Forum > ธรรมะเสวนา

เล่าให้ฟัง :PULING的主頁 [2]

(1/7) > >>

ฐิตา:


เล่าให้ฟัง :PULING的主頁
Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jun 20, 2015

ปริศนาธรรม
อะไรเอ่ย สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแท่น สองคนพาไป
1.ร่างกาย มี ดิน น้ำ ลมไฟ ปรุงแต่ง....คือสี่คนหาม
ราคะ โทสะ โมหะ...........................คือ ยุให้เราเต้น คือสามคนแห่
จิต เป็นประธานแห่งชีวิต..................คือ หนึ่งคนนั่งแท่น
บาป บุญ พาเราเดินทาง ตามเวลา......คือ สองคนพาไป
2.สี่คนหาม.....................................ดิน น้ำ ลมไฟ ปรุงแต่ง กายยา
สามคนแห่......................................อนิจจัง ทุกข์ อันตตา กำกับ
หนึ่งคนนั่งแท่น................................สติ เป็นประธานทุกสิ่ง เหนือ จิต เหนือปัญญา
สองคนพาไป..................................มนุษย์ธรรม กับอริยะธรรม นำทางชีวิต
..............................................
ข้อ1 เป็นชีวิตปกติ ปถุชน
ข้อ2.เป็นชีวิต ของผู้แสวงหา สัจจะธรรม
..
..
Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jun 29, 2015
 
อรุณสวัสดิ์ วันจันทร์
Happy Monday
"""""""""""""""""""""""""""""""
"ติดอาวุธทางปัญญา"
เมื่อวานโชคดี มีโอกาส ปะทะกันทางความคิด กับ Homo wise-man
หรือ The wise-man
มนุษย์ มีวิวัฒนาการ พัฒนาการ
มนุษย์เผ่าที่ครองโลกส่วนใหญ่ ปัจจุบัน คือ Homo sapiens
แปลง่ายๆจากภาษาลาติน ว่า..ผู้มีจิตมีมโนธรรมเสมือนพระเจ้า
ดังนั้นความเป็นมนุษย์ วัดกันที่ ใครมีมโนสำนึก ในมโนธรรม
มนุษย์มีลำดับในการวิวัฒนาการ พัฒนาการ

1.Bond to be
พวกที่ใช้ชีวิต ตามยถากรรม
กรรมนั้น อาจเป็นวิบาก หรือวาสนา
ใครค้นพบวาสนา ที่เป็น พรสวรรค์ตนเอง เอาไปต่อ ยอด ก็จะพัฒนาไปอีกระดับสู่
ระดับที่สูงขึ้นไป ใครหลงแต่สร้าง กรรม ที่เป็นวิบาก ก็จะพบวิบัติ ไม่สิ้นสุด

2.How to do
พวกที่รับระบบ แบบแผน ที่ได้เรียนรู้ถ่ายทอดมาทางวัฒนธรรม ครู อาจารย์
มาฝึกฝน จนเกิดทักษะ
หรือ เกิดความทรงจำกล้ามเนื้อ ที่สามารถ ทำงาน ละเอียด อ่อน เกินมนุษย์ทั่วไป
จริงๆ มีระบบตัวเลข ที่เป็นชุดคำสั่ง ที่มนุษย์ค้นพบ และนำมาใช้ประโยชน์
การค้นพบเลขฐาน10
หรือระบบไดอาล๊อก ที่ทุกอย่างจะทำงานตามลำดับ สลับกันไม่ได้
หรือ ระบบตีตั๋วไป ทำให้มนุษย์ ใช้หลักการนี้ คำนวณ คาดการ อนาคต
และการทำงาน ของธรรมชาติ ทำให้มนุษย์ค้นพบ
ระบบ ฟันเฟือง สายพานการผลิต
การสันดาปภายใน จักรกล
จนถึงระบบ บริหารจัดการ แบบการเมือง
การมุ้ง เศรษฐกิจ สังคม ปัจจุบัน

-การค้นพบเลขฐาน 4
หรือ ดีเอ็น เอ ระหัสกรรมพันธ์ ของสิ่งมีชีวิต
ที่มีคาร์บอนด์ เป็นแกน
เป็นแผนที่ และคำสั่งปฏิบัติการ ที่ชีวิตสะสมความรู้ เป็นสัญชาตญาณไว้ซึ่งในมนุษย์มีตั้งแต่ การเป็นชีวิตเซลเดียว เป็นชีวิตหลายเซล สัตว์ หนอนทะเล
ปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ลิง
ลิงไม่มีหาง มนุษย์โบราณ และ มนุษย์ปัจจุบัน โฮโมซาเปียนส์
และ มีบางคน กลายพันธุ์เป็นมนุษย์ ฉลาดเลือก กินความใฝ่รู้ใฝ่ดีเป็นอาหาร

-การค้นพบ เลขฐานสอง
ซึ่งกลายเป็นระบบปฏิบัติการ ชีวิตที่มี ธาตุซิลิกอน เป็นแกน
กลายเป็นปัญญาประดิษฐ์ หรือคอมพิวเตอร์ ให้พวกเราใช้
ต่อความสามารถทุกวันนี้ และสมองเรา จะสู้ไม่ได้สี่ประการ
-ความรวดเร็วในการคำนวณ
-ความสามารถ สะสม เก็บความทรงจำ
-ความสามารถ ทำงานอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมี อารมณ์มาเกี่ยวข้อง
-ความแม่นยำ

-การค้นพบเลข 0
จริงๆ ต้องยกย่อง ให้ พระพุทธเจ้า ที่กล่าวถึง สุญญตา ศูนยตา
ความว่าง...ที่เป็นต้นกำเนิดทุกสิ่ง และทุกสิ่ง ต้องกลับไปหาความว่าง
ซึงท่าน นาคารชุน นำไปก่อตั้งนิกาย"เซ็น"
การมีสติรู้ เพ่งความว่าง จนจิตว่างจาก
การรบกวนของ กิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่เป็นอุปสรรค พัฒนาชีวิต ให้สูงขึ้น

3.The guru
คือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง
-เป็นครู ผู้สั่งสอน
-เป็นโคช ผู้ฝึกฝน
-เป็น ผู้ช่วยเหลือ
-เป็นที่ปรึกษา
รวมอยู่ในหนึ่งเดียว

4.The wise-man
หรือเป็น พ่อมด จอมขมังเวทย์(ผู้เอาความรู้ มาบริหารจัดการ)
ผู้บริหารระดับล่าง...............เชี่ยวชาญใช้แรงงาน
ผู้บริหารระดับกลาง.............เชียวชาญใช้ความสามรถ
ผู้บริหารระดับสูง.................เชี่ยวชาญการใช้ความรู้
ผู้เป็น The wise-man..........(วันๆ พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลย-พุทธทาส)
..................................................

เล่าให้ทราบ ไม่ได้บอกให้เชื่อนะ
แต่ถ้าใคร เลิกเป็นทาส ความคิด อารมณ์ อุดมคติ ความรู้ ที่สะสมไว้
ก็จะพบ การตื่น The Wise-man ในตัวคุณเอง
...............................................

ข่าวล่าสุด ในวงการวิทยาศาสตร์ คือมนุษย์ สามารถถอดระหัส กรรมพันธุ์ ดีเอ็นเอ สำเร็จแล้ว แต่เรารู้ การทำงาน ของชุดคำสั่งแค่10% เท่านั้นเอง
แต่พวกนักบวชที่ทรง ญาณ ฌาน มีทางลัด ที่เข้าไปรู้จัก และเปิดระหัสเหล่านี้
ด้วยการ ฝึกฝน สมาธิ อย่างถูกวิธี
ที่วางจิตจาก บาป บุญ ชอบ ชัง ลำเอียง หลงตน ได้แล้ว
...................................................

ปาฏิหาริย์ สาม
เกวัฏฏะ ! นี่ปาฏิหาริย์สามอย่าง ที่เราได้ทำให้
แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้.
๓ อย่างอะไรเล่า ? ๓ อย่าง คือ :
๑. อิทธิปาฏิหาริย์
๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์
๓. อนุศาสนีปาฏิหาริย์

(๑) เกวัฏฏะ! อิทธิปาฏิหาริย์นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?
เกวัฏฏะ ! ภิกษุในกรณีนี้ กระทำอิทธิวิธีมีประการต่าง ๆ :
ผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน, หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่
กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่
ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปใน
อากาศว่าง ๆ, ผุดขึ้นและดำรงอยู่ในแผ่นดินได้เหมือนในน้ำ,
เดินไปได้เหนือน้ำ เหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ใน
อากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งสมาธิคู้บัลลังก์. ลูบคลำ
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์อานุภาพมาก ได้ด้วย
ฝ่ามือ. และแสดงอำนาจทางกายเป็นไปตลอดถึงพรหม
โลกได้. เกวัฏฏะ ! กุลบุตรผู้มีศรัทธาเลื่อมใสได้เห็นการ
แสดงนั้นแล้ว เขาบอกเล่าแก่กุลบุตรอื่นบางคน ที่ไม่
ศรัทธาเลื่อมใสว่าน่าอัศจรรย์นัก. กุลบุตรผู้ไม่มีศรัทธา
เลื่อมใสนั้น ก็จะพึงตอบว่า วิชา ชื่อ คันธารี มีอยู่ ภิกษุ
นั้นแสดงอิทธิวิธีด้วยวิชานั่นเท่านั้น. เกวัฏฏะ ! ท่านจะ
เข้าใจว่าอย่างไร : ก็คนไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมกล่าว
ตอบผู้เชื่อผู้เลื่อมใสได้อย่างนั้น มิใช่หรือ ?
“พึงตอบได้ พระเจ้าข้า !”
เกวัฏฏะ!
เราเห็นโทษในการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
ดังนี้แล จึงอึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ต่อ
อิทธิปาฏิหาริย์.

(๒) เกวัฏฏะ ! อาเทสนาปาฏิหาริย์นั้น เป็น
อย่างไรเล่า?
เกวัฏฏะ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมทายจิต ทายความรู้สึก
ของจิต ทายความตรึก ทายความตรอง ของสัตว์เหล่าอื่น
ของบุคคลเหล่าอื่นได้ ว่า ใจของท่านเช่นนี้ ใจของท่าน
มีประการนี้ ใจของท่านมีด้วยอาการอย่างนี้. ... ฯลฯ ...
กุลบุตรผู้ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมค้านกุลบุตรผู้เชื่อผู้เลื่อมใส
ว่า วิชา ชื่อ มณิกา มีอยู่ ภิกษุนั้น กล่าวทายใจได้เช่นนั้น ๆ
ก็ด้วยวิชานั้น (หาใช่มีปาฏิหาริย์ไม่), เกวัฎฎะ ! ท่านจะ
เข้าใจว่าอย่างไร : ก็คนไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมกล่าวตอบ
ผู้เชื่อผู้เลื่อมใสได้อย่างนั้น มิใช่หรือ?
“พึงตอบได้ พระเจ้าข้า !”
เกวัฏฏะ !
เราเห็นโทษในการแสดง อาเทสนาปาฏิหาริย์
ดังนี้แล จึงอึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ต่อ
อาเทสนาปาฏิหาริย์.

(๓) เกวัฏฏะ! อนุศาสนีปาฏิหาริย์ นั้นเป็น
อย่างไรเล่า?
เกวัฏฏะ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมสั่งสอนว่า “ท่านจงตรึก
อย่างนี้ ๆ อย่าตรึกอย่างนั้น ๆ, จงทำไว้ในใจอย่างนี้ ๆ
อย่าทำไว้ในใจอย่างนั้น ๆ, จงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่งนี้ ๆ แล้ว
แลอยู่” ดังนี้. เกวัฏฏะ ! นี้เราเรียกว่า อนุศาสนีปาฏิหาริย์.
เกวัฏฏะ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้
เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ
ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึกได้อย่างไม่มี

ใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว
จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์. ตถาคตนั้น ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้
กับทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่น
ให้รู้แจ้งตาม. ตถาคตนั้นแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น –
ท่ามกลาง – ที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะ
และพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. คหบดีหรือบุตร
คหบดี หรือผู้เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่งในภายหลังก็ดี
ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดศรัทธาในตถาคต. เขาผู้ประกอบ
ด้วยศรัทธา ย่อมพิจารณาเห็นว่า “ฆราวาสคับแคบ เป็นทาง

มาแห่งธุลี, บรรพชาเป็นโอกาสว่าง; การที่คนอยู่ครองเรือน
จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียว
หมือนสังข์ที่เขาขัดแล้วนั้น ไม่ทำได้โดยง่าย. ถ้ากระไร
เราจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือน
บวชเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนเถิด”, ดังนี้. โดยสมัยอื่น
ต่อมา เขาละกองสมบัติน้อยใหญ่และวงศ์ญาติน้อยใหญ่
ปลงผมและหนวด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง
ด้วยเรือนแล้ว. ภิกษุนั้น ผู้บวชแล้วอย่างนี้ สำรวมแล้วด้วย
ความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและ
โคจร, มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้ว่าเป็นโทษ
เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย, ประกอบ
แล้วด้วยกายกรรม วจีกรรมอันเป็นกุศล, มีอาชีวะบริสุทธิ์,
ถึงพร้อมด้วยศีล, มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย,
ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ, มีความสันโดษ.

เกวัฏฏะ ! ภิกษุถึงพร้อมด้วยศีล เป็นอย่างไรเล่า ?
เกวัฏฏะ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละการทำสัตว์
มีชีวิตให้ตกล่วงไป เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วาง
ท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดู
กรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอยู่.
เกวัฏฏะ ! นี้เราเรียกว่า อนุศาสนีปาฏิหาริย์.
เกวัฏฏะ ! ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส
ไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน
ควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้อย่างไม่หวั่นไหว เช่นนี้แล้ว,
เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขยญาณ. เธอย่อมรู้ชัด
ตามที่เป็นจริงว่า “นี้ทุกข์, นี้เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์,

นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับ
ไม่เหลือแห่งทุกข์”; และรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า “เหล่านี้
อาสวะ, นี้เหตุเกิดขึ้นแห่งอาสวะ, นี้ความดับไม่เหลือแห่ง
อาสวะ, นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ”.
เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นจากกามาสวะ
ภวาสวะ อวิชชาสวะ. ครั้นจิตหลุดพ้นแล้วก็เกิด ญาณหยั่งรู้
ว่า “จิตพ้นแล้ว”. เธอรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่
จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้. เกวัฏฏะ ! เปรียบเหมือน
ห้วงน้ำใสที่ไหล่เขาไม่ขุ่นมัว, คนมีจักษุดียืนอยู่บนฝั่งใน

ที่นั้น, เขาเห็นหอยต่าง ๆ บ้าง กรวดและหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง
อันหยุดอยู่และว่ายไปในห้วงน้ำนั้น, เขาจะสำเหนียกใจ
อย่างนี้ว่า “ห้วงน้ำนี้ใส ไม่ขุ่นเลย หอย ก้อนกรวด ปลา
ทั้งหลายเหล่านี้หยุดอยู่บ้าง ว่ายไปบ้าง ในห้วงน้ำนั้น” ดังนี้;
ฉันใดก็ฉันนั้น. เกวัฏฏะ ! นี้เราเรียกว่า อนุศาสนีปาฏิหาริย์.
เกวัฏฏะ ! เหล่านี้แล ปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง ที่เรา
ได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้
ตามด้วย.
สี. ที. ๙/๒๗๓ – ๒๗๖/ ๓๓๙ – ๒๔๒.
http://buddhaoat.blogspot.com/2011/07/blog-post_9297.html


G+ communities คนรัก รักษ์ ปัญญา สุขภาพ กีฬา และจักรยาน
สุขภาพดี คือลาภอันประเสริฐ ที่เราทำได้เอง
Suraphol KruasuwanOWNER

ฐิตา:

Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jun 29, 2015
 
หนึ่งในกฎธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบคือ
กฏ .... อิทัปปัจจยตา ..... ซึ่งหมายถึง
กฎ เหตุ ปัจจัย ปรุงแต่ง ของขบวนการธรรมชาติ ต่อเนื่องกัน
ทำให้เกิด เปลี่ยนแปลง เจริญ เสื่อม ดับ ของทุกสรรพสิ่ง
พระพุทธเจ้า เอาไปใช้ แสดงตรรกะ เหตุผล การเกิดตัวตน บุคลิกภาพ
และเอาไป ดับสลาย ตัวตนนั้น จนชนะ"เพลิงอารมณ์ทุกข์ จากการ
ปรุงแต่งของ จิตปรุงแต่ง ที่ขาด สัมมาสติโพธิปัญญากำกับ"
...............................................
และลองเอากฎนี้ มาพิจรณา กระแส เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ปัจจุบัน
มาจาก
1.การแปรปรวนของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของ"ดวงอาทิตย์"
2.เป็นเหตุปัจจัย ต่อการสะสม เคลื่อนไหว กระแสน้ำใหมหาสมุทร
ความร้อนของน้ำแถวเส้นศูนย์สูตร ไหลไปทางตะวันออก สู่อเมริกาใต้
เปรูจึงมีฝนตกหนัก(เอลณีโญ่) ขณะเอเชียใต้(รวมทั้งไทย)มีฝนแล้ง
ปีนี้เป็นปีที่ สอง อาจแล้งต่อ จนครบ5ปี ต้องวางแผนรับมือ นะครับ
รีบรัดเข็มขัดเร่งด่วน อุดหนุนสินค้าในชุมชน แทนตลาดการค้าสมัยใหม่
...........................................
*จุดดับเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิและความกดดันต่ำ และอาจเป็นแหล่งกำเนิดของพายุสุริยะที่สร้างความปั่นป่วนให้กับโลกอยู่บ่อยครั้ง โดยนาซาพบจุดดับครั้งแรกจากการสำรวจโดยยานสกายแล็บ เมื่อปี 1973 และปี 1974 และปรากฏการณ์นี้มักมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา โดยจะไม่มีรูปร่างแน่นอน และจุดดับในแถบขั้วโลกมักจะมีอายุราวๆ 5 ปี หรือมากกว่านั้น
*แอชลีย์ เดล หนึ่งในคณะนักวิทยาศาสตร์ที่จับตาดวงอาทิตย์ หรือกลุ่มโซลาร์แม็กซ์ (Solarmax) ออกคำเตือนเมื่อต้นปีว่า พายุสุริยะมหึมาอาจสร้างภัยพิบัติและส่งผลกระทบต่อโลกระยะยาว
http://asean-focus.com/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8…/
.................................................................

3.ผลต่อ ระบบเศรษฐกิจ
ทุนจะไหล ไปในที่มีกำไรเท่านั้น
คนค้นพบคือ ท่านประธานเติ้งเสี่ยวเผิงของจีน
และสร้างจีน โดยเอานโยบาย เติบโตแบบคู่ขนาน"ดีด้วยกัน"
มาเป็น มหาเวทย์ดูดดาว เอา อาวุธโลกาภิวัฒน์ มาเป็น ดอกไม้ บานสะพรั่งได้(อุดมการณ์ ยังเป็นสังคมนิยม แต่เศรษฐกิจ เป็นการตลาดพันธมิตร) จน30ปีที่ผ่านมา จีนกลายเป็นเจ้าโลก โลกแทบทุกด้าน
และสองปีที่ผ่านมา จีนประกาศ "ลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ"
....ตรงกับ การเปลี่ยนแปลง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ จุดดับที่เพิ่มขึ้น
....แต่นักการเมืองไทย ต้มกันทุกรูปแบบ เอางบประมาณมาผลาญทิ้ง
อย่างดื้อตาใส..อ้าว..เป็นงั้นไป อิๆ

4.ผลต่อ วิสัยทัศน์ ผู้คน
คนที่ตาสว่าง รีบหายุทธวิธีปรับตัวจะรอด
คนตามืดบอด ทางปัญญา เอาแต่ ความเชื่อ ความชอบนำชีวิต ก็เตรียมตัว"ลงหลุมไปเลย"

5.ลองใช้ตัวแก้"กฎปอดแหกคือปลอดภัย"
สมมุติว่า โลกจะแล้งไปอีก3ปี ที่เราเจอ สองปีคือ"เผาหลอก"
เราต้อง รีบสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อ ให้อยู่รอด..แทนที่จะเอา เจ้าโดเรม่อนไปแห่ ในประวัติศาสตร์ ชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกาอินเดีย วัฒนธรรมล่มสลาย
เพราะเจ้า เอลณีโญ่ ที่ทำให้แห้งแล้ง 7ปีมาแล้ว
โชคดี ที่เรายังหายใจ แสดงว่า"เรายังมีโอกาสแก้ไข ป้องกัน บันเทา"
และอาจเป็นโบนัส ให้สมองเราสุก สมบูรณ์ กลายเป็น พวก
Homo Wise-man ก็ได้
..
..
Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jun 30, 2015
 
2008 จีนจัดโอลิมปิกส์ 8/8/2008
ในวัน กล่าวเปิด มีสาระสำคัญ สามข้อ ที่คนฟังและ ไม่สนใจ
สนามกีฬารังนก สร้างเลียนแบบธรรมชาติ
แต่ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ของโลก
สนามนี้จะคงอยู่200ปี โดยเหล็กไม่เป็นสนิม!

1.โลก ต้องมีสีเขียว
ความหลากหลาย พันธุ์กรรมต้องกลับมา
2.โลกต้องพึ่งพา ไฮเทคโนโลยี
พ้นความลำเอียงของ"ผู้เชี่ยวชาญ"(ของใครก็เข้าข้างฝ่ายนั้น)
ทุกอย่างจะบริหารด้วยข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ใช่การปั้นแต่ง(โกหกหลอกลวง)
3.กฎเหล็ก
อำนาจ จะเป็นการ เจรจาแบ่งปันกันฉันมิตร
ไม่ใช่ กำปั้นใหญ่ได้เปรียบ
.......................................................
ดังนั้น ไม่ต้องกลัว ที่ต้องอยู่รอด อยู่ร่วมกับ
วัตถุนิยมสี่ ที่ขับเคลื่อนโลก
-ผลประโยชน์นิยม
-ทุนนิยม
-อำนาจนิยม
-การตลาดแบบเร่งบริโภคนิยม
.........................................................
เมื่อท่าน รู้จุดยืนตนเอง
ท่านก็ต้องเลือก ยุทธวิธีที่เหมาะสมกับท่าน
และปรับ วิธีการต่อสู้ ตามยุทธภูมิ
รู้เขา รู้เรา รู้ เร็ว ช้า หนักเบา
รบร้อยครั้งชนะ ร้อยครั้ง

1.ถ้าท่านเป็นที่หนึ่ง
คุณต้องทำลายจังหวะคู่ต่อสู้
2.ถ้าท่านเป็นที่สอง
คุณต้องหาจุดอ่อนคู่ต่อสู้
และโจมตีจุดอ่อนนั้นซ้ำซาก ยาวนานพอ
3.ถ้าท่านเป็นที่สาม
ท่านต้องปกป้องตนเอง ในป้อมปราการ ที่ตีไม่แตก
4.ถ้าท่าน เป็นที่ สี่
ท่านต้องมีพันธมิตร
ที่เป็นแกนกลาง แนวร่วม พลพรรคพร้อม
และให้เกียรติคู่ต่อสู้ จนไม่มีใครด่าท่าน
5.ถ้าท่านเป็นที่ ห้า
ไปหาสมรภูมิอื่นเล่น
.........................................
พายุสุริยะ.............สร้างภัยธรรมชาติ
พายุโลกาภิวัตน์......กำลังทำลาย จิตมนุษย์ ระบบครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม
พายุน้ำลาย...........ทำให้เราแตกสามัคคี และไม่เห็นทางสว่างยั่งยืน
............................................
เอาเล่าให้ทราบ ไม่ได้บอกให้เชื่อ
สมองใครสมองมัน รู้ รัก รักษ์ เอาเอง นะ
..
..
Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jun 30, 2015
 
55555+
หลักการช่วยคน ของ ประธานเหมาเจต่ง
"คนนั่ง....................สอนให้ยืน
คนยืน.....................สอนให้เดิน
คนเดิน...................สอนให้วิ่ง
คนนอน...................อย่าไปยุ่งกับมันฯ"
.......................................................

หลักการ เติบโตแบบคู่ขนาน ของท่านเติงเสี่ยวเผิง
ที่ทำให้ 30ปี จีนกลายเป็นศูนย์กลางของโลก
และเอา พายุโลกาภิวัตน์ มาใช้ได้
"คนจีน มีวิริยะ โดยธรรมชาติ
เพียงแต่ ให้โอกาส และมีแรงจูงใจดีๆ จากภายนอก
เขาจะพา ประเทศวิ่งสู่ ความสำเร็จ"

"เมื่อเราเปิด หน้าต่าง รับลมเย็น
แมลงย่อมเข้ามา หน้าที่เราต้องช่วยกันขจัดแมลงนั้น"
(สิ่งเลวร้ายจาก โลกาภิวัตน์ ตามมาต้องช่วยกัน จัดการควบคุม)
"แมวสีไหนจับหนู่ได้เป็นแมวดี"
(อย่ามัวทะเลาะกัน ลุกมาทำหน้าที่ และรับผิดชอบ แบบมืออาชีพ)

"ถนน คนมีรถยนต์ จึงได้เปรียบ แต่รางรถไฟ คู่ขนาน
ทุกคน ขึ้นมาในโบกี้ ต่าง ได้รับประโยชน์ร่วมกัน
อุดมการณ์เรายังเป็นสังคมนิยม แต่เศรษฐกิจต้องเป็นแบบตลาดพันธมิตร"
"ท่านต้องไม่กลัว ไม่มีทุน
เพราะน้ำย่อมไหล ไปที่ต่ำ
แต่ทุน ย่อมไหลไปที่สูง(มีกำไร ผลประโยชน์สูง)"

"ชี่........กระแส ทุกอย่างเปลี่ยนทิศ
มังกรที่ฉลาด จะรู้ว่าชี่ จะดั้มเมฆ ไปโผล่ที่ไหน
และจะไปดักรอ และขี่ชี่ นั้น"
..............................................
หวังว่า จะเป็นประโยชน์ ต่อทุกชีวิต ที่เกิดบนแผ่นดินสยามนะครับ
ชอบภาพเฉินหลง และเพลงนี้จัง
ยังฟังไม่รู้เรื่อง อิๆ ใครแปลได้ เอามาฝากกันด้วยนะ ขอบคุณล่วงหน้า
https://www.youtube.com/watch…


G+ communities คนรัก รักษ์ ปัญญา สุขภาพ กีฬา และจักรยาน
สุขภาพดี คือลาภอันประเสริฐ ที่เราทำได้เอง
Suraphol KruasuwanOWNER

ฐิตา:

Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jul 8, 2015
 
Suraphol Kruasuwan‎ธรรมชาติ อัศจรรย์ทุกวัน Nature miracles every day
หมอที่ดีที่สุดในโลก....คือ"ตัวเราเอง" (หมอเขียว)
วิธีที่ดีที่สุดคือ"สังเกตุตนเอง"
1.สำรวจร่างกาย
ช่วงที่ดี คือ เช้า และอาบน้ำ
2.สำรวจจิตใจ
วิสัยทัศน์ ทัศนคติ อารมณ์ เป็นไงบ้าง
3.สำรวจพฤติกรรม
ว่าเบี่ยงเบน มากน้อยแค่ไหน
มีเพื่อนรุ่นเดียวกัน วันหนึ่งสังสรร ที่สภากาแฟ
"นี่พวกเรา เป็นผู้ชายมานาน ลองเปลี่ยนไปเป็นผู้หญิงบ้างใหม๋
ตอนนี้ เลยไม่มีใครชวนเจ้านี่ ไปสภากาแฟอีก อิๆ
...................................................
//-ช่วงนี้ ปั่นจักรยานไปขอกาแฟดื่ม ที่บ้านครูแปลกบ่อย
สังเกตุ ครูแปลก ครูเปลี่ยน หน้าตาสดใส ร่างกายแข็งแรงขึ้น
ถามได้ว่า กำลัง ดูแลตนเอง ตามวิธีของหมอเขียว
ดีใจด้วยครับผม
..................................................
อาการที่พึงสังวร ช่วงนี้ คือ
-ความเครียด
-อาการซึมเศร้า
-อาการ หัวงูกลายเป็นหัวพญานาค 55555+
แต่ถ้าหมุนเวียน สลับไปมา ก็เป็นปกติอยู่
อย่าให้ มันครอง ร่างกาย จิต พฤติกรรมเรานานๆ
เอาอารมณ์ขัน และทำให้ไก่ขัน มาสู้กับมัน อิๆ
...............................................
การผ่อนคลายทางร่างกาย เช่น การหายใจลึกๆ การออกกำลังกาย การนวด
การพักผ่อน การรับประทานอาหาร การอาบน้ำอุ่น
การลดความตึงเครียดทางจิตใจ เช่น การสร้างอารมณ์ขัน การคิดใทางบวก
การดูภาพยนตร์ การฟังเพลง การหัวเราะ การหายใจลึกๆ การทำสมาธิ การใช้เทคนิคความเงียบ เพื่อหยุดความคิดของตัวเอง ในเรื่องที่ทำให้เครียด
................................................
หลังจาก มีเป้าหมายใหม่ จะไปร่วมทีม เป็นที่ปรึกษา เหล่าตากล้อง
ที่จะไป ถ่ายภาพ งานสำคัญในจีน
มีการบ้านที่ต้องทำ ใน สามเดือน เร็วจังเหลือหนึ่งเดือน
-ปรับปรุงร่างกาย ให้แข็งแรง
-พัฒนา สมอง ทักษะฝีมือ
-เรียนรู้การสื่อสาร ที่เป็นมิตร
................................................
ก็ดีครับ กลับมาใช้ชีวิตแบบ เด็กแปดขวบ ที่กระตืนรือล้นไปโรงเรียน
เพราะจะได้ไปเจอเพื่อนๆ
...............................................
http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/…/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%…/
..
..
Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jul 9, 2015
 
"การเมืองการปกครองเป็นธรรมชาติของมนุษย์"
.......................................................
"การปกครอง ในสายตาพุทธธรรม" มีสามลักษณะ
ใช้ให้ถูก คน ชุมชน ภูมิศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม กาล ก็จะเป็นประโยชน์
......................................................
1.อัตตาธิปไตย
เอาตนเอง เป็นศูนย์กลาง บริหารจัดการ
2.โลกกาธิปไตย
เอาเสียงจากกระแส สังคมเป็นใหญ่
3.ธรรมาธิปไตย
เอาเสียงจากความเข้าใจ ธรรมชาติ เป็นใหญ่
.....................................................................
1.อัตตาธิปไตย
ใช้ในกรณี ต้อง บังคับบัญชาคนหมู่มาก
ที่ต้องมีผู้ จัดการบริหาร ให้ ไปในทิศทางเดียวกัน
เช่นยามมีข้าศึก สงคราม ภัยที่จะนำความหายนะ
ที่ต้องฟังคำสั่งของ ผู้บังคับบัญชา
ผู้ที่ใช้อัตตาธิปไตย ในอดมคติ
คือผู้ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง มีศักยภาพ ทำงานเชิงรุก
2.โลกกาธิปไตย
เรารู้จักในนามประชาธิปไตย
เหมาะสำหรับ กรณีที่ประชาชน
มีความรอบรู้ และมีศีลธรรม วินัยดีอยู่แล้ว
ไม่งั้นจะหลงว่า ประชาธิปไตย "ซื้อได้.... กินได้.... ตามใจพวกตนคือประชาธิปไตย"
3.ธรรมาธิปไตย
ส่วนใหญ่จะมองว่า"การปกครองด้วยศีลธรรม คือธรรมาธิปไตย"
พระพุทธเจ้ากล่าวถึงธรรมที่พระองค์เคารพคือ
3.1-ธรรมธาตุ
.........สภาวะธรรมที่ เกิดเอง มีมาก่อน เป็นอยู่อย่างนั้น แม้นไม่มีพระองค์
3.2-ธรรมธิติ
.............คือกฎธรรมดา ของธรรมชาติ โปรแกรมต่างๆที่ธรรมชาติกระทำอยู่
3.3-ธรรมนิยาม
.........คือวิวัฒนาการ ของธรรมชาติ
จาก ดินฟ้าอากศเหมาะสม สร้างชีวิต ชีวิตมีจิต จิตรู้กรรม และพัฒนารู้ธรรม เป็นหน้าที่ ทำให้เกิดวิวัฒนาการ
3.4กฎอีทัปจยตา.....กฎสร้างสรรความสัมพันธ์ต่อเนื่องดุจสายโซ่
คือ ทุกสิ่งเกิดจากสิ่งง่ายๆ เล็ก
และ ผสมผสาน กฎเหตุปัจจัย ปรุงแต่งต่อเนื่อง
กลายเป็นสิ่งที่ซับซ้อน
"เพราะสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น"
3.5 อริยสัจ
หลักการ ชนะอุปสรรคในการพัฒนา
คือ ชนะกิเลส ตัณหา อุปาทาน และจิตปรุงแต่ง ของตน
จน ภูมิจิต ภูมิธรรม ภูมิปัญญา ของมนุษย์พัฒนาถึงจุดสูงสุด คือ
พ้น ความโลภ ความโกธร ความหลง และอารมณ์ทุกข์ทั้งปวง
มีสัมมาสติ โพธิปัญญาเคารพธรรมตื่น มากุมสภาพจิตปรุงแต่งหรือ
โพธิจิต ควบคุมอธิจิต ได้อย่างสมบรูญ์
.....................................
ชีวิต เรา อยู่ภายใต้
1.-กฎธรรมชาติ
2.-กฎวิวัฒนาการธรรมชาติ
3.-กฎการสร้างสรร เป็นลูกโซ่
4.-กฎป่า (กฎคัดเลือกสรร ตามหลัก วิวัฒนาการของชีวิต )
5.-กฎวัฒนธรรมของมนุษย์(กฎ กติกามารยาท ศีลธรรม)
6.-กฎนวัตกรรม ของเครื่องจักร และคอมพิวเตอร์
เราต้องฉลาดเลือกใช้ให้เหมาะสม
เพราะชีวิตต้อง ปรับตัว
"เพื่อ อยู่รอด อยู่ร่วม ในโลกที่ต้องแข่งขัน สุขจากการแบ่งปัน"
......................................
//-ใครรักประชาธิปไตย ก็ต้องรักความมีวินัย
1.เคารพตนเองเพราะตนเองใฝ่รู้ใฝ่ดี ประพฤติดี
2.และเคารพ อภัยคนอื่น ที่ไม่เหมือนตน
3.ความปลอดภัยชีวิตทรัพย์ สิน และปัญญา สำคัญกว่า
ตัวเลขทางเศรษฐกิจใด้ๆ ที่มนุษย์สมมุติขึ้นนะ
ไม่งั้น เราก็จะมองแค่
"การเมืองที่เป็นประชาธิปไตย
คือเข้าไปแย่งกัน จัดการผลประโยชน์ ที่ตนชอบ ด้วย...
-เสียงข้างมาก...
-ละเลยเสียงส่วนน้อย
-และเกลียดชังการ มีส่วนร่วม และคานอำนาจ"
-เพื่อผลประโยชน์ตนและพวกเฉพาะหน้า
ส่วน ตนเอง ครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม จะพินาศในอนาคต ไม่เกี่ยวกับตน


Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jul 9, 2015
 
คุยกันแบบเซน ต่อ
"จับผีในสวนโมกข์"
เรื่องนี้ 40ปีมาแล้วนะ
ตั้งใจ ไปกราบท่านอ.พุทธทาส ในฐานะ ที่
รู้จัก หนังสือธรรมะ ของหลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ
ถูกใจ ตามไปที่วัดอุโมงค์ หลัง ม.เชียงใหม่
ไปพบ ผลงาน อ.พุทธทาส"คู่มือมนุษย์"
เมื่อบวช ก็เลย ขอโยมไปส่ง ที่สวนโมกข์
ไปถึงดึก ท่านอ.ประจวบออกมารับ
และ ท่านอ.พุทธทาส ก็ออกมาด้วย(ตามปกติ ท่านจะไม่ออกมา)
พอทราบเรื่อง เห็นหน้าลิง ประโยคแรกที่ท่านทัก
"เองมาทำไม?" ทุกคนก็งง เพราะ ท่าน อาจารย์ ไม่เคยพูดอย่างนี้กับใคร
หลงอยู่9เดือน ก่อนเข้าพรรษา3 ในพรรษา3 ออกพรรษา3เดือน
เพราะ พวกชวนอยู่ต่อ ไปทัวร์สมุย และวัด รอบๆ
ให้รับกฐิน ถึงจะครบหลักสูตร อิๆ
วันกลับไปลาท่าน ก็พูดว่า
"ไปแล้วอย่ามานะ" อิๆ
และก็ไม่ได้พบตัวเป็นๆของท่านอีก จนท่านสิ้น
เผาสรีระ ก็ไม่ได้ไปร่วมจริงๆ
......................................................
กุฏิเรือนเพชร คือที่พักพิง
มีชื่อเรื่อง"ผีดุ" พระวิ่งจีวรปลิว กันหลายองค์
คืนแรก ไปพัก ก็ ได้รับการต้อนรับจาก"ผีๆ"
แต่โชคดี ด้วยสัจจะ จริงๆ เกิดมาไม่เคยกลัวผี
และชอบอยู่เป็นเพื่อนผีๆ แต่ผีก็ไม่ยอมออกมาเล่นด้วย
และพ่อมีคาถาดีถ่ายทอดมา ในสายเลือด
ไปที่ไหน ให้ท่องว่า
"กูมาดี
กูทำกุศลมาเยอะ
อยากได้กุศลมาเอาไป
ดูแลกูด้วย"
................................................
อากาศในสวนโมกข์ร้อนอบอ้าวมากๆ
แต่ก็ปิดหน้าต่าง ไม่อยากรบกับน้องยูง
สักทุ่ม มีเสียงบันใดลั่น ต่อเนื่องคล้ายคนเดินขึ้นมา
ใคร?.........................เงียบ
เปิดประตูออกไปดู......มะมี เอาแล้วไง จะต้อนรับน้องใหม่มั้ง?
กลับเข้ามา นั่งหลังประตู ถือไฟฉาย รอ
พอเแอ๊ดแรก..............เปิดประตูผลัว ไฟฉายส่อง...ไม่มีใคร?
อยากรู้ต่อไป ขอเสียงหน่อย ฉันเช้าก่อน อิๆ

Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jul 10, 2015
 
https://www.youtube.com/watch?v=U4glcVsRpbw
พระมหาโมคคัลลานะ
พระอัครสาวกผู้เป็นเลิศในทางฤทธิ์
ในหลักสูตร นักธรรม จะเรียนเรื่อง พระพุูทธ พระธรรม พระสงฆ์
ครบ ก็จะจบ"นักธรรมเอก"
เวลา เข้าไปในวิหารวัดไทย จะมี พระปฏิมาของพระอัครสาวก สององค์
มี พระสารีบุตร ผู้เลิศทางปัญญา และ พระโมคคัลลานะผู้เลิศฤทธิ์
-ของฝ่ายมหายาน จะมีพระปฏิมาพระหนุ่ม(พระอานนท์)
และพระแก่(พระมหากัสสปะ)
.....................................
พระมหาโมคคัลลานะ มีส่วนร่วม ในพุทธประวัติหลายตอน
แม้นแค่พระคาถา"ชัยชนะ ของพระพุทธเจ้า ชัยมงคลคาถา หรือพาหุงมหากาฯ ก็มีตอนหนึ่ง ที่นาคดุร้ายมาก
พระพุทธเจ้า ให้พระโมคคัลลานะ ปราบ ท่านใช้วิธี
แปลงกายเป็นนาคที่ใหญ่กว่า ครับผม
แต่ต้องแปล ภาษาอภิจินตนาการ จากวรรณกรรมพุทธศาสนา
หรือ ภาษาบุคลาธิษฐาน..เป็นภาษาธรรม
คือ จะบอกว่า "กูเก่งกว่ามึง แต่กูยังไม่เบ่ง" อิๆ
"ใหญ่..........................ไม่ข่ม
เล็ก.............................ไม่กร่าง
เป็นคนจริง....................ต้องไม่ห่าม ไม่เหิมฯ"(สุภาษิตจีน)
ดีแน่ๆ
......................................
พระโมคคัลลาน มีประวัติที่น่าสนใจอีกหลายตอน
ท่านเป็นสหายพระสารีบุตร
ช่วงแสวงหาโมกข์ธรรม พระสารีบุตร พบพระอัสสชิ
ได้พระคาถา"เย ธัมมา" คือ
"ทุกสรรพสิ่งที่ปรุงแต่ง
(วจีหรือความคิด จิตหรือเจตนา กายหรือบุคลิกภาพ)
มีเหตุเป็นแดนเกิด เช่นอารมณ์ทุกข์
พุทธเจ้า บอกเหตุ และวิธีดับนั้นให้"
...................................
และได้ รับวิธีแก้ง่วง จากพุทธเจ้ามา
.................................
พระมหาโมคัลลานะ ยังเป็นสถาปนิค วิศวะกร
ที่ควบคุมดูแลงานก่อสร้าง วัดสำคัญ ในยุคพุทธกาล
...............................
คำสอนหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้า ให้พระโมคคัลานะ
ที่ ลิงชอบย่อไว้คือ
"ไม่สุมหัว ไม่ชูงวง ไม่สร้างวะทะที่นำไปสู่ความขัดแย้ง"
-ไม่สุมหัว คือ ไม่ไปมั่วสุม สนทนาแต่เรือง มงคลตื่นข่าว
อย่างตอนนี้ กระแส ดารา และข่าวปด (เพราะมีคนจ้าง)เยอะมาก
-ไม่ชูงวง คือ เป็นผู้ นอบน้อมถ่อมตน รู้จักรับฟังอย่างสงบ
-ไม่สร้างวาทะ ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง
กำลังฝึกอย่างหนัก เพราะอายุยิ่งแก่ ยิ่งปากจัด55555+
....................................
ในฐานะ ที่ท่านเป็นผู้กว้างขวางมาก่อนบวช
และเห็นเปรต ...คือสภาพจิตคน(Being) ที่ก่อนจะมาเป็นมนุษย์(Homo sapiens)
สัตว์ อาจ กิน ถ่าย สืบพันธุ์ นอน กลัวภัย
แต่มนุษย์มีสมองใหญ่ จึง มี อะไรมากกว่าสัตว์
ความโลภ(ยถาเปรต)
-ความอิจฉาบ้าอำนาจ(ฤทธิ์เปรต)
-ความฉลาดโกง ไม่รู้จักพอเพียง(เปรตอยู่ในวิมาน)
ท่านจะยิ้ม เมื่อเห็นว่า เปรต ก็คือพวกผู้มีอำนาจวาสนา
ในกรุงราชคฤห์ นี่แหละ
ท่านก็เลย ถูก ทุบ สิ้นชีพ ด้วยฝีมือโจยท์เก่า และเปรต
ที่ท่านไปรู้เท่ารู้ทันนี้แหละ
งานนี้ ท่านอาจ บรรลุธรรม คือ รู้วิธี ชนะ
อารมณ์ทุกข์ ทนต่อเวทนาทุกข์ ปรับตัว อยู่กับสภาวะทุกข์แบบเคารพยอมรับ แต่
"เวลา กรรม มัจจุราช ไม่เคยคอยใคร"
และ อย่าลืมฝึก ยกระดับ ภูมิจิต ภูมิธรรม ภูมิปัญญา
พบ โพธิจิต ที่กุมสภาพ อธิจิต ในตนให้ได้
จะได้ เป็น พุทธะ(ผู้ใช้สติปัญญาปกครองชีวิต)
เป็น ผู้ฉลาดเลือก ใช้วิธีเรียนรู้ปรับตัว(Homo wise-man) ในชาตินี้แหละ
..........................................................
เอาแค่นี้ก่อนนะ อิ่มอร่อยมื้อเช้า
ใครเดินทาง ให้สะดวก รับโชค มีชัยนะ สาธุ
.........................................................


http://www.dharma-gateway.com/…/great_monk/pra-mokkalana.htm
Philosophy and healthy ปรัชญา และสุขภาพดี
G+ communities คนรัก รักษ์ ปัญญา สุขภาพ กีฬา และจักรยาน
สุขภาพดี คือลาภอันประเสริฐ ที่เราทำได้เอง
Suraphol KruasuwanOWNER

ฐิตา:

Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jul 12, 2015
 
 Consumerism
รู้เท่ารู้ทัน บริโภคนิยม และ พวก
รู้จักธรรมชาติ วันละนิด ชีวิตมีชีวา
ธรรมะคือธรรมชาติ เป็นกระแสธรรมดาเช่นนั้นเอง
เป็นเด็ก มักได้ยินผู้ใหญ่พูด
"จะไปกิ๋นเสี่ยง กินซ้ำ ยะหยังหือกินยืน กิ๋นยาว กิ๋นบ่เสี่ยง"
แปลว่า
"ทำอะไร อย่าไปเอาแต่ล้างผลาญให้หมดสิ้น
ให้ทำในสิ่งที่เจริญ ยั่งยืนยาว ไม่มีหมด"
...........................................

"วัตถุนิยมสี่ สมัยใหม่
สอนให้เราคิดเอาแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่ยั่งยืน
ทำลาย ความหลากหลายพันธุกรรม และยั่งยืน ต่อลูกหลานอนาคต"
...........................................
"อาหารเป็นใหญ่ในโลก" พุทธพจน์
อาหาร ในความหมายพุทธธรรมคือ"เครื่องค้ำจุนชีวิต"

1.เครื่องค้ำจุน ที่เป็นวัตถุธาตุ
ได้แก่ ปัจจัยสี่(อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยาป้องกันรักษาโรค)
เครื่องมือ ต่อความสามารถ และเครื่องอำนวยความสะดวก
เป็นเครื่องค้ำจุนระดับชีวะ ที่ขาดไม่ได้
น่าจะรวมทั้ง อากาศ น้ำ แสงแดด ด้วยนะ

2.เครื่องค้ำจุน ที่ เป็นกุญแจไขความสุข ผัสสะ
แล้ว ชอบ อบอุ่น เป็นสุข
2.1-กามสุข
- มี ศุภะ(เห็นว่าสวยงาม)
อระดี(พึงใจ)
-ตัณหา(อยาก)
-ราคะ(คลุกเคล้า เกลือก กลั้ว ดุจภมร ชอบเกสรดอกไม้)
2.2 ฌานสุข
เกิดจากจิต ผูกกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จน จิตแน่วแน่ หลั่งสารความสุขได้
มี ตั้งแต่ วิตก(คิดกว้างๆ) วิจารณ์(คิดลึกลงในรายละเอียด)
ปีติ สุข อุบกขา(สงบ ดูด้วยปัญญา)
เอกจิต จิตเป็นหนึ่งเดียว กับธรรมชาติที่จดจ่ออยู่ และกฎธรรมดาของธรรมชาติ
2.3วิมุติสุข
สุขจาก พ้นอำนาจเพลิงอารมณ์ทุกข์
เพลิงความอยาก ความติด ความพยาบาท ความอยากเบียดเบียน
จึงไม่ทุกข์ ไม่สุข แต่เย็น กาย วาจา ใจ เช่นนั้นเอง

3.อาหาร คืออุดมคติ
เป้าหมายความหวัง อุดมการณ์แห่งชีวิต
เช่นเป้าหมาย ทางสังคม อยากมี
-จุดยืน มีตัวตน อัตตาลักษณ์ของตนเอง
-พื้นที่ ที่เป็นอาณาเขต อาณาจักร ที่ตนเคลื่อนไหวอย่างเสรี
-ความสำเร็จ
...ได้เป็นเจ้าของ...มีความอุดมสมบูรณ์...มีความมั่นคง ในชีวิต
-ได้รับการชื่นชม ยอมรับหน้าถือตา จากสังคม
ความต้องการนี้ บางที ยอมสูญเสีย ตัวตน ผัสสะที่ชอบ
เพื่อ สมใจ สะใจ ในสิ่งที่ตนต้องการ

4.สิ่งค้ำจุน คือ"ความรู้"
มนุษย์ต้องปรับตัว เพื่อ
อยู่รอด อยู่ร่วม
แข่งขัน-แบ่งปัน
ความโชคดี-และคลสภาพจิต เป็นมนุษย์ที่ดี
ดังนั้นมนุษย์ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
-เรียนรู้จาก การอบรมสั่งสอน ตาม บุพการี วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม
-เรียนรู้จากการตกผลึกความคิด จากประสบการณ์ตนเอง
-เรียนรู้จาก การ ล้างเงื่อนไขชีวิต
ที่จำมาผิด ตั้งทฤษฎีไม่ไม่เหมาะสม ตั้งจิต ตั้งเจตนาเป้าหมายชีวิตผิด
เป็นการเรียนรู้สูงสุด เพราเป็นการปลดปล่อย ชีวาในชีวิต
พ้นจาก เพลิงอารมณ์ทุกข์ ความอยาก
ที่หลอกเราว่าเป็นความจำเป็น
จนเราต้องใช้ตนเอง เป็นวัวควาย
แสวงหา เป้าหมายเทียม(กุญแจความสุข)
แทนที่จะ จัดชีวิต แยกความต้องการ ออกจากความจะเป็น
และใช้ชีวิต แบบ พอเหมาะ พอดี พอเพียง มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน
ดังแนว พระราชดำหริ เศรษฐกิจพอเพียง
แทนการ เป็นทาส บริโภคนิยม อำนาจนิยม ทุนนิยม ผลประโยชน์นิยม
ชีวิตจึงต้อง โลภ อิจฉา บ้าอำนาจ ฉลาดทางเสื่อม
เป็นทาสอารมณ์ร้าย อารมณ์ทุกข์ โดยสุขล่อให้หลง ในตนไม่สิ้นสุด
Small is beauty ......พอเพียงคืองดงาม
.........................

ดังนั้น การปฏิวัติอาหาร จึงไม่หมายถึง"ของกิน"
แต่หมายถึง เครื่องค้ำจุนชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ ดีกว่า มั่นคง มีประโยชน์ประหยัด ปลอดภัย ยั่งยืน
-อาหารที่เป็นวัตถุธาตุ
-อาหารที่เป็นผัสสะ
-อาหารที่เป็นอุดมการณ์ชีวิต
-อาหารทีเป็นความรู้
รู้วิธีล้างเงื่อนไขความรู้ผิด
รู้ยิ่งจนพ้น เพลิงอารมณ์ทุกข์ เพลิงกิเลสในตน
.........................

//-เรารู้ว่า เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า
อารมณ์ทุกข์.................ต้องกำหนดรู้
เหตุปรุงแต่อารมณ์ทุกข์ ....ต้อง ละทิ้งให้สิ้น
ผลความเย็นของชีวาในชีวิต....เพราะพ้นเพลิงอารมณ์ทุกข์และกิเลส
ต้องประสบด้วยตนเอง
ทางฝึกฝน เพื่อพบความเย็นนั้น(มรรคแปด)...ต้องเจริญให้ยิ่ง
//-เรารู้ว่า เรารู้ อริยะสัจจะ(ความจริงของผู้ชนะอุปสรรค พัฒนาชีวิตในตน
คือเพลิงอารมณ์ทุกข์ เพลิงจากกิเลส)ที่เกิดขึ้นในตน
//-เรารู้ว่าเรารู้แจ้ง
มีเจโตวิมุติ( มีกำลังจิต เพราะจิตที่สงบ มั่นคงเบิกบาน ชนะอารมณ์ร้าย)
มีปัญญาวิมุติ(มีกำลังปัญญา มีสติปัญญา เข้าใจแจ้งในธรรมชาติตามจริง จนกุมความคิด สภาพจิต)
..........................

การเข้าใจ จัดการ แบบ พอเหมาะ พอดี พอเพียง พอใจ กับเรื่อง
สิ่งค้ำจุนชีวิต ที่เป็น
-วัตถุธาตุ
-ผัสสะ
-อุดมคติ
-ความรู้จนหลุดพ้น
เพลิงอารมณ์ทุกข์ความเศร้าหมองอยากเกินเหตุ
คือการปฏิวัติ อาหารของโลก อย่างแท้จริง
.........................

