทธศาสนาไม่ได้มองอย่างนั้น

พุทธศาสนามองอย่างไร

หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยสอนศิษย์ โดยนำกิ่งไม้มากิ่งหนึ่ง แล้วถามว่า กิ่งไม้นี้สั้นหรือยาว แล้วท่านก็บอกต่อว่า ถ้าคุณต้องการกิ่งที่ยาวกว่านี้ กิ่งที่ผมถือมันก็สั้น ถ้าคุนต้องการกิ่งที่สั้นกว่านี้ กิ่งที่ผมถือมันก็ยาว

แปลว่าสั้นและยาวนั้นอยู่ในกิ่งเดียวกัน นี่คือความเข้าใจที่ไปพ้นทวิภาวะ พุทธศาสนามองแบบนี้ ไม่ได้มองอะไรเป็นขั้วที่แยกขาดจากกัน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความตายอยู่ในชีวิต ความแก่อยู่ในความหนุ่มสาว โรคอยู่ในความไม่มีโรค”

คนเรามักคิดว่า เกิดกับตายอยู่กันคนละขั้ว เหมือนกับกิ่งไม้ ที่แยกเป็นโคนกับปลาย  แต่ไม่ใช่ นั่นเป็นความคิดแบบสามัญ เป็นความคิดแบบสมมติ ที่เหนือกว่านั้น คือความจริงที่ว่า เกิดกับตายอยู่ด้วยกัน ขณะที่เรามีชีวิตอยู่นี้ ก็มีความตายเกิดขึ้นทุกขณะ มีเซลล์ในร่างกายเราตาย ๕๐,๐๐๐ - ๑๐๐,๐๐๐ ล้านเซลล์ทุกวันที่เราหายใจ ขณะที่เราสุขภาพดี โรคก็ปรากฏในตัวเรา เพียงแต่ยังไม่แสดงตัวจนเราล้มป่วยเท่านั้น เช่นเดียวกับความชราก็อยู่ในความหนุ่มสาว  หนุ่มสาวทุกคนล้วนแก่เมื่อเทียบกับเด็ก 

นี่เป็นการมองโลกแบบอยู่เหนือทวิภาวะ ในทำนองเดียวกันคนดีกับคนชั่ว ไม่ได้แยกกัน เพราะในคนๆ หนึ่ง มีทั้งความดีและความชั่วอยู่ด้วยกัน แต่เรามักจะมองว่า คนดีกับคนชั่วแยกกัน ความดีกับความชั่วก็แยกกัน  ความคิดแบบนี้ทำให้แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ถ้าใครคิดไม่เหมือนเราก็ชั่ว ถ้าคิดเหมือนเราก็ดี ตรงนี้แหละที่นำไปสู่ความคิดที่คับแคบ นำไปสู่การมองซึ่งกันและกันเป็นปฏิปักษ์ นำไปสู่ความโกรธ ความเกลียด และในที่สุดก็นำไปสู่ความรุนแรง

ความคิดแบบทวิภาวะเป็นความคิดแบบฝรั่งก็ว่าได้ เกิดจากการที่มนุษย์เราแยกขาดออกจากธรรมชาติ เราก็เลยไม่ปรานีปราศรัยกับธรรมชาติ เห็นธรรมชาติเป็นศัตรูหรือสิ่งที่ต้องตักตวงเอาเปรียบ แต่ถ้าเราตระหนักว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติก็มีอยู่ในตัวเรา ดินน้ำลมไฟในธรรมชาติประกอบเป็นตัวเรา และเราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราจะเคารพธรรมชาติมากกว่านี้

มีคำสอนธิเบตให้ข้อคิดที่ดีมาก คือเปรียบจิตเราเหมือนอากาศในแก้วน้ำ ส่วนธรรมชาติเหมือนกับอากาศข้างนอกแก้ว ความจริงแล้วอากาศในแก้วกับนอกแก้ว ก็เหมือนกัน เป็นอันเดียวกัน เพียงแต่มีแก้วขวางกั้น แก้วที่ขวางกั้น เปรียบได้กับอวิชชา ที่ทำให้เราเห็นว่า อากาศนอกแก้ว กับอากาศในแก้วแยกจากกัน คนละอย่างกัน

การปฏิบัติธรรมก็คือ การทำให้อวิชชาหมดไป เปรียบเหมือนกับการทำให้แก้วหายไป  ทำให้อากาศข้างนอกกับข้างในแก้ว กลับคืนมาเป็นหนึ่งเดียวกัน ธิเบตเรียกว่า ลูกกับแม่มาพบกัน  การปฏิบัติธรรม ถึงที่สุดคือการเห็นความจริงว่า มันไม่มีเส้นแบ่งระหว่างเรากับธรรมชาติ  ธรรมชาติภายนอกกับธรรมชาติภายในเป็นหนึ่งเดียวกัน

ท่านอาจารย์พุทธทาสให้ความสำคัญมากกับการปฏิบัติเพื่อไปให้พ้นความคิดแบบทวิภาวะ กล่าวคือถ้าเราไปไม่พ้นความคิดแบบนี้ เราจะมองเห็นกันและกันเป็นศัตรูได้ง่าย และทำให้เกิดความโกรธ ความเกลียด และนำไปสู่ความรุนแรง

