Forum > พระอริยบุคคล

ดวงจิตผู้รู้อยู่ : ธาตุ ,หลวงปู่สิม

(1/2) > >>

ฐิตา:


หลวงปู่สิม พุทธาจาโร - ดวงจิตผู้รู้อยู่ : ธาตุ
Posted by : times

นี่แหละมันเป็นอยู่อย่างนี้ เรื่องธาตุทั้งหลาย
แล้วจิตผู้รู้เห็น ผู้อยู่ภายในนี้ ต้องตั้งจิตตั้งใจให้ดี
อย่าไปอ่อนแอท้อแท้ไปตามกิเลสมาร
กิเลสนั้นมันสำคัญ มันรู้เพราะมันอยู่ในใจ

สังขารมารอันนี้มันอยู่ในดวงจิตผู้รู้นั้นเอง
มันเป็นผู้ปรุงผู้แต่ง ผู้คิดผู้นึก ให้จิตใจผู้รู้อยู่นั้นหลงใหลไป
นักภาวนาทั้งหลาย
ท่านจึงไม่ยอมให้จิตใจนี้หลงไปตามสังขารมารกิเลสต่างๆ

ที่ว่าให้เลิกให้ละ ให้ดับเรื่องราวอดีตอนาคต
ก็คือว่าจิตสังขารมารกิเลสนี้แหละ
มันเอาเรื่องเหล่านั้นมาหลอก มาโกหกพกลมวันยังค่ำ คืนยังรุ่ง
เพราะจิตไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ ไม่มีปัญญาญาณเกิดขึ้น

มันหลงใหลไปเสีย หลงไปกับกิเลสราคะ โทสะ โมหะ
เมื่อมันหลงใหลไปแล้ว สิ่งที่ไม่ดีนั้นมันเลยเห็นเป็นดีขึ้นมา
สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นมันเห็นเป็นของเที่ยง มั่นคง ถาวร ยั่งยืน

เหมือนกับว่ามันจะไม่แก่ไม่ไข้ ไม่ตาย อย่างนั้นแหละ
ทำไมมันแก่ได้ มันเจ็บได้ มันตายได้
เพราะไม่มีความเพียรเพ่งดูให้รู้ภายในจิต
เพราะจิตมันสั่นสะเทือนไปตามอารมณ์นั้นเสีย

ไปตามเรื่องตามราวนั้นเสีย
อย่างสมมติว่า รูปที่ผ่านสายตา
ถ้ารูปใดสวยสดงดงามตามสมมติ
จิตหลงอันนี้ก็เข้าไปยึดไปถือว่ารูปนั้นเป็นรูปสวย

ไม่ว่าเป็นรูปคน รูปสัตว์ รูปวัตถุข้าวของ
พอเห็นว่าสวยแล้ว มันก็ไม่ได้คิดว่า สวยนะ มันมาจากไหน?

แรกมันสวยอย่างนั้นไหม? เอาอะไรมาปรุงแต่งจึงสวยได้...
สวยจริงอยู่อย่างนั้นตลอดไปไหม?

ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่แตก ไม่ทำลาย ไหม?
ปัญญาความรู้เท่าทันตรงนี้ไม่เกิดมีขึ้นแล้ว
ก็  หลง  วันยังค่ำคืนยังรุ่งอยู่นั่นเอง

ฐิตา:
 


นี่แหละ ท่านจึงให้มีวิธีการนั่งสมาธิภาวนา
สู้จนไม่ให้จิตนี้หลงใหลไป
ให้จิตผู้รู้นี่แหละมาตั้งมั่นอยู่ในจิต
เรื่องใดที่จิตเห็นว่า

มันเป็นของดิบของดี ของเที่ยงแท้แน่นอน
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
มันเที่ยงแท้แน่นอนจริงไหม?
จิตผู้รู้นี้แหละ ตั้งให้มั่น ดูความจริงให้ปรากฏ

จนปรากฏในจิตในใจ
จนปรากฏในรูปในนาม

ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
รูป นาม ไม่เที่ยง

มันไม่เที่ยงจริงไหม?
ต้องกำหนดรู้
ให้จิตใจรู้ด้วยญาณ ด้วยปัญญา ด้วยวิชชา อันแท้จริง
ไม่ใช่รู้แบบคำพูด คำเขียน ความคิด

เรียกว่า ต้องรู้ด้วยแบบปัญญาญาณ
เพียรเพ่งดู ว่ามันเที่ยงอยู่อย่างนั้นไหม? รูปมันเที่ยงหรือไม่เที่ยง
เพ่งจนเห็นว่า แรกเริ่มเดิมทีของรูป มาจากไหน?
มาจากธาตุน้ำ ธาตุน้ำ มันเคี่ยวเข้า ปรุงแต่งเข้าเป็นธาตุดิน

ธาตุดินเจริญวัยใหญ่โตขึ้นมา
มันก็เป็นรูปร่าง สี สัณฐาน ตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม จนแก่ชรา
แตกดับเป็นอยู่อย่างนี้
ถ้ามันเที่ยงแท้แน่นอน อย่างจิตหลงเข้าใจนั้น

มันก็คงไม่มีใครแก่ ไม่มีเจ็บไข้
ไม่มีแตกไม่มีทำลาย ไม่มีตายด้วย
แต่ทำไมเกิดเท่าไรมันก็ตายเท่านั้น ไม่มีใครเหลือ

ที่เหลือให้พวกเราเห็น
มันยังไม่ถึงเวลามันแตกมันตายเท่านั้น มันรอเวลาเท่านั้น...




   

ฐิตา:



ผู้ภาวนาไม่ต้องไปรอเวลา
เมื่อใดเวลาใด ถ้าตั้งจิตดวงนี้ให้มั่นคงลงไปในจิต
ก็จะรู้ได้เข้าใจในเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ เป็นต้นไป

เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรปิดบัง    นอกจากจิตใจของตัวเองนั่นแหละ
สังขารมารกิเลสนั่นแหละมันปิดบัง

มันกั้นกางไม่ให้ทำ ไม่ให้พินิจพิจารณา
อย่างว่าจะตั้งจิตลงไปในจิตในปัจจุบันนี้ เป็นต้น
มันก็มัวรอช้า ไม่กำหนด ไม่พิจารณา เฉื่อยชา

ไม่ดูว่าดวงจิตผู้รู้มันมีอยู่ในปัจจุบัน
สังขารที่มันปรุงแต่งขึ้นมา มันปรุงขึ้นมาในปัจจุบัน
เราก็ดับก็ละในปัจจุบัน

ทำความเพียรอยู่ในปัจจุบัน
เพียรละกิเลสที่มันมีอยู่ให้มันหมดไป สิ้นไป

เพียรระวังรักษา กิเลสอันใดมันจะเกิดขึ้น มีขึ้นในจิตนั้น
ไม่ให้มันนิ่งนอนใจ ตั้งให้มั่นคงที่สุด

มั่นคงขนาดไหน   มั่นคงจนไม่หวั่นไหว
หรือท่านเปรียบอุปมาเหมือนอย่างว่า แผ่นดิน
มั่นคงเหมือนแผ่นดิน ยิ่งกว่าแผ่นดิน

แผ่นดินยังมีหวั่นไหวได้
ยังมีคนขุดขึ้นหรือถากถางเคลื่อนย้ายได้

สมาธิภาวนาตั้งจิตใจมั่น
เอาจนไม่มีอะไรที่จะ มาเคลื่อนไหว ได้

ดวงจิตผู้รู้อยู่ที่ไหน นั่งก็ดูจิตตั้งมั่นในนั้น
ยืนก็ตั้งอยู่ในจิตนั้น เดินก็ตั้งอยู่ในจิตนั้น
จะไปรถไปรา สบายไม่สบาย ก็ตั้งอยู่ในดวงจิตอันนั้น

ฐิตา:



เห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง
รูปนามเป็นทุกข์ รูปนามเป็นของไม่ใช่ตัวตน

ทั้งหมดอยู่ในดวงจิตผู้รู้นี้    นอกจากดวงจิตผู้รู้อันนี้
ไม่มีสิ่งใด
ที่จะเที่ยง มั่นคงถาวร ยั่งยืนอย่างโลกสมมติ

กำหนดพิจารณาให้มันเข้าถึงความจริงข้อนี้
ให้ได้ทุกขณะ
ทุกเวลานั่งสมาธิภาวนา

หรือจะนั่งจะยืนจะเดินจะไปมาธรรมดาสามัญทั่วไปก็ตาม
จิตใจนั้นอย่าได้เคลื่อนที่
ถ้าเคลื่อนที่แล้ว มันหลงใหลไปแล้ว มันไม่รู้ทั้งนั้น

เมาไปเหมือนเราที่ล่วงมาแล้ว
เมื่อมันได้โกรธขึ้นมา มันก็หลงเมาไปหมด
เมื่อมันโลภขึ้นมา มันก็หลงเมาไปหมด

เมื่อมันหลงแล้ว    มันก็หลงหมดทั้งโลก

ถ้ารู้  มันก็ รู้แจ้งทั้งโลก  รู้แจ้งในจิตนี้ได้ มันก็รู้แจ้งหมด
โลกทั้งโลก มันเหมือนกันหมด

โลกนี้มันธาตุดิน โลกนี้มันธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม
โลกนี้ มันรูปกับนาม กายกับใจ อยู่ด้วยกัน

ทำไม  จิตมันหลง หลงก็คือ  ไม่ตั้งใจภาวนา
ไม่ทำความเพียร  ละกิเลส

ไม่รักษาศีลภาวนาให้พร้อมมูลบริบูรณ์
ทีนี้ว่าจะรักษาศีลก็ผิดวันเวลา เมื่อนั้นเมื่อนี้ มันไม่ทัน

ให้รักษาศีล 5ในเวลานี้ รักษาศีล 8 ในเวลานี้
รักษาศีล 10 ศีล 227 ในขณะนี้เวลานี้

เมื่อศีลบริสุทธิ์ สะอาด ก็หมายถึงจิตใจที่ตั้งมั่นลงไปนี่แหละ
เมื่อศีลปกติ กายวาจามีที่ไหน จิตมันก็ตั้งมั่น

จิตก็เป็นปกติ จิตก็สบาย ปัญญาก็เกิด
ปัญญาก็ไม่ใช่มาจากไหน ก็เกิดขึ้นที่จิตนั่นแหละ

ที่จิตดวงที่รู้อยู่ในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ไม่ได้เอามาจากที่อื่น



Credit by : http://www.oknation.net/blog/times/2010/04/22/entry-1
http://www.sookjai.com/index.php?topic=2000.0
Pics by : Google

ขอบพระคุณที่มาทั้งหมดมากมาย
อนุโมทนาสาธุธรรมค่ะ

(〃ˆ ∇ ˆ〃):
อนุโมทนาสาธุค่ะพี่แป๋ม ^^

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

Go to full version