-ตนเอง....
-รู้จักพอดีพอเพียงพอควร
-เลิกสร้างอารมณ์ทุกข์
-ไม่เป็นทาสความอยาก
-ดูแลสังคม มีสันติสุข สันติธรรม
-บริหารจัดการ ธรรมชาติแบบ พัฒนาเชิงอนุรักษ์ยั่งยืน
ทำให้สิ่งแวดล้อม มีสมดุลที่ดี
.........................................................

ฝึกสร้างนิสัย"กิ๋นบ่เสี่ยง"
เลิกใช้ชีวิตแบบ"กิ๋นเสี่ยง กินซ้ำ"
ทำในสิ่งที่ ดี งาม ยั่งยืนไว้ให้ลูกหลานไทย กันนะครับ
*********************************
Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jul 20, 2015
 
1.ทาน
เพื่อสอนใช้ชนะ จิตเปรตในตน
คือชนะ ความโลภ อิจฉา บ้าอำนาจ ฉลาดโกง
2.ศีล
เพื่อ มีจิตเป็นมนุษย์มากขึ้น
3.สัคคะ
เพื่อช่วยสร้างสันติสุข สันติธรรม แก่ ตน สังคม ระบบชีวาลัย
4.กามฑีนพ
เพื่อให้เห็น โทษ ความติด ยึด หลงไหลนำมาซึ่งเหตุ ทุกข์
5.เนกขัมมะ
การฝึกฝนจิต ให้ สงบ สมถะ สันโดษ ออกจาก ความติด
6.ปัญญา
ปัญญามองเห็นโลก เป็นปราชญ์ ฉลาด มีสติปัญญา
มองเห็นจิตปรุงแต่ง(อธิจิต) และปลุกจิตแท้จิตเดิมให้ตื่น(โพธิจิต)
มาล้างขยะปรุงแต่งจิต กุมสภาพจิต
จนเมื่อกระทบ กระแสโลก กระแสกรรม กระแสธรรม
จิตยังมั่นคง เบิกบาน วิสุทธิ์ เช่นนั้น
จึงเป็นโลกุตระปัญญา...ที่ตื่นแล้ว
เป็นสอนให้การพัฒนาจิตตามลำดับ ของพุทธเจ้า สาธุ
ทั้งหมดนี้ เป็น คำสอนที่พระพุทธเจ้า สอนมากที่สุด ตลอด45พรรษา หลังตรัสรู้ สาธุ


Philosophy and healthy ปรัชญา และสุขภาพดี
G+ communities คนรัก รักษ์ ปัญญา สุขภาพ กีฬา และจักรยาน
สุขภาพดี คือลาภอันประเสริฐ ที่เราทำได้เอง
Suraphol KruasuwanOWNER

ฐิตา:

Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jul 1, 2015
 
พระพุทธเจ้าประกาศว่า
"เคารพพระธรรมที่ทรงค้นพบ"
ธรรม มาจากคำว่า สภาวะ แปลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง
จึงเป็น เช่น ที่เป็น ไม่ได้ตามใจใคร
พุทธเจ้า ขนานนามพระองค์ว่า"ตถาคต"
แปลว่า ผู้ชี้ให้เห็นกระแสธรรมดา ของโลก และธรรม
คุณลักษณะ ธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ อ.พุทธทาสเรียงไว้
เป็น9ตา แต่ปู่ลิงเคยบอกว่า มี10ตา ตอนนี้ มี12ตา อิๆ

พุทธทาส - นาคารชุน (สองสุดยอดนักปราชญ์เถรวาท-มหายาน)
23 กุมภาพันธ์ 2012 ·
"ธรรมะ 9 ตา" ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ
1. อนิจจตา คือความไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน (อัชฌัตตา ธัมมา)
................เฉพาะสิ่งปรุงแต่งด้วยขบวนการของธรรมชาติ
หรือสังขาร "ต้องเปลี่ยนแปลง"
2. ทุกขตา คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ย่อมแปรเปลี่ยนไป
.................เฉพาะ สิ่งปรุงแต่งด้วยขบวนการธรรมชาติ
หรือสังขาร"ต้องเปลี่ยนแปลง"
มี กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร(รวมทั้งความคิดด้วย)
3. อนัตตตา คือ ความไม่มีตัวตน ความมิใช่ตัวตน
................อนัตตาแปลว่า ไม่เป็นดั่งใจใคร
ธรรมชาติทั้งหมด เป็นไปตาม กฎ เหตุ ปัจจัย ปรุงแต่ง
4. อิทัปปัจจยตา เป็นชื่อหนึ่งปฏิจจสมุปบาท
หลักแห่งการเกิดขึ้นอาศัยกันของปัจจัยทั้งหลาย
เมื่อเกิดสิ่งนั้น จึงมีสิ่งนี้ (Dependent Origination)
................กฎแห่งความสัมพันธ เชื่อมโยง
เด็ดดอกไม้ อาจกระเทือนถึงดวงดาว

5. สุญญตา คือ ความว่างเปล่า
ความศูนย์ คือสูญจากความมีตัวตน(อุปาทานในอัตตา อุปาทานในตัณหา)
ว่างจาก กิเลส ตัณหา อุปาทาน สมองจึง"เห็นธรรมชาติตามจริง"
6. ธัมมัฏฐิตตา คือ กฎธรรมชาติ
ต้องใช้วิธีวิทยาศาสตร์ การคำนวน จึงพบว่า"มี"
7. ธัมมนิยามตา คือ การที่สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น
ตั้งอยู่และดับสลายไปเป็นกฎธรรมชาติ
...................คือทฤษฎี วิวัฒนาการนั่นเอง
ดินฟ้าอากาศเหมาะสม ทำให้เกิด สิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการหลากหลาย
มีชีวิตที่มีมีจิต รับรู้ผลกรรม เกิดวัฒนธรรม....และพบ วิธีเป็นมนุษย์เหนือมนุษย์ Homo wise-man วิวัฒนาการต่อจาก Homo sapiens
8. ตถตา ความเป็นเช่นนั้นเอง
ตถตา เป็นการอธิบายความที่สิ่งทั้งหลายเป็นเหตุปัจจัยแห่งกันและกัน เมื่อมีเหตุปัจจัยมันก็เกิดขึ้นดำรงอยู่และเป็นไปตามกฎธรรมดา
เมื่อหมดเหตุปัจจัยมันก็ดับ

..................ตถาตา แปลว่า "กระแสความเป็นธรรมดา"
หรือสิ่งที่เคลื่อนไหว ไหลไปด้วยกัน ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ จากหยาบไปหาละเอียด คือ
-กระแสโลก มีวัฒนธรรม มนุษย์ ขับเคลื่อน ด้วย ความเชื่อ ความชอบใน
แฟชั่น ค่านิยม ที่ถูกสังเคราะห์ ตาม ยุคสมัย
-กระแสกรรม
กรรมขับเคลื่อน สรรพสิ่ง หรือเจตนา สร้าง กรรม เป็น วิบาก วาสนา เป็นกลาง
-กระแสธรรม
ธรรมชาติ ที่เป็น กฎเหตุปัจจัยปรุงแต่ง
ธรรมชาติ ที่เป็น ระหัสกรรมพันธุ์
ธรรมชาติที่เป็นสัญชาติญาณ
ธรรมชาติ ที่เป็นวัฒนธรรม ปรัชญา ลัทธิ
ธรรมชาติ ที่ปรุงแต่ง เป็น"จิตสำนึก"
ธรรมชาติ ที่เป็นจิตแท้จิตเดิม ที่ตื่นเมื่อ สัมมาสติ โพธิปัญญาตื่น
ธรรมชาติ ที่ พัฒนาการสูงสุด จาก
ธาตุรู้....เป็นตัวรู้......เป็นผู้รู้........และกลับไปสู่"ธาตุรู้"

9. อตัมมยตา เป็นสภาวของระดับจิตสูงสุด
กล่าวคือ เป็นระดับที่ไม่ยึดถือสิ่งทั้งปวงหรือไม่ปรุงแต่งให้ทุกข์แล้ว
อ.พุทธทาส บอกว่า"กูไม่เอากับมึงแล้ว"
ปู่ลิงบอกว่า"เองเป็นของปลอมโว้ย"
ของปลอมคือ มายา ลีลา ธรรมชาติ ที่
สังเคราะห์..............สร้างขึ้น
สงเคราะห์..............ส่งเสรีมให้ เจริญ
สงคราม.................ขัดแย้ง ทำลาย
สมดุลย์..................รักษา สภาพ เป็นกลาง
สันคติ....................สืบทอด ต่อเนื่อง
เสื่อมสลาย.............จากสิ่งซับซ้อน สลายเป็นสิ่ง ไม่ซับซ้อน
ใครไปยึดว่า ธรรมชาติทั้งหมด เป็น กู ของกู ต้องตามใจกู
อารมณ์ทุกข์ ถูกชงขึ้นมา ซ้ำเติม เวทนาทุกข์ สภาวะทุกข์แน่นอน
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=184750238300188&id=183996915042187

10.อัพยากตา ธรรมา
เป็นธรรมชาติ ความรู้สึกที่เป็นกลาง ไม่ยินดีในอกุศล และไม่หลงไหลในกุศล ประกอบด้วย กุญแจไขเคมีความสุขให้หลั่ง
นอกจาก กามสุข ญาณสุข ฌานสุข ที่มนุษย์ค้นพบมาก่อน
พระพุทธเจ้าค้นพบ กุญแจไขความสุข ที่อมตะคือ
-วิมุติ
-วิโมกข์
-นิพพาน
-วิชชา
-วิสุทธิ์
-วิเศษ
-วิราคะ
-วิสังขาร

11.อริยสัจจะ ทัศนา
เห็นด้วยการกำหนดรู้อาการนั้นด้วยความรู้สึกที่มีสติ ติดตามลมหายใจ
ดวงตาที่จะเห็นอริยสัจจะ ไม่ใช่ตาเนื้อ แต่เป็นตาปัญญาทั้งสี่ คือ
พุทธะจักขุ...........................เห็นด้วยสัมมาสติโพธิปัญญาที่ตื่นแล้ว
ธรรมจักขุ.............................เห็นธรรมชาติ ทั้งหมด ด้วยความเข้าใจ
ญาณจักขุ............................เห็นด้วย หนักแน่น มั่นคง ความสงบ เยือกเย็น รำงับ ด้วยสมาธิ
ทิพย์จักขุ.............................เห็นด้วย เหตุ และผล ความเชื่อมโยง
ที่ละเอียดลึกซึ้ง แบบพวก เหนือมนุษย์
12.........เปิดช่องให้ ใช้สมอง....คิดๆๆๆๆ.....ยังไม่เฉลย อิๆ
..........................................................

เห็นไหม ธรรมชาติ สุดอัศจรรย์
ทั้งปรากฎการณ์ภายนอก
-ถ้าเรารู้จริง.......เราก็เป็นนักปราชญ์
-ถ้าเราฉลาด รู้เท่าทัน จิตปรุงแต่ง และกุมสภาพ
จนไม่สร้างอารมณ์ทุกข์
เราก็เป็น พุทธะ
...ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้มีความสุข ในดวงตาทั้ง12
..
..
Suraphol KruasuwanOWNER
การสนทนา  -  Jul 2, 2015
 
ฟงอวิ๋น ขี่พายุทะลุฟ้า
https://www.youtube.com/watch?v=NNTIh-7Rj9s
ช่วงเล่นกีฬาพวก "สุดขีด" ฟ้า ดิน น้ำ
ต้องหาอะไรที่ท้าทายธรรมชาติ และยมฑูต
มาถึงตอนนี้ ถือคติ"ปอดแหกคือปลอดภัย"
และขอบคุณ เทพีแห่งโชคชะตา ที่ให้ลมหายใจอยู่
นึกถึง รสชาติ เหมือน กิน ซูชิ ที่ทำจากปลาปักเป้าพิษ
จากพ่อครัวสุดยอด ที่รู้ว่า คนนี้ควรจะกินกี่ชิ้น จึงพอดี
วันนี้ ให้ไปกินอีก"กูไม่กินแล้ว"
......................................................

ทุกวันนี้ ชีวิต ที่ต้องปรับตัว อยู่รอด อยู่ร่วม ในโลก
ที่ต้อง............ ทะยานอยากในการแข่งขัน
และสุข ..........จากการให้ กำลังใจ แบ่งปันน้ำใจ
เราต้องผจญพายุ ที่ร้ายแรง และ"เราต้องขี่ ให้เป็น"

1.พายุสุริยะ
ทุกรอบ11ปี สุริยเทพ จะปลดปล่อย คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
มาก กว่าปกติ10% แม้นโลกจะมีระบบแม่เหล็ก
ป้องกัน แต่ก็มีบางส่วน จะสะสม กลายเป็นคลื่นความร้อน
ประจวบกับ มนุษย์เห่อ พลังงานสันดาปภายใน จากปิโตเลียม
ใช้กันอย่างเมามันส์ ความร้อนที่สะสม ในมหาสมุทรแปซิฟิก
ก็จะ ไหลสลับทาง จากเคยไหลจาก ชายทวีป อเมริกาใต้
มาเอเชียใต้ ก็ ไหลกลับ ทุกๆ11ปี เอเชียใต้ก็แล้ง เปรูก็เจอฝนตกหนักน้ำท่วม
และกว่าจะปรับตัว เหมือนเดิม ใช้เวลา3-5ปี แต่บางทีก็เลยเถิด
แล้งติดต่อกัน 7-11ปี ในสมัยโบราญ หลายอารยะธรรมถึงกับล่มสลาย
ช่วงนี้ พายุสุริยะ ทำหน้าที่ปีที่2 ต้องเตรียมตัว ปรับตัว รับภัยพิบัติ
จะไปด่ารัฐบาล เอาโดเรม่อนมาแห่ ช่วยไม่ได้นะ
จริงๆ น้ำเมืองไทยเหลือเฟือ แต่ต้องมา ศึกษา บริหารจัดการ
-ต้นน้ำ
-กลางน้ำ
-ปลายน้ำ อย่างยั่งยืน

2.พายุเศรษฐกิจ
เมื่อเราเชื่อว่า โลกาภิวัตน์ เป็น ยาวิเศษ มา30ปี
"โลกจะเป็นสวรรค์บนดินได้ เมื่อ ทุน เทคโนฯ ตลาด ผู้คน วัฒนธรรม
ไหลไปมาเสรี"
ผู้ที่ได้เปรียบคือ ผู้มีต้นทุน วัตถุนิยมสี่ อยู่แล้วคือ
มีทุน อำนาจ ผลประโยชน์ สื่อการตลาดแบบบริโภคนิยม
ก็คือ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ กลายเป็น
"กบใหญ่ หลอกกินกบเล็ก"
ที่รอดมา และ ใช้พลังนี้ เติบโตอัศจรรย์ คือ"จีน"
วันหนึ่ง มีลูกน้องเพื่อน มายืมเงิน ไปช่วยครอบครัวเพื่อนเขา
เพื่อนเราถามกลับว่า
เองลองไปถาม คนที่ขอเองมายืมเงินว่า
"รายได้ไม่พอ หรือ ไม่พอที่จะฟุ่มเฟือย"
ลองทบทวน มาช่วยซื้อขายในชุมชน
และงดเข้าห้าง เพื่อตากแอร์ดู เงินจะหมุนในชุมชน
นาน พอ ที่จะฟื้นเศษฐกิจ ทุกระดับภาค
มีงานวิจัย หลังเงินเดือนออก 12วัน เงิน 80%
จะหายละลายไปใน "การตลาดสมัยใหม่"
คือ ห้าง เซเว่น ค่าโทรศัพท์ หวย พนัน ดอกเบี้ยนอกระบบ
จัดการระบบบริหารทรัพย์ดีๆ...เชื่อ ทุกคนมีเงินเหลือเก็บ

3.พายุ จิตปรุงแต่ง
จิตปรุงแต่ง เอา
-ความคิด
-กระตุ้นอารมณ์
-เก็บเป็นอุดมการณ์
-และยะโสว่า กูรู้
แล้ววันหนึ่ง...มันก็ยึดเอาชีวาในชีวิตเป็นทาส
ต้อง มีสติรู้ และจัดการ กับมันให้เหมาะสม
ไม่งั้น มันจะจูงเราไปตายจริง ด้วย
อาการป่วยทางกาย เพราะแช่งผู้อื่นแต่ตนเองรับก่อน
อ่อนแอ ติดเชื้อง่าย ภูมิต้านทานต่ำ เม็ดเลือดขาวโจมตีตนเอง
และพาเราไปในที่ สมควรตาย
และใช้ชีวิตแบบสมควรตาย เพราะประมาทมากมาย อิๆ
.............................

ปลุกสัมมาสติตื่น และ หายุทธวิธี ขี่พายุ
ทั้งพายุสุริยะ พายุเศรษฐกิจ พายุจิตปรุงแต่ง
ถ้าทำได้ เราก็จะเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่
Homo wise-man
เป็นอธิจิต อธิปัญญา ดังพระพุทธเจ้าสอน
ให้ฝึก ยกระดับ ภูมิจิต ภูมิธรรม ภูมิปัญญา
อย่าเป็นแค่
Homo sapiens
นะครับ เพราะ ไม่ปลอดภัยพอ สำหรับชีวาในชีวิต
ที่เป็นชีวิตแท้ของเรา อย่าให้จิตปรุงแต่งต้มนะ
ซิบอกให้ อิๆ


Philosophy and healthy ปรัชญา และสุขภาพดี
G+ communities คนรัก รักษ์ ปัญญา สุขภาพ กีฬา และจักรยาน
สุขภาพดี คือลาภอันประเสริฐ ที่เราทำได้เอง
Suraphol KruasuwanOWNER

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

Go to full version