ทั้งหมดนี้มีความสำคัญอย่างไร

หากต้องการให้สันติสุขกลับคืนมา อยากให้ศีลธรรมกลับมา เราต้องทำให้ความโกรธ ความเกลียดลดน้อยลง เบาบางลง เพราะมันคือรากเหง้าของความรุนแรง รากเหง้าของการเบียดเบียน รากเหง้าของความไม่มีศีลธรรม

ความสงบสุขไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จากการกำจัดคนที่ก่อความรุนแรง ถ้าคิดว่ากำจัดคนเหล่านั้นแล้วบ้านเมืองจะสงบสุข กำจัดผู้ร้ายแล้วความสงบสุขจะกลับคืนมา แต่ไม่จัดการกับตัณหา มานะ ทิฐิ เราก็หนีความรุนแรงไม่พ้น หนีการเอาเปรียบเบียดเบียนกันไม่พ้น

ความรุนแรงเกิดขึ้นจาก ๓ ก. คือ เกลียด โกรธ และกลัว  การจะกำจัดความรุนแรงให้หมดไป หรือเบาบางลง เราไม่สามารถทำได้ด้วยการกำจัดตัวบุคคล แต่ต้องจัดการที่ความโกรธ ความเกลียด และความกลัว ถ้าเราไม่กำจัดความโกรธ ความเกลียด ความกลัว แต่ยังทำให้มันเกิดขึ้นทั้งในจิตใจของเราและในสังคม ความรุนแรงก็จะเกิดขึ้นไม่มีสิ้นสุด

แต่เราจะจัดการกับความโกรธ ความเกลียด และความกลัวได้อย่างไร ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน ถ้าเราต้องการให้ศีลธรรมกลับมา ต้องการให้ผู้คนมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่มีการทำร้ายกัน ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา สิ่งที่เราทำได้ประการแรกคือ ไม่ส่งเสริมความโกรธ ความเกลียดให้แพร่กระจายไปมากกว่านี้ อย่ากระพือความโกรธ ความเกลียดให้มากไปกว่าที่เป็นอยู่ นี่คือสิ่งที่เราทำได้อย่างง่ายๆ เหมือนกับการที่เราไม่ทำชั่ว  ไม่ผิดศีล ก็ช่วยสังคมได้มาก แต่ถึงแม้เราจะไม่ผิดศีล เราถือศีลห้าครบ แต่ถ้าเราส่งเสริมความโกรธ ความเกลียดให้กระพือ ก็สร้างปัญหาได้เหมือนกัน ทุกวันนี้การพูดหรือเขียนให้เกิดความรู้สึกโกรธเกลียดต่อกัน เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก

ตอนนี้ทุกคนเหมือนมีไม้ขีดไฟอยู่ในมือ ส่วนบรรยากาศที่อยู่รอบตัวก็เหมือนกับอบอวลไปด้วยน้ำมัน ถ้าทุกคนจุดไม้ขีดแล้วโยนลงไป ก็สามารถทำให้บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยน้ำมันนี้ลุกเป็นไฟได้ สิ่งที่เราควรทำอย่างแรกคือ เราไม่จุดไม้ขีด คือไม่กระพือความโกรธ ความเกลียด ไม่ว่าจะเป็นทางเฟซบุ๊ค ทางไลน์ หรือจากการพูดจาสนทนากัน

เดี๋ยวนี้ เฟซบุ๊ค  ไลน์ เป็นแหล่งแพร่เชื้อความโกรธ ความเกลียดที่สำคัญมาก หลายคนพอเปิดเฟซบุ๊คแล้วก็เริ่มติด พอติดแล้ว ความโกรธ ความเกลียดก็ซึมเข้ามาในจิตใจ พอเชื้อความโกรธความเกลียดแพร่เข้ามา เกิดอะไรขึ้นกับใจของเรา เกิดความรุ่มร้อน เกิดความทุกข์

หากไม่อยากกระพือความโกรธ ความเกลียด เราต้องพยายามทำให้ความโกรธ ความเกลียด ไม่ครองใจเราก่อน เพราะตราบใดที่ความโกรธ ความเกลียด ครองใจเรา มันก็อยากกระพือต่อ ไม่ต่างจากเชื้อโรคหรือไวรัส เมื่อมันอยู่ในตัวเรา มันจะขยายและเพิ่มทวีตรีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ ในเซลล์ของเรา จนกระทั่งเซลล์เหล่านั้นระเบิดออก เพื่อไวรัสจะได้แพร่กระจายหนักขึ้น ความโกรธ ความเกลียดก็เช่นกัน เมื่อมันเกิดขึ้นในใจ มันจะลุกลามจนอัดแน่นใจใจ  อยากจะระเบิดออกไป เพื่อแพร่กระจายให้กว้างไกล ให้คนอื่นติดเชื้อเดียวกับเรา ถ้าเราไม่อยากมีส่วนในการกระพือความโกรธ ความเกลียด เราต้องรักษาใจอย่าให้มันครองใจเรา

โกรธเกลียดได้ แต่ให้รู้ทัน จะบอกว่า อย่าโกรธ อย่าเกลียด เป็นการเรียกร้องมากเกินไป แต่ว่า สิ่งที่เราทำได้คือ เมื่อความโกรธ ความเกลียดเกิดขึ้น อย่าให้มันครองใจเราต้องรู้ทัน จะรู้ทันด้วยสติ หรือรู้ทันด้วยปัญญา ก็ได้ทั้งนั้น

(โปรดติดตามตอนต่อไปวันพระหน้า )

จาก http://www.visalo.org/article/KomChadLuek590108.html


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham